
สาวแจ้งจับครูจอมทรัพย์หมิ่นประมาท
แจ้งความจับครูจอมทรัพย์ ข้อหาหมิ่นประมาท ทำให้อับอาย จนไม่กล้าออกไปสู้หน้าสังคม
30 พ.ย. 60 เมื่อเวลา 15.00 น. นางธารรินทร์ ราชู หรือ ต้า อายุ 36 ปี บ้านเลขที่ 68 หมู่ 1 ต.คอนสาย อ.กู่แก้ว จ.อุดรธานี เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อ ร.ต.อ.ศุภการ หาญชัย รอง สว.(สอบสวน) สภ.โคกศรีสุพรรณ ขอให้ดำเนินคดีกับ นางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อายุ 55 ปี อดีตครูสกลนคร ในข้อหาหมิ่นประมาท ทำให้ตนเองอับอาย เสื่อมเสียชื่อเสียง นำภาพและข้อความสู่ระบบคอมพิวเตอร์
นางธารรินทร์ กล่าวว่า เมื่อประมาณปลายปี 59 ตนเองและสามีได้กลับจากไปทำงานที่ประเทศไต้หวัน และมาอยู่กับสามีที่ บ.ม่วงไข่ ต.ด่านม่วงคำ อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร ต่อมาเมื่อช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ปี 60 สามีได้สัญญาเดินทางไปทำงานเก็บผลไม้ที่ประเทศนิวซีแลนด์กับเพื่อนบ้านประมาณ 30 คน ทำให้ตนเองต้องอาศัยอยู่ที่บ้านหลังดังกล่าวเพียงคนเดียว และสามีเป็นคนชอบไก่ชน จึงซื้อไก่ชนมาให้เลี้ยงแก้เหงา และไม่ต้องการให้ตนเองไปทำงานที่อื่น
ซึ่งสัญญาไปทำงานที่ประเทศนิวซีแลนด์ มีสัญญาระหว่างเดือน ก.พ. - ส.ค. 60 และแต่ละเดือนสามีจะโอนเงินมาให้เดือนละ 1 - 2 ครั้ง ครั้งละประมาณ 20,000 - 30,000 บาท แต่เนื่องจากคนงานที่ไปทำงานส่วนใหญ่ ไม่เก่งด้านภาษาและเรื่องธุรกรรมการเงิน จึงให้นายปรเมศว์ แสนเมืองโคตร อายุ 27 ปี ลูกชายของครูจอมทรัพย์ หนึ่งในกลุ่มคนงาน คอยเป็นธุระให้กับเพื่อนคนงานดำเนินการโอนเงินมาให้ครอบครัวของแต่ละคน ผ่านทางบัญชีของ น.ส.พรพิมล แก้วม้า หรือ มล ซึ่งเป็นภรรยาของนายปรเมศว์ ที่ประเทศไทย ก่อนจะทยอยโอนเงินให้ครอบครัวคนงานอีกต่อหนึ่ง
แต่ปัญหามาเกิดช่วงเดือนสิงหาคม นายปรเมศว์ได้รับเงินเดือนจากเพื่อนคนงานเดือนสุดท้าย เป็นเงินสกุลดอลลาร์นิวซีแลนด์ คิดเป็นเงินไทยประมาณ 3 แสนบาท แต่ไม่ได้โอนให้ภรรยา แต่ได้ถือเดินทางกลับเมืองไทยด้วย เพราะสัญญาการทำงานได้สิ้นสุดลง หลังกลับเมืองไทย ครูจอมทรัพย์ได้พาลูกชายคือ นายปรเมศว์ ไปเก็บตัวระหว่างการขอรื้อฟื้นคดี และอยู่ในความดูแลของตำรวจที่กรุงเทพฯ ทำให้การติดต่อกับเพื่อนคนงานขาดหาย รวมถึง น.ส.พรพิมล ภรรยาด้วย ทำให้ น.ส.พรพิมล ต้องนำที่ดินของพ่อไปจำนอง เพื่อนำเงินมาจ่ายให้กับเพื่อนคนงาน ครบตามจำนวน และระหว่างนั้นได้พยายามติดต่อนายปรเมศว์ ก็ยอมรับว่า เงินอยู่กับตนเองและจะนำมาให้ครบตามจำนวน
