
ถกปัญหา “ภาวะโลกร้อน” เพิ่ม2องศา‘วิกฤติไทย วิกฤติโลก’
ถกปัญหา “ภาวะโลกร้อน” เพิ่ม2องศา‘วิกฤติไทย วิกฤติโลก’
วิกฤติโลกร้อนกลายเป็นปัญหาสำคัญที่มีผลกระทบต่อด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันและยังเป็นภัยใกล้ตัวที่ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง
บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ระดมกูรูแต่ละสาขาจัดเสวนาปัญหาสภาวะโลกร้อน ภายใต้หัวข้อ “วิกฤติ 2 องศา วิกฤติเศรษฐกิจ วิกฤติสังคม” ณ สำนังกานใหญ่ บริษัท บางจากฯ สุขุมวิท 64 วานนี้ (29 พ.ย.) เพื่อร่วมกันคิด ร่วมกันทำและร่วมกันหาทางออกจากปัญหาดังกล่าว
ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวปาฐกถาพิเศษตอนหนึ่งว่า ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมเติบโตอย่างรวดเร็วส่งผลกระทบอย่างรุ่นแรงต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมเชื่อมโยงต่อเนื่องมาถึงการดำรงชีวิตในสังคมของมนุษย์ เช่น การเพาะปลูก ความมั่นคงทางอาหาร พฤติกรรมการบริโภค ตลอดจนการเกิดโรคระบาดทั้งในมนุษย์และสัตว์เลี้ยง ซึ่งหากไม่หาทางป้องกันและแก้ปัญหาใดๆ ในอีก 10 ปีข้างหน้า คาดว่าอุณหภูมิของโลกจะเพิ่มสูงขึ้น 3-5 องศา ดังนั้นการทำธุรกิจอุตสาหกรรมจะต้องมุ่งไปที่สีเขียวเป็นสำคัญ โดยเฉพาะธุรกิจด้านพลังงาน
“ถ้าเรายังมุ่งเฉพาะพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมให้เติบโตเพียงอย่างเดียว โดยละเลยการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจังก็จะส่งผลต่อระบบนิเวศ เศรษฐกิจและสังคมในที่สุด และนับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ เราต้องเผชิญปัญหาที่เกิดขึ้นรอบๆ ตัวเราทั้งภัยพิบัติและโรคภัยต่างๆ ที่ทำให้สูญเสียทั้งชีวิตทรัพย์สินและเงินทองจำนวนมหาศาลในแต่ละปี”
ชัยวัฒน์ เผยต่อว่า สำหรับบริษัท บางจากฯ จะมุ่งเน้นธุรกิจสีเขียวทั้ง 5 หน่วยธุรกิจหลัก ประกอบด้วยโรงกลั่น ธุรกิจเกษตร ปั๊มน้ำมัน กรีนพาวเวอร์ และธุรกิจเหมือนในต่างประเทศ ควบคู่ไปกับการจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ให้เป็นศูนย์หรือซีโร่เวสท์ โดยเห็นได้จากปั๊มน้ำมันบางจากที่ให้อะไรมากกว่าน้ำมัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้หลอดประหยัดไฟแอลอีดี การติดแผงโซลาร์ผลิิตกระแสไฟฟ้า หรือการช่วยเกษตรกรในเครือข่ายนำสินค้าเกษตรมาจำหน่ายในปั๊มน้ำมัน เป็นต้น
“ในปั๊มบางจากเราจะใช้หลอดแอลอีดี ประหยัดไฟ ใช้แผงโซลาร์บนหลังคา และสูงกว่าปกติเพื่อให้แสงสามารถส่องสว่างได้ทั่วถึง แล้วก็รับสินค้าเกษตรจากชุมชนมาขาย อย่างปีที่แล้วเติมน้ำมันแถมข้าวสารเพื่อช่วยชาวนา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารคนเดิมกล่าว
