จนท.“ก.ยุติธรรม” เลื่อนให้ปากคำตำรวจปมเอี่ยวปั้นแพะ
เจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรม 14 รายที่มีรายชื่อเกี่ยวข้องในการช่วยเหลือครูจอมทรัพย์รื้อคดี เลื่อนเข้าให้ปากคำตำรวจสัปดาห์หน้า อ้างเพิ่งได้รับหนังสือ-ติดภารกิจ
วันที่ 30 พ.ย.2560 ที่กองบังคับการตำรวจภูธรภาค4 พล.ต.ต.ธนาศักดิ์ ฤทธิเดช ไพบูลย์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค4 ในฐานะหัวหน้าชุดสอบสวน ได้เรียกประชุมคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน คลี่คลายคดีขบวนการรับจ้างรับผิดแทนนางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร อดีตผู้ต้องโทษในคดีขับรถชนคนตาย เพื่อเตรียมความพร้อมในการสอบปากคำเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงยุติธรรม ทั้งในส่วนของกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือ ดีเอสไอ และศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม จำนวน 14 ราย ที่จะเดินทางเข้ามาให้ข้อมูลต่อคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนฯ หลังจากคณะทำงานได้ทำหนังสือไปถึงปลัดกระทรวงยุติธรรม เพื่อขอความร่วมมือให้ส่งเจ้าหน้าที่ซึ่งเกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือนางจอมทรัพย์ ในการรื้อฟื้นคดี หลังจากที่ได้เรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องมาสอบปากคำไปแล้วกว่า 30 ราย และผลจากการสืบสวนย้อนหลัง พบว่า มีมูลที่อาจเชื่อได้ว่าเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงยุติธรรมมีส่วนรู้เห็นในการปล่อยให้มีการสร้างพยานเท็จเพื่อช่วยนางจอมทรัพย์
พล.ต.ต.ธนาศักดิ์ ฤทธิเดช ไพบูลย์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค4 กล่าวว่า ช่วงเช้าวันนี้ได้ทำการประชุมพนักงานสอบสวนที่มีชื่อในคำสั่งแต่งตั้ง โดยได้มอบหมายให้พนักงานสอบสวน ทำการสอบสวนทุกคน โดยมีประเด็นเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของกระทรวงยุติธรรมแต่ละคนที่เข้าไปช่วยเหลือในการรื้อฟื้นคดีของนางจอมทรัพย์ ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงขั้นตอนสุดท้ายว่าใครมีหน้าที่อะไรบ้าง ซึ่งใครจะเกี่ยวข้องมากน้อยแค่ไหนต้องดูที่พยานหลักฐานและการให้การ แต่จากการสอบสวนพยานที่สอบปากคำไปแล้วกว่า 30 ปาก ซึ่งมีพยานบางรายให้การถึงความเชื่อมของเจ้าหน้าที่ยุติธรรมและข้อมูลจากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดคลี่คลายคดีที่ทำให้ตำรวจพบข้อพิรุธที่เชื่อได้ว่า เจ้าหน้าที่ที่ให้การช่วยเหลือนางจอมทรัพย์ในช่วงการรื้อฟื้นคดี และปล่อยให้มีการสร้างพยานเท็จขึ้นมา แต่ก็ยังไม่สามารถสรุปได้ในตอนนี้ เพราะต้องสอบปากคำเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้แล้วเสร็จก่อน โดยการสอบปากคำจะใช้วิธีการแยกสอบ ใช้พนักงานสอบสวน 2 นายต่อการสอบปากคำผู้ที่มีรายชื่อ 1 คน โดยผู้ที่มีความเกี่ยวข้องกับการรื้อฟื้นคดีจะถูกสอบมากกว่าคนอื่นๆ โดยจะเป็นการสอบปากคำเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัคิงานก่อน ส่วน พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเป็นหัวหน้าที่รับผิดชอบในการรับเรื่องร้องเรียนของศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้ฯ ก็จะเชิญเข้าให้ข้อมูลในครั้งต่อไป เพราะการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ใต้บังคับบัญชาจะมีการรายงานให้ พ.ต.อ.ดุษฎี ทราบด้วยทุกขั้นตอนหรือไม่นั้น คณะพนักงานสอบสวนยังไม่มีข้อมูล
