
'เซลาย่า'โฟนอินเข้าที่ประชุมใหญ่ยูเอ็น
ผู้นำฮอนดูรัสที่ถูกโค่นอำนาจ โฟนอินผ่านมือถือเข้าไปในที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ
(29ก.ย.) ประธานาธิบดีมานูเอล เซลาย่า ของฮอนดูรัส ที่ถูกรัฐประหารโค่นอำนาจ ได้แถลงต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติผ่านทางโทรศัพท์มือถือจากสถานทูตบราซิล ในประเทศของเขาที่เขาใช้เป็นที่ซ่อนตัวเรียกร้องให้สหประชาชาติรับประกันความปลอด ภัย และกล่าวโจมตี" เผด็จการ " ที่ยึดอำนาจไปจากเขา และเป็นเผด็จการฟาสต์ซิสต์ ที่กดขี่ประชาชนชาวฮอนดูรัส
แพททริเซีย โรดาส รัฐมนตรีต่างประเทศ ได้ไปขึ้นโพเดียมของที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาติ และเปิดโทรศัพท์มือถือที่นายเซลาย่าโฟนอินเข้ามา ซึ่งเขาได้พูดเป็นเวลาหลายนาที และเรียกเสียงปรบมือจากบรรดานักการทูต และบางคนถึงกับลุกขึ้นยืนปรบมือให้
นายเซลาย่า ได้เข้าไปลี้ภัยที่สถานทูตบราซิล ตั้งแต่วันที่ 21 กันยายน หลังจากแอบเล็ดลอดเข้าประเทศโดยที่รัฐบาลเฉพาะกาลไม่มีโอกาสได้ล่วงรู้ และเขาได้เรียกร้องให้สหประชาชาติใช้จุดยืนที่เด็ดเดี่ยวต่อรัฐบาลที่ป่าเถื่อน ที่ทำรัฐประหารโค่นอำนาจเขาเมื่อเดือนมิถุนายนส่วนนางโรดาส ได้พูดนานประมาณครึ่งชั่วโมง โดยระบุว่า ประธานาธิบดีของพวกเราถูกกำลังทหารปิดล้อมเอาไว้ เขาถูกคุกคาม อยู่ตลอดเวลา ทุกนาที ทุกวินาที ซึ่งอาจจะนำไปสู่โศกนาฎกรรมที่ทำให้ประวัติศาสตร์ต้องชะงักงัน
รัฐบาลเฉพาะกาล ได้ยึดอำนาจนายเซลาย่า ที่ส่งผลให้นายเซลาย่าต้องลี้ภัยในสภาพที่ยังสวมชุดนอน , ระงับการให้เสรีภาพแก่พลเรือนเป็นการชั่วคราว , ระงับการกระจายเสียงของฝ่างตรงข้าม รวมถึงส่งตำรวจและทหารไปตามท้องถนน เพื่อรับมือกับบรรดาผู้ประท้วงที่สนับสนุนนายเซลาย่า
นางโรดาส ยังกล่าวด้วยว่า ชีวิตของประธานาธิบดีและประชาชนกำลังตกอยู่ในอันตรายและอ้างว่า รัฐบาลเฉพาะกาลกำลังระดมกำลังเข้าไปที่สถานทูตบราซิล แต่เมื่อวันจันทร์นายโรเบอร์โต มิเชลเล็ตติ ผู้นำรัฐบาลเฉพาะกาล ได้ปฏิเสธว่า ไม่มีแผนจะโจมตีสถานทูต
บราซิล และยังส่งความปรารถนาดีไปถึงผู้นำบราซิล หลังจากให้เวลา 10 วัน ในการขับนายเซลาย่าออกจากสถานทูต หรือรับให้เข้าไปลี้ภัยในบราซิล
แต่นางโรดาส ระบุว่า นอกจากการปิดสื่อฝ่ายตรงข้ามแล้ว รัฐบาลเฉพาะกาล ยังได้ทรมานผู้สื่อข่าวฮอนดูรัสอย่างน้อย 2 คน และขับผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ขณะที่ตำรวจข่มขืนผู้หญิงในระหว่างการประท้วงตามถนน และลากผู้สนับสนุนนายเซลาย่าออกจากสนามกีฬาและ
นำไปกักขังอยู่จนถึงปัจจุบัน
นางโซดาส ถูกบีบให้ต้องออกนอกประเทศแบบเดียวกับนายเซลาย่า และความเห็นของเธอมีขึ้นหลังจากนายบี ลินน์ ปาสโก รองเลขาธิการสหประชาชาติฝ่ายกิจการการเมือง ใหัความเห็นว่า การโจมตีใด ๆ ของตำรวจและทหารต่อสถานทูตบราซิล ในกรุงเทกูซิกัลปา ถือเป็นหายนะอย่างสิ้นเชิง



