ข่าว

สนช.รับหลักการร่างกม.วินัยการเงินการคลัง-วิธีการงบประมาณ

สนช.รับหลักการร่างกม.วินัยการเงินการคลัง-วิธีการงบประมาณ

24 พ.ย. 2560

สนช.รับหลักการร่างกม.วินัยการเงินการคลัง-วิธีการงบประมาณ


                 24 พ.ย.60-การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง พ.ศ. ... ที่คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ โดยนายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.คลัง กล่าวชี้แจงหลักการและเหตุผลว่า รัฐธรรมนูญบัญญัติให้รัฐรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด  เพื่อให้ฐานะทางการเงินการคลังของรัฐมีเสถียรภาพและมั่นคงยั่งยืนตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ ซึ่งกฎหมายดังกล่าวอย่างน้อยต้องมีบทบัญญัติเกี่ยวกับกรอบการดำเนินการทางการคลังและงบประมาณรัฐ การกำหนดวินัยทางการคลังด้านรายได้และรายจ่ายทั้งเงินงบประมาณและเงินนอกงบประมาณ การบริหารทรัพย์สินของรัฐและเงินคงคลัง และการบริหารหนี้สาธารณะดังนั้นจึงจำเป็นต้องทำร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้
                    นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า สาระสำคัญของร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ คือ การกำหนดนิยามคำว่า "หน่วยงานของรัฐ"ให้ครอบคลุมถึงหน่วยงานของรัฐทุกประเภทที่ต้องปฏิบัติตามวินัยการเงินการคลัง และความหมายของ"เงินนอกงบประมาณ"และ"หนี้สาธารณะ"เพื่อกำหนดวินัยการเงินการคลัง  กำหนดให้มีคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ มีหน้าที่ในการกำหนดวินัยการเงินการคลัง จัดทำและทบทวนแผนการคลังระยะปานกลาง เสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการงบประมาณ การจัดเก็บรายได้ การบริหารหนี้สาธารณะ การบริหารทัพย์สิน ทั้งนี้แผนการคลังระยะปานกลางให้แล้วเสร็จภายใน 90 วันนับแต่วันที่พ.ร.บ.ฉบับนี้ใช้บังคับ
                 จากนั้นเปิดให้สมาชิกแสดงความคิดเห็น โดยน.พ.เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิก สนช. อภิปรายว่า กฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลัง ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2550 ไม่เคยมีรัฐบาลไหนนำร่างกฎหมายที่รัฐธรรมนูญเขียนให้มีกฎหมาย เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา ซึ่งถือมีความสำคัญอย่างยิ่ง และมีความจำเป็นในเรื่องของกรอบดำเนินการทางวินัยการเงินการคลัง ซึ่งรวมไปถึงหนี้สาธารณะ ทั้งนี้ในเรื่องของการกู้เงิน ที่ไม่ผ่านงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งตามมาตรา 53 จะต้องออกเป็นกฎหมาย คือ การกู้เงินของรัฐบาล นอกเหนือจากที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะให้กระทรวงการคลังทำได้ โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย และเฉพาะกรณีที่มีความจำเป็นที่ต้องดำเนินการเร่งด่วนต่อเนื่องเพื่อแก้ไขปัญหาของประเทศ โดยไม่อาจตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีได้ทัน  ส่วนการกู้เงินเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ตามกฎหมายบริหารหนี้สาธารณะ กรณีใช้จ่ายนอกเหนือจากงบประมาณรายจ่ายประจำปี และต้องใช้เป็นเงินตราต่างประเทศ และเมื่อดูพ.ร.บ.หนี้สาธารณะ มาตรา 22 การกู้เงินให้กระทำดังกล่าวได้เมื่อมีความจำเป็นต้องใช้จ่ายเงินนอกเหนืองบประมาณรายจ่ายประจำปี และต้องใช้เป็นเงินตราต่างประเทศ หรือกู้เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางการเงินของประเทศ โดยให้กู้ไม่เกิน 10เปอร์เซ็นต์ ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี ส่วนมาตรา 23 ถ้าตลาดการเงินในประเทศเอื้ออำนวยเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการเงินการคลังและตลาดทุน กระทรวงการคลังอาจกู้เป็นเงินบาทแทนการกู้เงินตราต่างประเทศก็ได้
