ข่าว

รายได้หด-ตกงานดันหนี้ครัวเรือนกระฉูด

รายได้หด-ตกงานดันหนี้ครัวเรือนกระฉูด

27 ก.พ. 2552

ม.หอการค้าไทยชี้หนี้ครัวเรือนส่อพุ่งกระฉูด ล่าสุดอยู่ที่ 1.43 แสนบาท เพิ่มขึ้นจากครั้งก่อนกว่า 8,000 บาท สัดส่วนต่อจีดีพีพุ่งแตะ 27.88% สูงสุดในรอบ 5 ปี เหตุพิษเศรษฐกิจย่ำแย่ คนเตะฝุ่น-รายได้ลดต้องก่อหนี้เพิ่ม ระบุกลุ่มรายได้ต่ำกว่าหมื่นเดี้ยงสุด ทางออกต้

สถานการณ์หนี้ในห้วงวิกฤติเศรษฐกิจเป็นปัญหาน่าห่วง โดยเฉพาะหนี้สินครัวเรือน เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า การสำรวจสภาพหนี้ภาคครัวเรือนจากจำนวน 1,202 ตัวอย่างทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 18-23 กุมภาพันธ์ 2552 พบว่ามีจำนวนหนี้สินต่อครัวเรือนเฉลี่ยอยู่ที่ 143,476.32 บาท เพิ่มขึ้นจากการสำรวจเมื่อ 6 เดือนก่อน 6.15% หรือราว 8,300 บาท จาก ณ เดือนสิงหาคม 2551 หนี้สินรวมต่อครัวเรือนเฉลี่ยที่ 135,166.34 บาท แบ่งเป็นหนี้ในระบบ 57.40% และหนี้นอกระบบ 42.60% โดยสาเหตุที่ครัวเรือนมีหนี้สินเพิ่มขึ้น มาจากรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาสินค้าแพงขึ้น

ขณะที่วัตถุประสงค์ในการกู้ยืม พบว่า การกู้ยืมเพื่อการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันมีสัดส่วนเพิ่มขึ้น รองมาคือ การกู้ยืมเงินเพื่อสุขภาพ ยานพาหนะ และที่อยู่อาศัย ตามลำดับ โดยการผ่อนชำระต่อเดือนของครัวเรือนอยู่ที่ 9,416.50 บาทต่อเดือน

ทั้งนี้ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่า ขนาดครัวเรือนของประเทศไทยปัจจุบันมีจำนวน 18.29 ล้านครัวเรือน ขยายตัวจากการสำรวจครั้งก่อน 0.22% และมีขนาดหนี้สินครัวเรือนโดยรวม 2,624,181.89 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.38% และคิดเป็น 27.88% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) สูงสุดในรอบ 5 ปี นับจากปี 2547 สัดส่วนหนี้สินต่อครัวเรือนอยู่ที่ 29.87%

ดร.เสาวณีย์กล่าวถึงการสำรวจทัศนะของประชาชนต่อมาตรการของรัฐ พบว่า คนส่วนใหญ่หรือราว 39.5% คิดว่าช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศได้น้อย ขณะที่ 23.2% คิดว่าช่วยได้มาก โดยกลุ่มประชาชนทั่วไปพอใจกับมาตรการของรัฐมากที่สุด แต่กลุ่มเกษตรกรคิดว่าไม่ได้รับประโยชน์ หรือได้รับน้อย รวมถึงกลุ่มผู้ประกอบการ และกลุ่มพ่อค้าแม่ค้า

นอกจากนี้ จากกลุ่มสำรวจทั้งหมดพบว่า ได้รับเงินช่วยเหลือค่าครองชีพจากรัฐบาล 2,000 บาท สัดส่วน 31% ซึ่งในจำนวนนี้ คนส่วนใหญ่หรือ 84.1% คิดว่าจะนำเงินไปใช้จ่ายทั้งหมด และ 6.9% จะใช้จ่ายบางส่วนและเก็บบางส่วน ขณะที่กลุ่มที่เหลือหรือสัดส่วน 9% จะเก็บเงินไว้ทั้งหมด

ผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีของไทยในเดือนกุมภาพันธ์ 2552 มีสัดส่วน 27.88% ของจีดีพี สูงสุดในรอบ 5 ปี แต่ยังไม่ถือว่าเป็นปัญหาในระดับประเทศ เพราะสัดส่วนนี้ยังไม่ถึง 30% ต่อจีดีพี อีกทั้งผลการสำรวจยังพบว่า ครัวเรือนส่วนใหญ่ยังมีความสามารถในการชำระหนี้อยู่ แม้หนี้ครัวเรือนจะยังไม่เป็นปัญหาในระดับประเทศ แต่ก็เป็นปัญหาระดับบุคคลไปแล้ว

