
พูดจาประสาเสี่ยหนู
นึกว่าจะอดใจอยู่เบื้องหลังได้นานแค่ไหน ที่ไหนได้ "เสี่ยหนู" อนุทิน ชาญวีรกูล ที่ปัจจุบันส่งพ่อ มาเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และ รมว.มหาดไทย ก็อดรนทนไม่ไหว เปิดปากเปิดใจว่า พรรคภูมิใจไทย หนุนแก้รัฐธรรมนูญ 2 มาตรา
เป็นการแก้แบบห้ามทำประชามติ
ส่วนใครจะแก้มาตราไหนเพิ่มเติม หรือจะทำประชามติ ก็ว่ากันไป
แต่มาตรา 190 ที่เกี่ยวกับการทำสัญญากับชาติอื่น จะต้องขออนุญาตจากสภา และมาตรา 93 ที่เกี่ยวกับการแบ่งเขตเลือกตั้ง
ลำพังมาตรา 190 นั้นไม่เท่าไหร่ เพราะใครหลายคนก็พากันติดใจ โดยเฉพาะพรรคการเมืองที่มุ่งหวังว่าจะได้เป็นรัฐบาล
ถ้าได้อำนาจแล้วก็อยากจะตัดสินใจเอง ไปทำสัญญามาก่อนแล้วค่อยมาบอกกันทีหลัง ได้ว่างั้นเถอะ
ถ้าไปทำแล้วบ้านเมือง-ประชาชนคนไทยได้ประโยชน์ก็ดีไป แต่หากไปทำสัญญาแบบหมูไปไก่มา แต่ไก่ไม่ถึงมือชาวบ้าน ถามว่าใครจะรับผิดชอบ
เอาง่ายๆ ...สมมติว่า เกิดรัฐบาลไหนก็แล้วแต่ ไปทำสัญญากับเขมร แลกก๊าซ-น้ำมัน ในพื้นที่ทับซ้อนกลางอ่าวไทย กับพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร ติดเขาพระวิหาร แล้วไม่ยอมขออนุญาตจากรัฐสภาก่อน ความเสียหายที่เกิดขึ้น ใครจะรับผิดชอบ ?
เพราะจะว่ากันไปตามจริงแล้ว มาตรา 190 นี้ มีไว้เพื่อป้องกันไม่ให้รัฐบาลไปทำระยำตำบอนก่อนแล้วค่อยมาอ้อมแอ้มบอกชาวบ้านทีหลัง
แล้วนักการเมืองที่คิดจะแก้มาตรานี้ มีใครหน้าไหนเสนอบ้างหรือไม่ว่า ถ้าแก้แล้วจะป้องกันไม่ให้เกิดปัญหานี้อย่างไร
ส่วนมาตรา 93 มันเป็นปัญหาสำหรับพรรคการเมืองขนาดกลางและขนาดเล็กที่ต้องดิ้นรน
พรรคภูมิใจไทย ก็น่าจะอยู่ในขนาดที่ว่า ...ถ้าดูจากตัวเลขที่มีอยู่ในวันนี้ แต่ถ้ารอจนถึงวันเลือกตั้ง ก็ไม่รู้ว่ายังเหลือเท่าเดิมหรือไม่ ถึงแม้ผู้มีบารมีในพรรคจะหลุดคดีกล้ายางมาแล้วก็ตามเถอะ
ก็เข้าใจอยู่ ของพรรค์นี้มันก็ต้องไปลุยกันก่อน
แต่การพูดจาเอาเฉพาะประโยชน์ส่วนตัวแบบนี้ โดยที่ไม่สนใจไยดีประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับส่วนรวม มันไม่น่าจะเป็นวิสัยที่ดีของนักการเมือง
ถึงแม้ว่า "เสี่ยหนู" จะเป็นอดีตนักการเมือง เพราะถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 5 ปีก็ตามที
แต่ก็มีคำถามว่า เมื่อถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมือง แล้วเหตุใด "เสี่ยหนู" ยังให้สัมภาษณ์เรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับการเมือง
ถึงกับพยายามชี้นำการแก้ไขรัฐธรรมนูญราวกับว่าเสี่ยแกกำลังจะลงสมัครรับเลือกตั้ง
ทำไมไม่ให้เฉพาะ "ปู่จิ้น" ชวรัตน์ ชาญวีรกูล พูด เพราะน่าจะเหมาะสมทั้งในฐานะหัวหน้าพรรค และยังมีตำแหน่ง รมว.มหาดไทย แล้วก็ไม่ได้เป็น ส.ส.ให้ชาวบ้านได้ช่องส่งตีความ ว่ามีสิทธิเสนอแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่
หรือว่า "เสี่ยหนู" ไม่ยอมรับในกฎกติกาที่มีอยู่ในปัจจุบัน
ไม่ยอมรับโทษทัณฑ์ที่ถูกพิพากษาให้เว้นวรรคการเมืองไปในก่อนหน้านี้
หรือว่า "เสี่ยหนู" เห็นตัวอย่างว่ามีคนอื่นที่ทำแบบนี้ในที่สาธารณะได้ ก็เลยเอาอย่าง
จะว่าไปแล้วถึงแม้จะถูกเว้นวรรคทางการเมือง แต่ "เสี่ยหนู" ยังมีอนาคตอีกไกล สำหรับถนนการเมือง
เพราะทั้งคอนเนกชั่นกันคนหลายระดับ มีทั้งบารมี มีทั้งเงินทุน ธุรกิจก่อสร้างที่ได้รับสัมปทานก็ยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง และน่าจะพร้อมหนุนส่งให้โลดแล่นบนถนนสายนี้ได้อย่างไม่ติดขัด
ถ้าหากถนอมเนื้อถนอมตัว อีก 3 ปี 5 ปี นับจากนี้ไป ถึงไม่ได้เป็นรัฐมนตรี มีตำแหน่ง แต่นักการเมืองทั้งหลายก็จะยังคงบ่ายหน้าเข้าบ้าน "เสี่ยหนู" ชนิดไม่ขาดสาย
ในวันนี้ถ้าไม่โผล่หน้ามาพูดเรื่องที่ว่า ก็ถือว่า "เสี่ยหนู" อยู่ในปราสาทหลังกำแพง ที่มีคูน้ำกั้นอีกชั้นหนึ่ง
แต่เมื่อมาเปิดตัวเปิดใจเช่นนี้ ก็เสี่ยงที่ "ฝ่ายตรงกันข้าม" จะเอาไปคิดค้นหาช่องทางถล่ม ซึ่งแน่นอนว่า ไม่ใช่แค่เพียงตัว "เสี่ยหนู" เพียงคนเดียว พรรคภูมิใจไทย ที่เวลานี้แทบไม่ต่างจาก "สายล่อฟ้า" ก็อาจจะโดน "ล่อ" เข้าไปด้วย
นั่นในแง่เหลี่ยมคูการเมือง
ในแง่ของการทำการเมืองเพื่อประชาชนนั้น ถึงกฎกติกาจะสามารถปรับแก้ได้ตามยุคตามสมัย แต่มันก็ต้องเป็นไปตามความมุ่งหมายของประชาชน
จะเขตเดียวเบอร์เดียว หรือรวมเขตรวมเบอร์ ชาวบ้านก็มีเพียง 1 เสียงสำหรับเลือกตั้ง
แต่หลักการของประชาธิปไตย ไม่ได้หมายความว่าการเลือกตั้งคือความหมายอันเป็นที่สุด การยึดโยงผลประโยชน์ของประชาชนในทุกกระบวนการ ไม่ใช่ครึ่งๆ กลางๆ นั่นต่างหาก
แบบที่ว่า 2 มาตรานี้ ห้ามทำประชามติ ส่วนที่เหลือใครจะทำก็ตามใจ ...การพูดจาอย่างนี้ ไม่รู้หรืออย่างไรว่า ชาวบ้านเขาถือ เพราะมันดูถูกสำนึกในประชาธิปไตยกันอย่างร้ายแรง
มีโอกาสก็ลองไปถามชาวบ้านเขาดู พูดอย่างนี้ เขาอภัยให้ไหม?
ศรุติ ศรุตา