“ตอนนี้เรามีรายชื่อหมดแล้วว่าใครบ้างที่เกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง ในวันและเวลาไหนใครทำหน้าที่อะไร เพราะฉะนั้นการให้ปากคำของพยานแต่ละคนก็ขึ้นอยู่กับว่าจะให้การอย่างไร ถ้าหากให้การไม่ตรงกับข้อมูลที่เราทำข้อมูลไว้ ก็จะเป็นพิรุธ แต่หากปฏิบัติหน้าที่แล้วให้การตามความเป็นจริงก็คงไม่มีปัญหาอะไร ” พล.ต.ต.ธนาศักดิ์
รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค4 กล่าวด้วยว่า ในทางสืบสวนตำรวจมีข้อมูลว่า ในช่วงที่ศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม กระทรวงยุติธรรม รับเรื่องครูจอมทรัพย์เข้ามาดูแลนั้น เจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรม เคยนำตัวครูจอมทรัพย์ , นายสับ วาปี และนายสุริยา นวนเจริญ หรือ ครูอ๋อง ผู้ต้องหาคนสำคัญในคดีนี้ ไปเข้าเครื่องจับเท็จ ผลปรากฎว่า เครื่องจับเท็จไม่สามารถประมวลผลกรณีครูจอมทรัพย์ได้ ส่วนนายสุริยา และนายสับ เครื่องประมวลผลเป็นเท็จ ต่อมานายสับ จึงรับสารภาพต่อผู้ควบคุมว่า ตนถูกจ้างให้มารับผิดแทน โดยจะได้ค่าจ้าง 4 แสนบาท ซึ่งเรื่องนี้มีเจ้าหน้าที่ของกระทรวงยุติธรรม ทราบเรื่องมาตั้งแต่ก่อนวันสืบพยานในการรื้อฟื้นคดีที่ศาลจังหวัดนครพนม ในวันที่ 8 - 10 ก.พ.ที่ผ่านมา
“เจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรมรู้อย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการว่ามีการสร้างพยานเท็จ ครั้งแรกคือในวันที่ 18 ม.ค.60 ศาลได้นัดไต่สวนก่อนที่จะเลื่อนการไต่สวนออกไป ซึ่งตอนนั้นนายสับ ผู้ต้องหา ก็ได้รับสารภาพแล้วว่าไม่ได้เป็นผู้กระทำผิดตัวจริง จากนั้นในวันที่ 3 - 5 ก.พ.60 ผู้ต้องหาถูกนำเข้าเครื่องจับเท็จที่ดำเนินการโดยกระทรวงยุติธรรม ผลออกมาปรากฎว่าไม่ผ่าน จึงเป็นการยืนยันซ้ำสองว่ามีพิรุธต้องสงสัย ก่อนที่ศาลจะมีนัดสืบพยานในการรื้อคดี อย่างไรก็ตามเรื่องนี้จะต้องมีการตรวจสอบ โดยเรามีคณะทำงานซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนหลายสิบคนที่จะร่วมกันพิจารณาว่าจะสามารถเอาผิดใครได้อีกเพิ่มเติม โดยทางเราตั้งใจที่จะทำให้เกิดความยุติธรรมที่สุด และไม่ให้มีปัญหาระหว่าง 2 หน่วยงาน เพราะกระทรวงยุติธรรม กับสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็มีหน้าที่ช่วยเหลือและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ส่วนการทำงานของเจ้าหน้าที่แต่ละคนก็ต้องมาสอบสวนข้อเท็จจริงกันอีกครั้งว่าถูกต้องตามกฎระเบียบและคำสั่งหรือไม่”
ต่อมาเวลา 11.00 น. พล.ต.ต.ธนาศักดิ์ ฤทธิเดช ไพบูลย์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค4 ได้รับการประสานงานว่า เจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรม ทั้ง 14 รายที่จะเข้ามาให้ปากคำในวันนี้ ได้ขอเลื่อนการเข้ามาให้ปากคำ โดยแจ้งว่าเพิ่งได้รับหนังสือขอความร่วมมือ และเจ้าหน้าที่บางส่วนติดภารกิจนอกพื้นที่ จึงขอเลื่อนการเข้าให้ปากคำไปเป็นวันที่ 7 ธ.ค.นี้
สำหรับคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน คลี่คลายคดีขบวนการรับจ้างรับผิดแทน ‘ครูจอมทรัพย์’ เป็นคณะทำงานที่ตั้งขึ้นตามคำสั่งของ พล.ต.ต.สุรชัย ควรเดชะคุปต์ รักษาผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 เมื่อวันที่ 23 พ.ย.60 มีคณะทำงานในสังกัดตำรวจภูธรภาค4 กว่า 60 นาย โดยงานสืบสวนมี พล.ต.ต.เจริญวิทย์ ศรีวนิชย์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 เป็นหัวหน้าชุด พร้อมทีมพนักงานสอบสวน 20 นาย ส่วนงานสอบสวน มี พล.ต.ต.ธนาศักดิ์ ฤทธิเดช ไพบูลย์ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค4 พล.ต.ต.สุวิชาญ ญาณกิตติกุล ผู้บังคับการตำรวจภูธรภาค4 และ พ.ต.อ.ไพโรจน์ กุจิรพันธุ์ รองผู้บังคับการตำรวจภูธร จ.หนองบัวลำภู เป็นหัวหน้าชุด พร้อมทีมสืบสวน 40 นาย