จากการสำรวจหนี้ครัวเรือนในเดือนสิงหาคม 2551 ประชาชนได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นเป็นสำคัญ แต่ปัจจุบันเริ่มจะมีปัญหาการปรับลดคนงาน รายได้ไม่เพิ่ม ปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวเข้ามาซ้ำเติมความเป็นอยู่ของครัวเรือนเพิ่มเติม ทำให้มีรายได้ไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย จึงต้องก่อหนี้เพิ่มขึ้น เพื่อจะนำมาใช้จ่าย ในช่วง 6 เดือน ที่ผ่านมา มีภาระหนี้ต่อครัวเรือนเพิ่มขึ้นประมาณ 8,000 บาท หากแนวโน้มเศรษฐกิจของประเทศไทยในไตรมาส 2 และ 3 ยังมีแนวโน้มติดลบ น่าจะส่งผลให้ตัวเลขหนี้ต่อครัวเรือนปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ผศ.ดร.ธนวรรธน์ กล่าวว่า จากการประเมินในเดือนสิงหาคม 2551 คาดการณ์ว่าจะมีตัวเลขคนว่างงานราว 7 แสนคน แต่ตอนนั้นยังไม่มีการปลดคนงานยังไม่มีผลกระทบต่อรายได้ของบุคคลมากนัก หากแนวโน้มเศรษฐกิจในไตรมาส 2 และ 3 ยังติดลบต่อเนื่อง อาจจะทำให้ตัวเลขคนว่างงานพุ่งทะลุ 1.2-1.3 ล้านคน และทำให้สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อจีดีพีขยับเข้าใกล้ 29% ได้ หากรัฐไม่ดำเนินมาตรการอะไร อาจจะทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในอนาคตเป็นไปได้ช้า เพราะจากผลสำรวจเริ่มส่งสัญญาณว่า ประชาชนส่วนใหญ่มีการระมัดระวังในการใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน นอกจากนี้ กลุ่มคนที่มีรายได้น้อยจะมีปัญหาหนี้ครัวเรือนเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับด้วย

อย่างไรก็ตาม ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่เกิดขึ้นและน่าเป็นห่วงจะเป็นกลุ่มคนที่มีรายได้ต่ำกว่า 1 หมื่นบาทลงมา หรือเป็นกลุ่มแรงงานที่รับจ้างรายวันหรือมีสัญญาว่าจ้างเป็นรายปีมากกว่าที่จะเป็นกลุ่มมนุษย์เงินเดือน จากการสำรวจพบว่า กลุ่มคนที่มีรายได้ต่ำกว่า 1 หมื่นบาท จะเลือกแก้ไขปัญหารายได้ไม่พอกับค่าใช้จ่ายด้วยการกู้หนี้นอกระบบเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจะตรงข้ามกับกลุ่มคนที่มีรายได้ตั้งแต่ 10,001 บาทขึ้นไป ที่จะเลือกก่อหนี้ในระบบเป็นส่วนใหญ่

ทั้งนี้ จะเห็นว่าจำนวนหนี้นอกระบบคิดเป็นสัดส่วนหนี้ของครัวเรือนเพิ่มขึ้นเป็น 42.60% ในเดือนกุมภาพันธ์ 2552 จากเดือนสิงหาคม 2551 อยู่ที่ 35.0% แนวโน้มดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงปัญหาของกลุ่มคนรากหญ้าที่มีรายได้น้อยมีรายได้ต่ำกว่า 1 หมื่นบาท กำลังมีปัญหาในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเพื่อจะนำมาเป็นสภาพคล่องในการใช้จ่าย ซึ่งภาครัฐควรจะเข้ามาดูแลให้ตรงจุด เพื่อไม่ให้กลายมาเป็นปัญหาในเชิงสังคมที่จะติดตามมา

จากผลสำรวจพบว่า กลุ่มคนที่มีรายได้น้อยต่ำกว่า 1 หมื่นบาท มีอัตราการก่อหนี้สูงกว่าคนกลุ่มอื่น ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้บริการหนี้นอกระบบ เพราะตัวเองเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยาก และส่วนใหญ่ก็กู้ยืมไปเพื่อใช้จ่าย ดังนั้น ภาครัฐควรจะเข้ามาดูแลคนกลุ่มนี้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนที่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันตนโดยเร็ว เพื่อให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้โดยง่าย

ผศ.ดร.ธนวรรธน์ เสนอว่า อยากให้รัฐบาลออกมาตรการภาครัฐ เพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยสามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้มากขึ้น ซึ่งอาจจะใช้ฐานจากกองทุนหมู่บ้าน ธนาคารประชาชนของธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าไปดูแลคนกลุ่มนี้มากขึ้น เพื่อจะทำให้คนกลุ่มนี้กลับเข้าไปสู่ระบบหนี้ในระบบอีกครั้ง รวมทั้งการจัดตั้งหน่วยงานขึ้นมาดูแลในเรื่องสินเชื่อนอกระบบอย่างเป็นระบบ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาสังคมติดตามมาในอนาคตด้วย ทั้งยังควรจะผลักดันโครงการเมกะโปรเจกท์ต่างๆ ให้เดินหน้าต่อไป ตลอดจนการผลักดันการค้าตามแนวชายแดนและการท่องเที่ยวระหว่างประเทศในกลุ่มอาเซียนด้วยกัน โดยใช้เวทีประชุมอาเซียนให้เป็นประโยชน์ในการที่จะมาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