ข่าว

สนช. ผ่านร่างพรบ.หนี้สาธารณะ

สนช. ผ่านร่างพรบ.หนี้สาธารณะ

16 พ.ย. 2560

สนช. ผ่านร่างพรบ.หนี้สาธารณะ กำหนดนิยาม "หนี้สาธารณะใหม่" ไม่รวมหนี้ธปท. -รัฐวิสาหกิจที่ก.คลังไม่ได้ค้ำประกัน

                ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)การบริหารหนี้สาธารณะ ฉบับที่ พ.ศ. .. ในวาระ 2 และ 3 ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว โดยเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพ.ร.บ.หนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 ซึ่งมีหลักการและเหตุผลคือ การกำหนดขอบเขตนิยามคำว่า หนี้สาธารณะให้มีความชัดเจนมากขึ้น โดยไม่รวมถึงหนี้ของรัฐวิสาหกิจที่ทำธุรกิจให้กู้ยืมเงิน ธุรกิจบริหารสินทรัพย์ หรือธุรกิจประกันสินเชื่อ โดยกระทรวงการคลังไม่ได้ค้ำประกัน และหนี้ของธนาคารแห่งประเทศไทย ตลอดจนปรับปรุงองค์ประกอบของคณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ แก้ไขอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการกองทุนบริหารเงินกู้เพื่อการปรับโครงสร้างหนี้สาธารณะ รวมถึงหลักเกณฑ์การลงทุนของกองทุนเพื่อให้การดำเนินงานของกองทุนมีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

            สำหรับสาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ คือ การกำหนดนิยาม "หนี้สาธารณะ" ใหม่ ว่า  หนี้ที่กระทรวงการคลัง หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจกู้ หรือหนี้ที่กระทรวงการคลังค้ำประกัน แต่ไม่รวมถึงหนี้ของรัฐวิสาหกิจที่ทำธุรกิจให้กู้ยืมเงิน ธุรกิจบริหารสินทรัพย์ หรือธุรกิจประกันสินเชื่อ โดยกระทรวงการคลังไม่ได้ค้ำประกันและหนี้ของธนาคารแห่งประเทศไทย

          กำหนดให้มี คณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ จำนวน 12 คน โดยมีรมว.คลังเป็นประธาน นอกจากนี้ ในส่วนของกองทุนบริหารเงินกู้เพื่อการปรับโครงสร้างหนี้สาธารณะและการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ในประเทศ ได้มีการแก้ไขในมาตรา 36/8 โดยกำหนดว่า กรณีการลงทุนในประเทศให้นำไปลงทุนได้ ดังนี้ 1.ตราสารหนี้ที่ออกหรือค้ำประกันโดยกระทรวงการคลัง 2.ตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย 3.ตราสารหนี้อื่นที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือสูงสุดจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ  4.ทำธุรกรรมซื้อโดยมีสัญญาจะขายคืนซึ่งตราสารหนี้ที่ออกโดยกระทรวงการคลังหรือธนาคารแห่งประเทศไทย 5.เงินฝากหรือบัตรเงินฝากของสถาบันการเงินภาครัฐ หรือธนาคารพาณิชย์ตามที่คณะกรรมการกองทุนกำหนด

             ทั้งนี้ที่ประชุมได้ใช้เวลาพิจารณาประมาณ 30 นาที โดยไม่มีสนช. คนใดลุกขึ้นอภิปราย จากนั้นจึงลงมติในวาระ 3 ด้วยคะแนน 179 เห็นชอบให้ประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป