
ชาวไร่อ้อยแห่เพิ่มพื้นที่ปลูก 3 แสนไร่
ชาวไร่อ้อยแห่เพิ่มพื้นที่ปลูก 3 แสนไร่ เหตุรายได้ดีเพิ่มขึ้นเป็น 1.1 หมื่นบาทต่อไร่ ทั้งราคาน้ำตาลทรายโลกแนวโน้มดีต่ออีก 1-2 ปี สอน.นัดถกเกษตรฯ เล็งคุมพื้นที่ปลูกไม่ให้เกิน 6.2 ล้านไร่ หวั่นกระทบผลผลิตพืชชนิดอื่น
นายประเสริฐ ตปนียางกูร เลขาธิการคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (สอน.) เปิดเผยว่า พื้นที่ปลูกอ้อยฤดูกาลปี 2552/2553 มีจำนวน 6.2 ล้านไร่ เพิ่มขึ้น 3 แสนไร่ จากฤดูผลิตปี 2551/2552 ที่มีพื้นที่ปลูก 5.9 ล้านไร่ โดยภาคอีสานมีการปลูกอ้อยเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาอ้อยอยู่ในเกณฑ์ดีทำให้ชาวไร่เปลี่ยนจากปลูกมันสำปะหลังมาเป็นอ้อย รวมทั้งชาวไร่อ้อยมีรายได้ 11,000 บาทต่อไร่ ขณะที่ชาวไร่มันสำปะหลังมีรายได้ 9,000 บาทต่อไร่
"ราคาน้ำตาลทรายตลาดโลกมีแนวโน้มดีต่อเนื่องอีก 1-2 ปี ซึ่ง สอน.ได้หารือกับกระทรวงเกษตรฯ แล้วเห็นว่าไม่ควรขยายพื้นที่ปลูกอ้อยเกิน 6.2 ล้านไร่ เพราะจะกระทบผลผลิตพืชชนิดอื่น และเห็นว่าโรงงานน้ำตาลไม่ควรทำสัญญารับซื้ออ้อยกับชาวไร่ที่มีพื้นที่ปลูกห่างจากโรงงานเกิน 100 กิโลเมตร เนื่องจากจะทำให้ต้นทุนขนส่งสูง และปัจจุบันต้นทุนค่าขนส่งไทยอยู่ที่ 30% ของต้นทุนทั้งหมด ขณะที่บราซิลมีต้นทุนขนส่งอยู่ที่ 15-20%"
อย่างไรก็ตาม สอน.จะส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตอ้อยต่อไร่มากขึ้นแทนขยายพื้นที่ปลูก โดยจะเร่งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ให้ปล่อยสินเชื่อปรับปรุงแหล่งน้ำ และผลักดันโครงการสินเชื่อรถตัดอ้อยเพื่อลดต้นทุนและแก้ปัญหาเผาไร่อ้อยก่อนตัด โดยจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติ ธ.ก.ส.ปล่อยกู้วงเงิน 3,000 ล้านบาท ตั้งแต่ฤดูผลิตปี 2552/2553 และรัฐอุดหนุนดอกเบี้ย 3.5% ชาวไร่รับผิดชอบเอง 2%
"ฤดูกาลปี 2552/2553 คาดว่าจะมีผลผลิตอ้อย 71.6 ล้านตัน สูงกว่าปีก่อนที่มี 66.5 ล้านตัน เนื่องจากพื้นที่ปลูกอ้อยเพิ่มขึ้น ขณะนี้ต้องติดตามว่าอ้อยฤดูกาลใหม่จะมีค่าความหวานเท่าไหร่ เพื่อกำหนดปริมาณน้ำตาลปีหน้า รวมทั้งดูความต้องการใช้น้ำตาลโควตา ค.ของผู้ผลิตอาหารเพื่อส่งออก หากได้ข้อมูลที่ชัดเจน จึงจะกำหนดปริมาณน้ำตาลโควตา ก.บริโภคในประเทศ"
นายประเสริฐ กล่าวด้วยว่า พื้นที่ปลูกอ้อยที่เพิ่มขึ้น ทำให้ต้องการแรงงานตัดอ้อยมากขึ้น ซึ่งบางพื้นที่ต้องใช้แรงงานต่างด้าว โดย สอน.จะเชิญสมาคมชาวไร่อ้อยและโรงงานน้ำตาลมารวบรวมข้อมูลการใช้แรงงานส่งให้กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงพาณิชย์แก้ข้อกล่าวหา