จากข้อมูลที่ ประเสริฐสุข จามรมาน ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หนึ่งในวิทยากรร่วมเสวนาครั้งนี้ เผยว่า ปัญหาโลกร้อนที่เกิดขึ้นจากการปล่อยก๊าซพิษสู่ชั้นบรรยากาศมากเกินไป โดยคาร์บอนไดออกไซด์ถูกปล่อยมากที่สุด รองลงมามีเทนและสิ่งที่น่ากังวลขณะนี้ป่าไม้ที่คอยดูดซับคาร์บอนกลับเหลือน้อยลงทุกที หากเป็นเช่นนี้ต่อไปน่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง โดยปัจจุบันประเทศไทยปล่อยก๊าซคาร์บอนสู่บรรยากาศติดอันดับ 21 ของโลก โดยมีจีนมากที่สุด รองลงมาสหรัฐอเมริกา
“แม้ไทยอยู่ในอันดับ 21 ของโลกที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาประมาณ 321 ตันต่อปี แต่เราก็เป็นอันดับ 1 ในภูมิภาคอาเซียน รองลงมาคืออินโดนีเซีย หากไม่ควบคุมเลยอีก 80 ปีข้างหน้าอุณหภูมิในประเทศไทยจะอยู่ที่ 28-30 องศาเซลเซียส ซึ่งอันตรายอย่างยิ่ง”
ในส่วนผลกระทบด้านสาธรณสุข นพ.ดนัย ธีวันดา รองอธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข มองว่า หากอุณหภูมิของโลกสูงขึ้น 2 องศาจริงจะมีปัญหาโรคร้ายตามมามากมาย โดยเฉพาะพาหะนำโรคร้ายอย่างยุงที่เจริญเติบโตได้ดีในภูมิอากาศร้อนชื้นก็จะทำให้มีการแพร่ขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว ขณะที่มนุษย์เราก็จะมีอาการเจ็บป่วยมากขึ้นโดยเฉพาะเด็กที่เสี่ยงเกิดอาการชักได้ง่าย ส่งผลต่อการขาดเลือดไปเลี้ยงสมอง อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
ขณะที่ โจน จันได ผู้ก่อตั้งพันพรรณ ศูนย์เรียนรู้เพื่อการพึ่งตนเองและศูนย์เก็บเมล็ดพันธุ์พื้นฐาน มองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเพราะคนไม่ปรับเปลี่ยนวิธีคิด มีแต่ทำลายล้างทรัพยากรเพื่อให้ได้มาซึ่งเงินตราถือว่าประสบความสำเร็จในชีวิต แต่ไม่เคยที่จะคิดสร้างทรัพยากรขึ้นมาใหม่ มนุษย์เราอยู่ได้เพราะความหลากหลายของเมล็ดพันธุ์ แต่ทุกวันนี้เราไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากได้รับประทานสิ่งที่เขาหยิบยื่นให้
“วันนี้เรากินไก่พันธุ์เดียว กินหมูพันธุ์เดียว กินผักไม่เกิน 5 ชนิดตลอดชีวิตทั้งปีทั้งชาติ นี่คือความล่มสลาย แล้วก็ต้องซื้อน้ำขวดดื่ม ทุกครั้งที่ผมเห็นน้ำขวดทำให้รู้สึกสะเทือนใจอย่างมาก เพราะนี่คือวิกฤติที่ยิ่งใหญ่ของโลก เรามีน้ำมากกว่าแผ่นดิน แต่ทุกวันนี้เราไม่มีน้ำดื่ม”
โจนยอมรับว่าสิ่งเหล่านี้เป็นวิกฤติทางความคิดของมนุษย์ที่เชื่อมโยงไปถึงวิกฤติสิ่งแวดล้อมที่อยู่ในภาวะวิกฤติอย่างรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ แต่เรากลับไม่สำนึกว่าเกิดอะไรขึ้นยังเพลิดเพลินอยู่กับการบริโภคแบบขาดสติ โดยเห็นได้จากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยงแปลงไป ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ซึ่งปกติหลังเดือนตุลาคมจะไม่มีฝนตก แต่ทุกวันนี้ไม่ว่าจะเดือนไหนฝนก็ยังตกตลอด ส่งผลให้แมลงศัตรูพืชยิ่งเพิ่มปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เกิดโรคภัยในพืชผักสูงกว่าปกติ และหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่เกษตรกรต้องหันไปพึ่งสารเคมี ยาปราบศัตรูพืช ผลที่ตามมาก็คือต้นทุนที่เพิ่มขึ้น
