
ไตรภาคีขอนแก่นชี้การเมืองไม่นิ่งมีผลตัดสินใจลงทุน
ไตรภาคีขอนแก่นมีมติไม่ขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ตรึงค่าแรงอยู่ที่ 154 บาท/วัน อ้างสถานการณ์การเมืองที่ยังไม่นิ่ง มีผลต่อการตัดสินใจลงทุน อีกทั้งเงินเฟ้อยังต่ำเพียง 1% เท่านั้น ด้านตัวแทนฝ่ายลูกจ้างระบุนายจ้างควรเน้นเรื่องสวัสดิการเพื่อลดรายจ่ายของลูกจ้าง
นายบรรจบ อุนารัตน์ นักวิชาการแรงงาน ระดับชำนาญการ สำนักงานแรงงานจังหวัดขอนแก่น เปิดเผย "กรุงเทพธุรกิจ" ภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการค่าจ้างขั้นต่ำจังหวัดขอนแก่น ว่า ภายหลังการประชุมร่วมของไตรภาคี ได้แก่ ตัวแทนฝ่ายนายจ้าง ลูกจ้าง และส่วนราชการเพื่อพิจารณาค่าจ้างขั้นต่ำในปี 53 ได้ข้อสรุปว่า ไตรภาคีมีมติให้ชะลอการปรับขึ้นค่าจ้างขึ้นต่ำ โดยได้คงค่าจ้างอยู่ที่ 154 บาท/วัน
ทั้งนี้ ตัวแทนฝ่ายลูกจ้างได้มีการเสนอให้มีการปรับค่าจ้างขึ้นอยู่เพิ่มอีก 1-2 บาท/วัน ขณะเดียวกัน ตัวแทนจากธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้เสนอแนะว่าน่าจะให้มีการปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำเช่นเดียวกัน ทั้งนี้เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่าย เพราะขณะนี้ประชาชนระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอยเป็นอย่างมาก เห็นได้ชัดว่าจากการที่รัฐบาลได้แจกเช็คช่วยชาติ 2,000 บาทนั้น เป็นการกระตุ้นการจับจ่ายได้มาก
แต่ตัวแทนฝ่ายนายจ้างให้เหตุผลว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค หรืออัตราเงินเฟ้อยังต่ำเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว เฉลี่ยเพียง 1% เท่านั้น ขณะเดียวกันยังระบุด้วยว่า ความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบันยังส่งผลกระทบต่อการลงทุน นักธุรกิจยังขาดความเชื่อมั่น และเกรงว่าจะไม่มีผู้บริโภค
นอกจากนี้ตัวแทนฝ่ายนายจ้างยังอ้างถึงผลสำรวจของแรงงานจังหวัดขอนแก่น แรงงานไร้ฝีมือที่ได้รับค่าแรงขั้นต่ำ 154 บาท/วัน เมื่อพิจารณาถึงค่าใช้จ่ายตามอัตภาพ ซึ่งหมายถึง ค่าอาหาร เครื่องดื่ม ที่พัก สาธารณูปโภค ค่ารักษาพยาบาล ค่ายานพาหนะ จะมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 129 บาท/วัน แต่หากเป็นค่าใช้จ่ายที่มีคุณภาพ ซึ่งรวมค่าใช้จ่ายในด้านความบันเทิง ค่าซองผ้าป่า ทอดกฐิน เป็นต้น จะมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 133 บาท/วัน หากนำไปหักลบกับค่าแรงขั้นต่ำที่ได้ ยังพบว่าลูกจ้างยังมีเงินเหลือเก็บเฉลี่ย 25-29 บาท/วัน และหากปรับค่าแรงขั้นต่ำให้กับลูกจ้างรายใหม่ ก็ต้องปรับค่าแรงให้กับลูกจ้างรายเดิมอีกด้วย ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงมีมติไม่ขึ้นค่าจ้าง
นางวราภรณ์ เตียสุวัติเศรษฐ ตัวแทนฝ่ายนายจ้าง กล่าวว่า จากการสำรวจความต้องการของแรงงานในสถานประกอบการของตน พบว่า เงินไม่ใช่ความต้องการอันดับต้นๆ แต่เขาต้องการการยอมรับมาเป็นอันดับ 1 โอกาสก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่การงาน มาเป็นอันดับ 2 เพราะหากสถานประกอบการใดก็แล้วแต่ที่ตำแหน่งงานไม่มีความก้าวหน้า เขาก็ไม่อยากอยู่ต่อ และความมั่นคง มาเป็นอันดับที่ 3
"สิ่งที่แรงงานต้องการมาก คือ เรื่องสวัสดิการ โดยแรงงานบางคนเขาจะเปรียบเทียบเรื่องสวัสดิการมากกว่าเรื่องค่าแรง โดยหากบางโรงงานให้ค่าแรงขั้นต่ำ แต่แรงงานได้รับสวัสดิการทุกอย่างโดยที่เขาไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายในแต่ละวัน จะเป็นตัวที่ดึงดูดใจเขามากกว่าการได้รับค่าจ้างที่สูงด้วยซ้ำไป อย่างไรก็ตาม อยากจะฝากไปยังหน่วยงานภาครัฐ ที่จะต้องสร้างความเข้าใจและชี้แจงผู้ประกอบการว่า การจัดสวัสดิการถือเป็นการลงทุนอย่างหนึ่ง แต่จะเกิดผลดีต่อผู้ประกอบการ เพราะหากสวัสดิการดี แรงงานก็จะอยู่กับโรงงานตลอดไป"
ด้านนายโกศล กุศลวัตร ตัวแทนฝ่ายลูกจ้าง กล่าวว่า อยากจะให้สถานประกอบการเน้นหนักไปในด้านสวัสดิการมากกว่าค่าแรงขั้นต่ำ ถ้าหากปรับเรื่องสวัสดิการที่ดี อาทิ การรักษาพยาบาล มีรถพยาบาลไว้คอยบริการ ภายในสถานประกอบการมีห้องน้ำที่สะอาด น่าจะได้เป็นประโยชน์มากกว่าการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ ทั้งนี้หากลูกจ้างที่มีรายได้น้อย แต่ถ้าเขาสามารถลดรายจ่ายในส่วนนี้ได้ เขาก็สามารถอยู่ได้ ยกตัวอย่างเช่น การที่รัฐบาลลดเก็บเงินสมทบประกันสังคม จาก 5% เหลือ 3% เป็นระยะเวลา 6 เดือน ซึ่งแม้ว่าจะจำนวนเงินจะไม่มากนัก แต่ก็สามารถลดรายจ่ายในส่วนนี้ได้ ดังนั้นควรที่จะผลักดันในเรื่องของสวัสดิการมากกว่า



