
อภิสิทธิ์ถกเครียดศก.ติดลบโนเบลคนดังอาสาช่วยไทย
นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล รับเป็นกุนซือด้านศก.ให้รัฐบาลไทย อ้างชื่นชมนโยบาย นายกฯ เรียกขุนพลศก. ถกเครียด รับปัญหาหนักขึ้น "กอร์ปศักดิ์" ยันปีนี้จีดีพีมีโอกาสติดลบ ขณะที่ ม.หอการค้าเผยหนี้ครัวเรือนพุ่งแตะ 27.88% ของจีดีพี สูงสุดในรอบ 5 ปี จี้รัฐช่วยกลุ่มคน
เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ดร.ปณิธาน วัฒนายากร รักษาการโฆษกสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ขณะนี้นายโจเซฟ สติกลิทซ์ นักเศรษฐศาสตร์เจ้าของรางวัลโนเบล ตอบรับเป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจให้แก่รัฐบาลไทย หลังพบกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และชื่นชอบนโยบายของนายกรัฐมนตรี โดยกล่าวชมนโยบายบนเวทีในที่ประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม
นายสติกลิทซ์ เป็นนักวิชาการชั้นนำจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย มหานครนิวยอร์ก เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ประจำปี 2544 มีความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์สารสนเทศ เคยเป็นหัวหน้าคณะที่ปรึกษาเศรษฐกิจประธานาธิบดีสหรัฐ สมัยนายบิล คลินตัน และเป็นอดีตหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลก มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์หลากหลาย
นอกจากนี้ นักเศรษฐศาสตร์เจ้าของรางวัลโนเบลปี 2544 ยังเป็นหนึ่งในจำนวนนักวิชาการระดับโลก ที่ประเมินขนาดความรุนแรงของวิกฤติการเงินปัจจุบันว่า เป็นวิกฤติที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่เคยเห็นนับจากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก แห่งทศวรรษ 1930
ถกทีมเศรษฐกิจรับปัญหาหนัก
วันเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ได้ประชุมร่วมกับนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจ และ ดร.อำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่บ้านพิษณุโลก เพื่อประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจของไทย หลังบริษัทมูดี้ส์ อีโคโนมีส์ ดอทคอม ประเมินว่าเศรษฐกิจของไทยจะเลวร้ายที่สุดในเอเชีย
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า จากการประเมินร่วมกันของทีมเศรษฐกิจเห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจหนักขึ้น แต่เป้าหมายในเชิงกรอบเวลาที่รัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจไปยังเหมือนเดิม คือ ต้องพยายามหยุดยั้งตัวเลขติดลบในไตรมาส 2-3 และพยายามทำให้เป็นบวกในไตรมาส 4 ขณะนี้เห็นชัดว่าเศรษฐกิจทั่วโลกหดตัวกว่า 30-40% จึงมีความจำเป็นต้องใช้แผน 2 กระตุ้นเศรษฐกิจ โดยกู้เงินจากต่างประเทศมาลงทุนฟื้นเศรษฐกิจ ซึ่งกำลังพิจารณาดำเนินการและจะเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาภายใน 2 สัปดาห์
นายกอร์ปศักดิ์ชี้ว่า รัฐบาลคาดการณ์ไว้ก่อนแล้ว ว่าตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสสุดท้ายปีที่ผ่านมาจะติดลบ แต่เศรษฐกิจในปีนี้จะติดลบหรือไม่คงต้องดูตัวเลขไตรมาส 1 ก่อน เพราะหากออกมาติดลบมากกว่าไตรมาส 4 ปี 2551 ก็มีโอกาสเป็นไปได้มากที่เศรษฐกิจไทยทั้งปีจะติดลบ
“ไตรมาสแรกปีนี้ เศรษฐกิจไทยเติบโตติดลบแน่นอน แต่ก็ยังเชื่อว่าตัวเลขการเติบโตเศรษฐกิจไตรมาสที่ 1 จะไม่หนักไปกว่าไตรมาสที่ 4 ของปีที่แล้ว แน่นอนไม่มีใครคาดเดาได้ว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร และเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยากที่สุด เพราะทุกคนเหมือนตกอยู่ในความมืด ถ้าตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสที่ 1 ออกมาแย่มากๆ โอกาสที่เศรษฐกิจไทยปีนี้จะทั้งปีจะติดลบก็มีโอกาสเป็นไปได้” นายกอร์ปศักดิ์กล่าว
คลังลุ้นไตรมาสแรกต่ำสุด
ดร.สมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวถึงภาวะเศรษฐกิจไตรมาสแรกปีนี้ว่า มีโอกาสที่จะติดลบมากกว่าไตรมาส 4 ปี 2551 เนื่องจากการส่งออกเดือนมกราคมหดตัวลงมากกว่าที่คิด รวมถึงการนำเข้าลดลง ขณะที่การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนมีสัญญาณอ่อนแอลงมาก ซึ่งในไตรมาส 2-3 เศรษฐกิจไทยก็จะยังหดตัวต่อเนื่อง แต่ตัวเลขน่าจะติดลบน้อยกว่าไตรมาสแรก เนื่องจากไตรมาส 2 เริ่มจะเห็นผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ส่วนไตรมาส 4 จะเป็นตัวชี้วัดว่าเศรษฐกิจไทยจะผงกหัวขึ้นเป็นบวกได้ หรือยังซึมยาวต่อเนื่องไปถึงปีหน้า
ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการกลุ่มการวิเคราะห์เศรษฐกิจมหภาค ในฐานะโฆษก สศค. ชี้ว่า เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวเร็วหรือไม่ขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจโลกว่าลงไปอยู่ในระดับต่ำสุดเมื่อใด เพราะไทยพึ่งพาการส่งออกถึง 70% และขึ้นอยู่กับการดำเนินมาตรการของรัฐบาลด้วย ซึ่งสศค.ประเมินใหม่พบว่าเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าปีนี้อาจจะติดลบ 1-3% จากเดิมที่มองว่าขยายตัวเป็นบวก 1%
ทั้งนี้ หากจีดีพีลดลงทุก 1% จะส่งผลให้เกิดการว่างงาน 3.6 แสนคน จากปัจจุบันที่มีอัตราการว่างงาน 1.4% ของจีดีพี หรือประมาณ 5 แสนคน แม้ยังไม่มากนักแต่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น มาตรการของภาครัฐจึงต้องรองรับปัญหาดังกล่าวและผลักดันให้เกิดการบริโภค การลงทุนมาทดแทนการส่งออกที่หายไป
หนี้ครัวเรือนเพิ่ม6.15%
ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า การสำรวจสภาพหนี้ภาคครัวเรือน จากจำนวน 1,202 ตัวอย่างทั่วประเทศ ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2552 พบว่ามีจำนวนหนี้สินต่อครัวเรือนเฉลี่ยอยู่ที่ 143,476.32 บาท เพิ่มขึ้นจากการสำรวจเมื่อ 6 เดือนก่อน 6.15% หรือราว 8,300 บาท จาก ณ เดือนสิงหาคม 2551 หนี้สินรวมต่อครัวเรือนเฉลี่ยที่ 135,166.34 บาท แบ่งเป็นหนี้ในระบบ 57.40% และหนี้นอกระบบ 42.60% โดยสาเหตุที่ครัวเรือนมีหนี้สินเพิ่มขึ้น มาจากรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาสินค้าแพงขึ้น ดังนั้น วัตถุประสงค์ในการกู้ยืมพบว่า เพื่อการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น
พร้อมประเมินว่า ขนาดครัวเรือนของไทยปัจจุบันมีจำนวน 18.29 ล้านครัวเรือน ขยายตัวจากการสำรวจครั้งก่อน 0.22% และมีขนาดหนี้สินครัวเรือนโดยรวม 2,624,181.89 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.38% และคิดเป็น 27.88% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) สูงสุดในรอบ 5 ปี นับจากปี 2547 สัดส่วนหนี้สินต่อครัวเรือนอยู่ที่ 29.87%
หนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีสูงสุดรอบ5ปี
ผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย กล่าวว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีของไทยในเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้มีสัดส่วน 27.88% ของจีดีพี สูงสุดในรอบ 5 ปี แต่ยังไม่ถือว่าเป็นปัญหาระดับประเทศ เพราะสัดส่วนนี้ยังไม่ถึง 30% ต่อจีดีพี อีกทั้งผลการสำรวจยังพบว่าครัวเรือนส่วนใหญ่ยังมีความสามารถในการชำระหนี้อยู่ แม้หนี้ครัวเรือนจะยังไม่เป็นปัญหาในระดับประเทศ แต่ก็เป็นปัญหาระดับบุคคล
จากการสำรวจหนี้ครัวเรือนในเดือนสิงหาคม 2551 ประชาชนได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นเป็นสำคัญ แต่ปัจจุบันเริ่มมีปัญหาการปรับลดคนงาน รายได้ไม่เพิ่ม ปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวเข้ามาซ้ำเติมเพิ่มเติม ทำให้มีรายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายจึงต้องก่อหนี้เพิ่มขึ้น เพื่อที่จะนำมาใช้จ่ายในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา มีภาระหนี้ต่อครัวเรือนเพิ่มขึ้นประมาณ 8,000 บาท หากแนวโน้มเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 และ 3 ยังมีแนวโน้มติดลบ น่าจะส่งผลให้ตัวเลขหนี้ต่อครัวเรือนปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่น่าเป็นห่วง คือ กลุ่มผู้มีรายได้ต่ำกว่า 1 หมื่นบาทลงมา หรือเป็นกลุ่มแรงงานที่รับจ้างรายวันหรือมีสัญญาว่าจ้างเป็นรายปีมากกว่าที่จะเป็นกลุ่มมนุษย์เงินเดือน โดยพบว่า กลุ่มดังกล่าวจะเลือกแก้ไขปัญหาด้วยการกู้หนี้นอกระบบเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจะตรงข้ามกับกลุ่มคนที่มีรายได้ตั้งแต่ 10,001 บาท ขึ้นไปที่จะเลือกก่อหนี้ในระบบเป็นส่วนใหญ่
สำหรับจำนวนหนี้นอกระบบคิดเป็นสัดส่วนหนี้ของครัวเรือน เพิ่มขึ้นเป็น 42.60% ในเดือนกุมภาพันธ์ 2552 จากเดือนสิงหาคม 2551 อยู่ที่ 35.0% แนวโน้มดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงปัญหาของกลุ่มคนรากหญ้าที่มีรายได้น้อยมีรายได้ต่ำกว่า 1 หมื่นบาท กำลังมีปัญหาในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อจะนำมาเป็นสภาพคล่องในการใช้จ่าย ซึ่งภาครัฐควรจะเข้ามาดูแลให้ตรงจุดเพื่อไม่ให้กลายมาเป็นปัญหาในเชิงสังคมที่จะติดตามมา จากผลสำรวจพบว่ากลุ่มคนที่มีรายได้น้อยต่ำกว่า 1 หมื่นบาท มีอัตราการก่อหนี้สูงกว่าคนกลุ่มอื่น ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้บริการหนี้นอกระบบ



