ข่าว

   ป.ป.ช.แก้ผ้าตำรวจ

ป.ป.ช.แก้ผ้าตำรวจ

29 ก.ย. 2552

สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ได้กลายเป็น 2 หน่วยงานที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากันหนักข้อขึ้นทุกวัน นับจากวันที่ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร.

และนายตำรวจหลายคนที่มีส่วนร่วมในปฏิบัติการสลายม็อบ 7 ตุลาคม ยังมิทันที่บรรยากาศของความขัดแย้งจะจางหายไป ในวงสัมมนา ป.ป.ช.เมื่อวันศุกร์ (25) ก็มีการนำเสนอ ตอกย้ำพฤติกรรมการทุจริตคอรัปชั่นในวงการตำรวจ การประพฤติผิดในรูปแบบต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นปรากฏการณ์ร่วมในการรับรู้ของสังคมไทยมาก่อนแล้ว คล้ายกับว่านี่จะเป็นเหตุสนับสนุนในการใช้หลักวินิจฉัยของ ป.ป.ช.ในกรณีมีข้อกล่าวหาตำรวจทั้งในปัจจุบันและอนาคต

 ถึงแม้จะนำเสนอในวงวิชาการ ในรูปแบบของการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกบุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง แต่ในจังหวะเวลาที่ภาพลักษณ์ของตำรวจกำลังตกต่ำ ฝ่ายการเมืองได้เข้าแทรกแซงเต็มรูปแบบ ทั้งในแง่ความพยายามที่จะสถาปนาบุคคลที่ข้าราชการตำรวจส่วนใหญ่ไม่ยอมรับ ให้มาเป็นนายใหญ่ของตำรวจ ทั้งในการวิ่งเต้น ฝากฝังตำรวจในสังกัดให้ได้รับตำแหน่งที่สูงและดีขึ้น โดยไม่คำนึงหลักคุณธรรมของนักการเมืองบางคน การโหมกระแสให้สังคมเกลียดชังตำรวจในสภาพที่ตำรวจอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ย่อมส่งผลต่อขวัญและกำลังใจตำรวจที่ดีๆ อีกมากมาย และในที่สุดประชาชนซึ่งต้องพึ่งพาตำรวจในการคลายความวิตก ทุกข์ร้อนต่างๆ ก็ย่อมถูกกระทบอย่างปฏิเสธไม่ได้

 จริงอยู่ ผลการวิจัยซึ่งพบการกระทำหลากหลายรูปแบบของตำรวจที่เข้าข่ายการทุจริตคอรัปชั่น เช่น การลักทรัพย์จากผู้ถูกจับกุม หรือจากเหยื่ออาชญากรรมในสถานที่เกิดเหตุ ซึ่งใกล้เคียงกับพฤติกรรมที่ไม่ได้พบจากการวิจัย แต่เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเสมอ คือการนำรถยนต์ ทรัพย์สินของกลางในคดีไปใช้ส่วนตัว การข่มขู่เรียกเงิน รวมทั้งการรีดไถจากอาชญากรผู้ถูกจับกุมในความผิดที่มีโทษอาญา หรือผู้กระทำผิดกฎหมายจราจร ผู้ต้องหายาเสพติด เป็นพฤติกรรมเกือบจะปกติของตำรวจไทยที่สังคมรับรู้ได้โดยไม่ต้องทำวิจัย แต่ถึงกระนั้นเราก็มิอาจจะตีความแบบเหมาเข่งได้ว่า ตำรวจเลวทั้งหมด หรือดีทั้งหมด วิธีการเยียวยารักษาจึงไม่ใช่ราดทิงเจอร์ไปทั้งร่าง แต่ต้องใส่เฉพาะที่ปรากฏบาดแผลเท่านั้น

 ในห้วงรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร เราอาจมองเห็นความพยายามบางอย่างที่จะปรับบทบาทของสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้เป็นเสมือนกองทัพที่ 4 และสร้างรัฐตำรวจขึ้น ด้วยการวางขุมข่ายสายอำนาจของตำรวจในตำแหน่งสำคัญต่างๆ ไม่เพียงภายในหน่วยงานตำรวจเท่านั้น แต่เมื่อมาถึงรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ การเข้าไปมีบทบาทในสำนักงานตำรวจแห่งชาตินอกเหนือจากบทบาทกำกับดูแล ยังมีลักษณะของการครอบงำ บงการความคิดของคนในสำนักงานตำรวจแห่งชาติด้วย ป.ป.ช.ซึ่งไม่เคยแสดงบทบาทเฉพาะเจาะจงในเรื่องราวของตำรวจมาก่อน ก็ละทิ้งสำนวนคดีอื่นๆ กลับมาตั้งหน้าตั้งตาฟาดฟันตำรวจที่เป็นคู่ขัดแย้งของกลุ่มเคลื่อนไหวอีกกลุ่มหนึ่งอย่างเอาจริงเอาจัง สังคมไทยควรเปิดทางถอยให้แก่กันบ้าง หาไม่แล้วก็ต้องฆ่ากันให้ตายไปข้างหนึ่ง