ข่าว

รายงาน-"วิชาตัวเบา”...หล่อ ลวง พราง

รายงาน-"วิชาตัวเบา”...หล่อ ลวง พราง

29 ก.ย. 2552

เล่นเอา “วงแตก”

 โบราณเรียกว่า “หมูเขาจะหาม แต่ดันเอาคานเข้ามาสอด” สำหรับ “ธง” ของ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี ที่โยนโครมลงมากลางวงแก้รัฐธรรมนูญ ว่าถ้าจะมีการแก้ไขต้องทำประชามติถามประชาชน โดยใช้เวลาอย่างน้อย 9 เดือน

 ทำเอา “วิป 3 ฝ่าย” อันประกอบด้วยตัวแทน “รัฐบาล-ฝ่ายค้าน-วุฒิสภา” ตกอยู่ในอาการ “เหวอรับประทาน” จะเดินหน้าต่อไปก็ลำบาก เพราะผู้กุมอำนาจสูงสุดของประเทศ ดึงบังเหียน หันหัว “คาราวานแก้รัฐธรรมนูญ” กลับกะทันหัน

 กำลังโขยกๆ กันอยู่ก็ต้องเบรกกันตัวโก่ง !

 ก่อนหน้านี้ “วิป 3 ฝ่าย” โดยเฉพาะ “วิปฝ่ายค้าน-วิปวุฒิสภา” พยายามทุกวิถีทางที่จะขจัดโมเดล “ประชามติ” ออกไปให้พ้นทาง

 ยิ่งข้อเสนอให้ตั้ง “ส.ส.ร.3” ยิ่งไม่เห็นด้วย

 เหตุผลก็ไม่มีอะไรมาก นอกจากต้องการรวบรัด ตัดตอนกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญให้กระชับที่สุด

 เร็ว สั้น ง่าย บีบนายกฯ ให้ยุบสภา แล้วเลือกตั้งกันใหม่ หวังเปลี่ยนขั้วรัฐบาลภายในสิ้นปี !

 สถานการณ์ของ “ประชาธิปัตย์” ในช่วงที่ “มาร์ค” ไปกระทบไหล่กับผู้นำโลกที่สหรัฐ จึงอยู่ในสภาพ “กลืนไม่เข้า คายไม่ออก”

 ถูกบีบจากรอบด้าน ให้ยอมจำนนต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบจานด่วน

 ถูกต้อนจนสุดจะยื้อได้ ต้องยอมก้มหน้า ส่งข้อเสนอ 6 ประเด็นไปให้ “คณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและแก้ไขรัฐธรรมนูญ” เป็นฝ่ายยกร่าง

 แล้วเสนอเข้าสภาให้ “ส.ส.-ส.ว.” ทำการแก้ไขตามช่องทางมาตรา 291 ของรัฐธรรมนูญ เสร็จสมอารมณ์หมาย

 แต่บังเอิญว่า “คณะกรรมการสมานฉันท์” เกิดมีปัญหาผิดพลาดทางเทคนิค ทำให้ไม่อาจ “เด้งรับ” ได้อย่างทันท่วงที เพราะอายุของคณะกรรมการหมดลง

 เข้าทาง “เฒ่าเจ้าเล่ห์” อย่าง “ชัย ชิดชอบ” ประธานรัฐสภา ผู้มีอำนาจในการแต่งตั้งให้กลับมามีชีวิตอีกรอบ เลยได้โอกาส “เข้าเกียร์ว่าง” เตะลูกออกนอกสนาม

 ซ้ำบอกถ้าอยากให้คณะกรรมการสมานฉันท์ทำงานกันอีกที ก็ให้ “นายกฯ” บัญชาลงมา

 ไพ่ใบสำคัญที่จะชี้ทิศทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงกลับมาตกอยู่ในมือ “อภิสิทธิ์” อีกรอบหนึ่ง

 “นายกรัฐมนตรี” ซึ่งมี “จุดยืน” ชัดเจนอยู่แล้วว่าจะไม่รีบแก้รัฐธรรมนูญ

 จึงตัดสินใจฝ่าแรง “บีบคั้น-กดดัน” ทั้งหมดแล้ว เดินหน้าทะลุออก “นอกกรอบ” เปิดประตูไปสู่อ้อมกอดของ “ประชาชน”

 ยื่นคำขาด ถ้าไม่มี “ส.ส.ร.” ก็ต้องทำ “ประชามติ”

 ภายใต้หลักการ “สวยหรู” ว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายของประชาชนทุกคน ถ้าจะแก้ไขก็ต้องถามประชาชน

 แต่ลึกๆ แล้วรู้ดีว่า 6 ประเด็นที่หยิบขึ้นมานั้น “ประชาชน” ในประเทศนี้จำนวนไม่น้อยที่ยังไม่เห็นด้วย 100 เปอร์เซ็นต์

 แม้จะมีบางเรื่องที่เป็นปัญหาทางกฎหมายจริงๆ อย่าง มาตรา 190 เรื่องการทำสนธิสัญญากับต่างประเทศที่ต้องเข้าสภา

 แต่อีกหลายเรื่องเป็นผลประโยชน์ของนักการเมือง เช่น มาตรา 237 เรื่องยุบพรรค หรือประเด็นที่เปิดให้ส.ส.ได้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

 ขืนดันทุรังเดินหน้าตาม “แรงบีบ” ของพรรคการเมืองมีสิทธิ์ “เจ๊ง”

 พากันลงเหวกันไปหมด

 เพราะอย่าลืมว่า แค่ยังไม่ทันดำเนินการอะไร ก็มี “ตัวแทนพันธมิตรฯ” ไปยื่นถอดถอนนักการเมืองจ่อไว้ที่ “ป.ป.ช.” เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 หรือกระทั่งความเคลื่อนไหวล่าสุดจากชมรมส.ส.ร.50 ที่นำโดย เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ก็เตรียมนัดหมายสุมหัวกันในวันที่ 6 ตุลาคมนี้ ก็ไม่เห็นด้วยกับการแก้รัฐธรรมนูญ ไม่ว่าด้วยวิธีการใดๆ

 ไม่เว้นแม้แต่ "ประชามติ" !!!

 เพราะเห็นว่าเป็นวิธีการที่นักการเมืองกำลัง "มัดมือประชาชน"

 แน่นอนว่าความเคลื่อนไหวนี้ ก็ยิ่ง "เข้าทาง"  "อภิสิทธิ์" ที่ไม่อยากให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว เพราะจากเดิมที่โยนลูกให้เป็นเรื่องของ "ประชามติ" ก็เป็นวิธีซื้อเวลา และเซฟตัวเองอยู่แล้วทางหนึ่ง

 พอเจอแรงกดดันจากส.ส.ร.50 อีกทางก็น่าจะยิ่งทำให้การเคลื่อนไหวของฝ่ายการเมืองถูกติดดิสก์เบรกอย่างกะทันหัน  

 เพราะอย่างน้อยกระแสสังคมที่ขู่ยื่น "ถอดถอน" ก็เป็นปัจจัยที่ทำให้แรงจูงใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญลดน้อยถอยลง

 งานนี้ต้องยอมรับว่า เป็นเกมที่ "นายกฯ อภิสิทธิ์" ถนัดที่สุด !!!

 “อภิสิทธิ์” รู้ดีว่า “บารมีทางการเมือง” ยังไม่แกร่งกล้าพอ ดังนั้นเมื่อต้องเผชิญกับประเด็นที่ “ขัดใจ” จึงไม่เลือกที่จะเดินหน้าชนให้เจ็บตัวเปล่าๆ

 แต่จะใช้ “วิชาตัวเบา” ลอยตัวเหนือความขัดแย้งปล่อยให้ “สังคม” ตัดสิน

 และเป็นเกมที่เคยทำมาแล้วหลายครั้ง !!!

 ที่เห็นชัดๆ ก็คือการแต่งตั้ง “ผบ.ตร.”

 เมื่อต้องเผชิญกับ “เงื่อนไขพิเศษ” ที่บีบคั้นหัวใจ แต่ตัวเองยังไม่ยอมก้มหัวง่ายๆ ก็เล่นเกม “ซื้อเวลา” ปล่อยสายป่านไปยาวๆ ให้กระแสสังคมช่วยส่ง “ลมใต้ปีก” หนุนนำการตัดสินใจ

 เช่นเดียวกับการดึงเกมไปสู่ "ประชามติ" รัฐธรรมนูญ

 เป็นวิธีที่จะทำให้ “นายกฯ” รักษาความ “หล่อ” ไว้ได้ ท่ามกลางความทุรนทุรายอย่างแสนสาหัสของ “ฝ่ายการเมือง”

 เสถียร  วิริยะพรรณพงศา