จนเมื่อครูจอมทรัพย์และนายปรเมศว์ได้กลับมาอยู่ที่บ้านที่จังหวัดสกลนคร มีการตกลงพูดคุยกันระหว่างผู้ใหญ่ ขอให้นายปรเมศว์และ น.ส.พรพิมล หย่าขาดจากกัน โดยไม่ทราบเหตุผล ระหว่างนั้นมีการทวงถามเงินตลอด จนประมาณปลายเดือน ต.ค. น.ส.พรพิมล พร้อมพ่อ ได้มาขอร้องให้นางธารรินทร์ช่วยพาเข้าไปที่บ้านเพื่อพบกับนายปรเมศว์ที่บ้านของครูจอมทรัพย์ เพื่อแสดงว่าเงินที่ค้างอยู่ประมาณ 5 หมื่นบาท เป็นของตนเอง
โดยเหตุการณ์วันนั้น ครูจอมทรัพย์เปิดประตูต้อนรับด้วยตนเอง และมีการพูดคุยกัน แต่ไม่ได้มีการทวงถามเรื่องเงินกับครูจอมทรัพย์แต่อย่างใด ซึ่งครูจอมทรัพย์ได้ใช้โทรศัพท์บันทึกภาพไว้ตลอด จนมีการนำมาเผยแพร่ในเฟซบุ๊กส่วนตัว ในทำนองว่ามีกลุ่มบุคคลบุกรุกเข้ามาก่อกวนที่บ้าน และมีการแจ้งความไว้ที่ สภ.โคกศรีสุพรรณ ในข้อหาบุกรุก ส่วนที่ครูจอมทรัพย์นำใบสลิปที่โอนเงินจำนวน 2.5 แสนบาท เข้าบัญชี น.ส.พรพิมล แสดงเป็นหลักฐานแจ้งความนั้น ตนเองไม่ทราบ และไม่เห็น น.ส.พรพิมล เอ่ยถึง
แต่การกระทำที่คุกคาม มีการข่มขู่จะนำตำรวจมาจับ จะฟ้องเรียกค่าเสียหาย ถึงขั้นมาหาตนเองถึงที่บ้าน ทำให้ตนเองที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันเกิดความอับอาย และเมื่อพบหน้าที่ตลาดนัดหมู่บ้าน ก็ยังเข้ามาก่อกวนพูดจาดูหมิ่น ทำให้ตนเองเสื่อมเสีย รวมถึงมีคนมาแสดงความคิดเห็นโจมตีตนเองในโพสต์ดังกล่าวด้วย ซึ่งส่วนตัวแล้วตนเองไม่ทราบถึงคดีครูจอมทรัพย์มากเท่าไร และไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว ตอนทราบว่าครูจอมทรัพย์เป็นแพะคดีรถชน ยังรู้สึกเห็นใจด้วยซ้ำ จึงตัดสินใจออกมาเปิดเผยความจริง เพราะทุกวันนี้ตนเองใช้ชีวิตอย่างลำบาก และหวาดระแวง เนื่องจากอยู่บ้านคนเดียว เพราะสามีได้ตัดสินใจไปทำงานที่ประเทศไต้หวัน เมื่อเดือนที่แล้ว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากใช้เวลาพูดคุยสอบสวนนานกว่า 1 ชั่วโมง นางธารรินทร์ได้ออกมากล่าวว่า ตัดสินใจไม่ขอแจ้งความในคดีหมิ่นประมาท เนื่องจากคิดว่าสิ่งที่ครูจอมทรัพย์ได้ทำลงไปก็เป็นการประจานตนเองอยู่แล้วต่อหน้าสาธารณะมีคนรู้เห็นจำนวนมาก และยังต้องเจอเคราะห์กรรมในการรื้อฟื้นคดีขับรถชนคนตาย จึงขอลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานว่า ตนเองก็ต้องเป็นแพะในเหตุการณ์ครั้งนี้ แต่ไม่ได้เกี่ยวกับคดีครูจอมทรัพย์ขับรถชนคนตายแต่อย่างใด