                "ตรงนี้เราเคยมีประสบการณ์เจ็บปวด เพราะมีรัฐบาลหนึ่งอ้างเรื่องนี้ และออกเป็นกฎหมายกู้เงินต่างประเทศ อ้างเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ที่สำคัญการกู้เงินลักษณะนั้นใช้กระดาษเพียง 10 แผ่น แล้วออกเป็นกฎหมาย โดยไม่ผ่านการตรวจตราของสำนักงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ก็สามารถใช้เงินได้  จึงอยากถามว่ามีกรอบอะไรในการป้องกันเหตุที่จะเกิดขึ้นมาอีก เพราะรัฐธรรมนูญอย่างเดียวไม่พอ อาจต้องมีกรอบควบคุมเอาไว้ หากรัฐบาลเสียงข้างมาบริหารประเทศในอนาคต แล้วใช้พวกมากลากไป ออกกฎหมายลักษณะประชานิยม ใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีที่สูงมาก โดยไม่ผ่านการควบคุมก็จะเกิดปัญหาได้" น.พ.เจตน์ กล่าว
               น.พ.เจตน์ กล่าวต่อว่า ส่วนคำนิยามรัฐวิสาหกิจ พ.ร.บ.งบประมาณปี 2502 หมายถึง 1.องค์การของรัฐหรือบริษัทที่รัฐถือหุ้นเกิน 50% 2.บริษัทลูกที่องค์การของรัฐหรือบริษัทชั้นที่ 1 ถือหุ้นเกิน 50% 3.บริษัทหลาน หรือบริษัทในชั้นที่ 2 และหรือชั้นที่ 1 ถือหุ้นรวมกันเกิน 50%  4.บริษัทเหลน หรือบริษัทในชั้นที่ 3 และหรือชั้นที่ 2 และหรือชั้นที่ 1 ถือหุ้นรวมกันเกิน 50% แต่เมื่อมีการเสนอร่างกฎหมายนี้ ก็ต้องมีการแก้ไขนิยามใหม่ ทำให้ชั้นที่ 3 และชั้นที่ 4หายไป สอดคล้องกับร่างพ.ร.บ.การพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ... ที่ตัดชั้นที่ 3 และ 4 ออกไปด้วยสาเหตุใด นอกจากนี้การกำหนดให้มีการจัดเก็บภาษีอากรหรือค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้นเพื่อให้หน่วยงานรัฐนำไปใช้จ่ายตามวัตถุประสงค์ หรือเพื่อการหนึ่งการใดเป็นการเฉพาะจะกระทำไม่ได้ ยกเว้นกรณีการจัดเก็บเก็บภาษีอากรและค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น เพื่อเป็นรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมไปถึงการจัดเก็บภาษีบาปเพื่อไปใช้จ่ายกรณีใดกรณีหนึ่ง จะทำไม่ได้อีกต่อไปใช่หรือไม่
                จากนั้นที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวในวาระ 1 ด้วยคะแนน 186 งดออกเสียง 3 พร้อมตั้งคณะกรรมาธิการจำนวน 26 คน และกำหนดพิจารณาให้แล้วเสร็จใน 57วัน
                ต่อมาที่ประชุมได้พิจารณาร่างพ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ. ... ตามที่ ครม.เป็นผู้เสนอ ซึ่งที่ประชุมได้ลงมติรับหลักการวาระ 1 ด้วยคะแนน 182 งดออกเสียง 3 โดยให้คณะกรรมาธิการพิจารณาร่างพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐเป็นผู้พิจารณาอีกฉบับหนึ่ง โดยมีระยะเวลาการทำงาน 120 วัน ทั้งนี้นายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รมช.คลัง ชี้แจงสาระสำคัญของร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวว่า การจัดทำงบประมาณต้องคำนึงถึงฐานะทางการคลังของประเทศ ความจำเป็นในการพัฒนาประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เสถียรภาพทางเศรษฐกิจภายในและภายนอกประเทศ ความเป็นธรรมทางสังคม นโยบายรัฐบาล และภารกิจของหน่วยรับงบประมาณ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและการคุ้มค่า เกิดผลสัมฤทธิ์ในการบริการจัดการภาครัฐ  ทั้งนี้สำนักงบประมาณจะเป็นหน่วยงานหลัก ร่วมกับกระทรวงการคลัง สำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อดำเนินการในการกำหนดนโยบายประจำปี ประมาณการรายได้ วงเงินงบประมาณรายจ่าย รวมถึงกำหนดสัดส่วนงบประมาณรายจ่าย และกรอบงบประมาณการรายจ่ายงบประมาณรายรับ และฐานะทางการคลังของรัฐบาลเป็นการล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 ปี