ข่าว

จับตา สนช. ผ่านกฎหมาย ชักภาษีบาป เพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ

จับตา สนช. ผ่านกฎหมาย ชักภาษีบาป เพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ

15 พ.ย. 2560

จับตา สนช. ผ่านกฎหมายสองฉบับ ชักภาษีบาป เพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ พร้อมกฎหมาย บริหารหนี้สาธารณะ ตัดหนี้ ธปท. ออกจากหนี้สาธารณะ

การประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ในวันที่ 16 พ.ย.2560  มีวาระการพิจารณาร่างกฎหมายสองฉบับที่น่าสนใจ โดยทั้งสองฉบับกำลังจะเข้าสู่การพิจารณาในวาระสองและสาม  ซึ่งหากผ่านความเห็นชอบ ก็จะเป็นขั้นตอนการประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป โดย ร่างกฎหมายฉบับแรกได้แก่              

    โดยร่างพ.ร.บ.ผู้สูงอายุ (ฉบับที่ ...)พ.ศ.. มี 6 มาตรา มีสาระสำคัญคือ การนำเงินกองทุนจากภาษีสรรพสามิต  2% หรือประมาณ  4,000 ล้านบาทต่อปี มาเพิ่มเป็นเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป เดือนละ 100 บาท เช่น คนที่อายุเกิน 60 ปี จากเดิมได้เบี้ยยังชีพ 600 บาท เพิ่มเป็น 700 บาท คนที่อายุเกิน 70 ปี จากเดิมได้ 700 บาท เพิ่มเป็น 800 บาท โดยยึดจากบัญชีผู้สูงอายุที่ขึ้นทะเบียนเบี้ยยังชีพ จำนวน 2.15 ล้านคน โดยจะเป็นผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย และไม่ใช่ข้าราชการ หรือได้รับบำเหน็จบำนาญอย่างอื่น  
 
    ทั้งนี้ ในส่วนภาษีสรรพสามิต  2% จะถูกนำมาเพิ่มค่าเบี้ยยังชีพจำนวน 2,400 ล้านบาทต่อปี ส่วนที่เหลืออีก 1,600 ล้านบาท จะถูกนำไปใช้เป็นสวัสดิการดูแลผู้สูงอายุ เช่น การซ่อมแซมและสร้างบ้านเรือนผู้สูงอายุ การดูแลผู้สูงอายุที่เป็นผู้ป่วยติดเตียง การจัดกิจกรรมของชมรมผู้สูงอายุ แต่หากเงินบำรุงกองทุนเกิน 4,000 ล้านบาทให้นำเงินส่วนที่เกินส่งคลังเป็นรายได้แผ่นดิน 
 
    โดย พล.ร.อ.พลวัฒน์ สิโรดม ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.ผู้สูงอายุ (ฉบับที่ ...)พ.ศ...ให้สัมภาษณ์ว่า  ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้มีสาระสำคัญ คือ การจ่ายเงินสงเคราะห์เพื่อการยังชีพแก้ผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยโดยนำเงินจากกองทุนภาษีบาปร้อยละ 2 จำนวน 4,000 ล้านบาทต่อปี มาเพิ่มเป็นเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป และต้องเป็นผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยตามที่ขึ้นทะเบียนสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุ โดยผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย จะได้เบี้ยยังชีพเพิ่มขึ้นอีกเดือนละ 100 บาทต่อเดือน อาทิ เดิมคนที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปได้เบี้ยยังชีพ 600 บาท เพิ่มเป็น 700 บาท อายุ 70 ปี จากเดิมได้ 700 บาท เพิ่มเป็น 800 บาท ซึ่งเบี้ยยังชีพนี้ไม่ได้กับผู้สูงอายุทุกคนแต่ได้เฉพาะผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อยและเป็นผู้ที่อยู่ในบัญชีผู้มีรายได้น้อย เบื้องต้นมีผู้มีสิทธิ์จำนวน  3 ล้านคน ทั้งนี้คณะกรรมาธิการฯไม่ได้มีการแก้ไขมาตราใดๆยังคงเป็นไปตามร่างเดิมที่ผ่านวาระ 1 เพียงแต่เพิ่มความชัดเจนในเรื่องของคุณสมบัติและการจัดสรรเงินให้กับผู้สูงอายุที่มีรายได้น้อย ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการกำหนด เท่านั้น
  
            ส่วนฉบับที่สองคือ  "ร่างพ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะ (ฉบับที่ พ.ศ... )"  มีทั้งหมด 15  มาตรา โดยเป็นการกำหนดขอบเขตของคำนิยามคำว่า หนี้สาธารณะ ให้มีความชัดเจนมากขึ้น โดยไม่รวมหนี้ของรัฐวิสาหกิจ ธุรกิจบริหารสินทรัพย์ หรือธุรกิจประกันสินเชื่อโดยกระทรวงการคลังไม่ได้ค้ำประกัน และหนี้ของธนาคารแห่งประเทศไทย กำหนดให้มีคณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ มีรมว.คลังเป็นประธาน เพิ่มเติมหลักเกณฑ์การลงทุนของกองทุนบริหารเงินกู้เพื่อการปรับโครงสร้างหนี้สาธารณะและพัฒนาตลาดตราสารหนี้ในประเทศ รวมทั้งให้อำนาจคณะกรรมการกองงทุนบริหารเงินกู้เพื่อการปรับโครงสร้างหนี้สาธารณะและพัฒนาตลาดตราสารหนี้ในประเทศ และหลักเกณฑฺ์การลงทุนกองทุนเพื่อให้การดำเนินงานของกองทุนมีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
    
                ทั้งนี้นายวรพล โสคติยานุรักษ์ รองประธานคณะกรรมาธิการร่างพ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะ (ฉบับที่....) พ.ศ... ให้สัมภาษณ์ว่า ร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมพ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ.2548  โดย1.แก้ไขเพิ่มเติมนิยามคำว่า "หนี้สาธารณะ " ที่หมายถึงหนี้ที่กระทรวงการคลัง หน่วยงานชองรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ หรือหนี้ที่กระทรวงการคลังค้ำประกัน แต่ไม่รวมหนี้ของธนาคารแห่งประเทศไทย หนี้ของรัฐวิสาหกิจที่ทำธุรกิจให้กู้ยืมเงิน ธุรกิจบริหารสินทรัพย์หรือธุรกิจประกันสินเชื่อ โดยกระทรวงการคลังไม่ได้ค้ำประกัน เนื่องจากหนี้เหล่านี้เกิดจากการทำธุรกิจ ซึ่งคำนิยามหนี้แตกต่างจากของเดิม เพื่อให้มีความชัดเจนมากขึ้น   และยังเพิ่มเติมคำนิยามธุรกิจบริหารสินทรัพย์ ธุรกิจประกันสินเชื่อ
 
                นายวรพล กล่าวว่า 2. แก้ไขเพิ่มเติมองค์ประกอบของคณะกรรมการนโยบายและกำกับการบริหารหนี้สาธารณะ  ที่ประกอบด้วย รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงการคลัง  เป็นประธานกรรมการ  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังซึ่งรัฐมนตรีมอบหมายเป็นรองประธาน  ปลัดกระทรวงการคลัง เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ อธิบดีกรมบัญชีกลาง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจำนวน 3 คน เป็นกรรมการ ที่ผ่านมาการประชุมคณะกรรมการมักมีปัญหาเรื่ององค์ประชุมไม่ครบ จึงได้มีการเพิ่มเติมว่า ในระหว่างที่ยังไม่ได้แต่ตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ก็ให้คณะกรรมการทั้งหมดเท่าที่เหลืออยู่และให้คณะกรรมการดำเนินการต่อไปได้ โดยจะต้องมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้วยอย่างน้อย  1 คน
    
             นายวรพล กล่าวว่า 3.เพิ่มเติมอำนาจเพิ่มหน้าที่ของสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะให้ชัดเจนมากขึ้น โดยให้มีหน้าที่วิเคราะห์โครงสร้างหนี้สาธารณะ การบริหารหนี้สาธารณะ รวมทั้งหนี้เงินกู้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหนี้เงินกู้ของรัฐวิสาหกิจที่ทำธุรกิจให้กู้ยืมเงิน  ธุรกิจบริหารสินทรัพย์ หรือธุรกิจประกันสินเชื่อ ที่สำคัญคือ ให้รายงานหนี้เงินกู้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และรัฐวิสาหกิจที่ทำธุรกิจให้กู้ยืมเงิน  ธุรกิจบริหารสินทรัพย์ หรือธุรกิจประกันสินเชื่อ ที่กระทรวงการคลังไม่ได้ค้ำประกันด้วย เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการ
 
                นายวรพล กล่าวอีกว่า และ 4.แก้ไขเพิ่มเติมหลักเกณฑ์การลงทุนของกองทุนบริหารเงินกู้เพื่อปรับโครงสร้างหนี้สาธารณะ และพัฒนาตลาดตราสารหนี้ในประเทศ ซึ่งจะทำให้การบริหารมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เนื่องจากภายใต้กฎหมายปัจจุบันกำหนดขอบเขตการลงทุนของกองทุนฯ ไว้ค่อนข้างจำกัด จึงได้เสนอให้ขยายกรอบการลงทุนให้สามารถลงทุนในตราสารของ ธปท. และทำธุรกรรมตราสารหนี้ ธปท. ได้ ซึ่งในกรณีการลงทุนก็ได้กำหนดว่าสิ่งใดสามารถไปลงทุนได้ เช่น ตราสารหนี้ที่ออกหรือคำประกันโดยกระทรวงการคลัง ตราสารหนี้อื่นที่ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือสูงสุดจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