ข่าว

การสร้างมิติประชาธิปไตยในเรื่องความมั่นคง

การสร้างมิติประชาธิปไตยในเรื่องความมั่นคง

29 ก.ย. 2552

ในช่วงที่ผ่านมา เรามีการพูดถึงเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และเรื่องของการย้อนรำลึกถึงเหตุการณ์รัฐประหารกันเป็นเรื่องใหญ่ เนื่องจากเพิ่งผ่านเหตุการณ์ครบรอบการทำรัฐประหาร 3 ปีมาหมาดๆ

ผมอยากเสนอว่าทางหนึ่งที่จะป้องกันการรัฐประหารและเสริมสร้างประชาธิปไตยไปพร้อมๆ กันก็คือ การร่วมกันกำหนดมิติเรื่องของความมั่นคงแห่งชาติเสียใหม่ ไม่ให้ตกอยู่ในมือของทหารและรัฐบาลเท่านั้น

 ความจริงเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ หรือเป็นการมองโลกในแง่ร้ายอะไร เพราะสังคมก็พูดถึงหลักธรรมาภิบาลกันมานานแล้ว แต่เหมือนกับว่าเราจะมาหมกมุ่นเรื่องธรรมาภิบาลแค่ว่าเป็นยันต์ป้องกันการคอรัปชั่นเท่านั้น ทั้งที่ความจริงแล้วเรื่องธรรมาภิบาลนั้นเป็นเรื่องของการออกแบบกระบวนการ/สถาบันในการร่วมใช้อำนาจและตรวจสอบการใช้อำนาจ และร่วมกันตัดสินใจ

 นอกจากนี้ สาเหตุที่เราจะต้องสร้างกระบวนการการกำหนดประเด็นเรื่องความมั่นคงร่วมกันระหว่างทหารกับภาคส่วนอื่นๆ ของสังคมก็เพื่อไปให้พ้นจากวิธีคิดที่ไม่เคยประสบความสำเร็จสองเรื่องคือ การบรรจุโทษของการทำรัฐประหารไว้ในรัฐธรรมนูญ และการกำหนดความสัมพันธ์ระหว่างทหาร-พลเรือนเพียงเรื่องการกำหนดว่าจะโยกย้ายทหารได้มากน้อยแค่ไหน

 การเปิดพื้นที่เรื่องความมั่นคงให้มีความหมายที่ครอบคลุมกว่าเดิมนั่นแหละจะทำให้ทหารนั้นมีความเป็นประชาธิปไตยและเข้าใจประชาธิปไตย และส่งเสริมประชาธิปไตยได้มากกว่าคำจำกัดความเดิมของทหารในสมัยโบราณที่ว่า ทหารคือผู้ที่ต่อสู้กับศัตรู เพราะถ้าเราไม่เข้าไปร่วมกำหนดกับทหารว่าอะไรคือภัยและศัตรู ทหารก็อาจจะกำหนดว่าเราและประชาธิปไตยเป็นภัยหรือศัตรูได้

 ในปัจจุบันนี้ ประเด็นเรื่องความมั่นคงจึงจำเป็นจะต้องถูกกำหนดกันใหม่ อาทิ ในประเด็นแรก "ความมั่นคงภายใน" ซึ่งเรื่องนี้ถ้าไม่ถูกกำหนดจากทุกฝ่ายว่าหมายถึงอะไร การประกาศพื้นที่ตาม พ.ร.บ.ความมั่นคงภายใน ก็คือการเปิดพื้นที่ให้ทหารเข้ามาใช้อาวุธสงครามในการปราบม็อบซึ่งเป็นการแสดงออกซึ่งสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ

 ในประการต่อมาก็คือ "ความมั่นคงตามแนวชายแดน" ซึ่งในปัจจุบันนี้ดูเหมือนว่าทหารจะมีความเข้าใจมากกว่าคนบางกลุ่มอีกต่างหาก แต่อย่างไรก็ได้ เราควรจะมีการกำหนดร่วมกันว่าความมั่นคงตามแนวชายแดนนั้นคืออะไร คำว่าชายแดนนั้นจำเป็นจะต้องหมายถึงเส้นแดนที่ชัดเจน หรือหมายถึงพื้นที่ของการปะทะประสานและกลืนกลายของกิจกรรมต่างๆ ของผู้คนสองฝั่งประเทศที่มีวัฒนธรรมและเศรษฐกิจร่วมกัน และอาจได้รับผลกระทบจากความเข้าใจในเรื่องชายแดนที่กำหนดจากส่วนกลางที่อาจสร้างความไม่มั่นคงให้แก่ชายแดนมากขึ้นกว่าเดิม

 หรือจะว่าไปถึงเรื่องของ "ความมั่นคงของมนุษย์" ซึ่งปัจจุบันนี้เริ่มได้รับความสนใจจากรัฐบาลและสังคมจนกลายเป็นกระทรวงใหม่ขึ้นมา แต่ก็ยังไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้ว่า คำอันหรูหรานี้ซึ่งแต่เดิมก็คือเรื่องของ "สวัสดิการสังคม" นี้ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ ระหว่างการโยนเศษเงินในการแก้ปัญหาคนกลุ่มเล็ก หรือหมายถึงการแก้ปัญหาโครงสร้างความไม่เท่าเทียมกันทั้งระบบ

 ดังที่ได้กล่าวมานี้ ประชาธิปไตยเป็นเรื่องที่สำคัญในการกำหนดนิยามความมั่นคงในมิติต่างๆ และทหารย่อมมีบทบาทสำคัญในมิติเหล่านี้อย่างแน่นอน (แม้กระทั่งเรื่องความมั่นคงของมนุษย์ ในแง่การเป็นหน่วยงานในการบรรเทาสาธารณภัยเป็นอย่างน้อย) ดังนั้นการทำให้ทหารเข้ามามีส่วนร่วมในประชาธิปไตยและทำให้ประชาธิปไตยเข้าไปอยู่ในชีวิตและวิธีคิดของทหารในมิติเรื่องของความมั่นคงจึงเป็นเรื่องสำคัญต่อความยั่งยืนของประชาธิปไตยเองด้วย

 และเป็นการปรับโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างทหารกับสังคมประชาธิปไตยทั้งระบบ ทั้งโครงสร้าง และทั้งสถาบัน มากกว่าปล่อยให้เรื่องทั้งหมดอยู่ในมือของทหารระดับสูงไม่กี่คน ...