“แต่ก่อนหลังจากตุลาจะไม่มีฝนเลย จน 6-7 ปีที่ผ่านมาเริ่มมีฝนตกธันวา มกราก็มี พืชผักก็งงว่าเกิดอะไรขึ้น แมลงต่างๆ ก็เริ่มออกมา มันไม่ได้จำศีล ไม่ได้ปฏิบัติธรรมเสียที ทำให้แมลงมารบกวนพืชผักของชาวบ้านมากขึ้น มีโรคภัยในพืชผักสูงขึ้น” โจนให้มุมมองทิ้งท้าย
“เกษตรทฤษฎีใหม่” ช่วยลดโลกร้อน
เขมนิจ จามิกรณ์ หรือแพนเค้ก ดารานักแสดง พิธีกร ในฐานะเกษตรกรรุ่นใหม่ ซึ่งได้นำพื้นที่ 3 ไร่เศษที่ซื้อไว้ใน จ.สุรินทร์เมื่อ 3 ปีที่แล้วมาพัฒนาทำการเกษตรตามแนวพระราชดำริทฤษฎีใหม่ โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ 30:30:30:10 สำหรับการปลูกข้าว ไม้ผลและพืชผักสมุนไพร บ่อน้ำและกระท่อมเล็กใช้เป็นที่อยู่อาศัย โดยได้แรงบันดาลใจมาจากไร่เชิญตะวันของพระอาจารย์ ว.วชิรเมธี หลังไปช่วยงานพระอาจารย์หลายครั้ง ทำให้ได้เห็นว่าจากพื้นที่ 10 ไร่ รกร้างว่างเปล่า จนวันนี้กลายเป็นพื้นที่เกษตรครบวงจร มีแปลงนาข้าวอินทรีย์ โรงเห็ดอารมณ์ดี พืชผักสวนครัว ผลไม้ตามฤดูกาล จนกลายเป็นแรงบันดาลใจให้มาทำเกษตรในวันนี้
“จะเห็นว่าในพื้นที่ของท่านจากไม่มีอะไรเลยจนทุกวันนี้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอดเวลา ใช้พื้นที่ 10 ไร่ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ใช้บุคลากรในพื้นที่อย่างคุ้มค่า เป็นชาวนาอย่างมีคุณภาพ เรารู้สึกว่าท่านสามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ คืนสู่พื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าเรามีโอกาสก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ จนมีโอกาสเจอพี่โจน จันได ”อ.ยักษ์“ ดร.วิวัฒน์ ศัลยกำธร ในโครงการโคกหนองนาโมเดล ซึ่งก็เป็นบุคคลที่เรียกว่าจุดประะกายความคิดนี้อย่างมาก”
เขมนิจ ยอมรับว่า ไม่เคยรู้เรื่องการเกษตรมาก่อน จนมีโอกาสมีที่เป็นของตัวเองจำนวน 3 ไร่ที่ จ.สุรินทร์ จึงมาทดลองทำโดยมี อ.ยักษ์ มาช่วยวางแผนให้ว่าจะใช้พื้นที่อย่างไร โดยนำเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริมาปรับใช้จนประสบผลสำเร็จ ทุกวันนี้ในพื้นที่ 3 ไร่ให้ผลผลิตตลอดทั้งปี มีรายได้ทุกวัน ทำให้รู้สึกอิจฉาคนต่างจังหวัดที่มีที่มีทางของตัวเองสามารถนำที่ดินมาพัฒนาต่อยอดอย่างไม่มีวันจบสิ้น
“แพนว่าคนที่อยู่ในพื้นที่หรือมีที่ในต่างจังหวัดน่าอิจฉามาก เพราะเราจะสามารถทำอะไรในพื้นที่ได้มาก ถามว่าความมั่นคงในพื้นที่จะเกิดขึ้นได้อย่างไร คือเรานี่แหละจะจัดการกับมันอย่างไร หลักการง่ายๆ คือฝนตกเท่าไหร่เก็บไว้ให้หมด น้ำสำคัญที่สุด ในที่ของแพนน้ำจะเยอะมาก เหมือนมีซูเปอร์มาร์เก็ตไว้ในบ้าน มีเงินเข้ามาทุกวัน แพนว่าใครมีที่กลับไปพัฒนาที่ของตัวเองนี่แหละคือการช่วยลดโลกร้อน” แพนเค้ก กล่าวทิ้งท้ายอย่างอารมณ์ดี
..............................................



