ข่าว

ยกไทยเป็นต้นแบบอาเซียนสิทธิมนุษยชน

ยกไทยเป็นต้นแบบอาเซียนสิทธิมนุษยชน

13 พ.ย. 2560

ยธ.เร่งจัดทำแผนว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ขีดเส้นให้แล้วเสร็จ มิ.ย.61 ยกไทยโมเดลอาเซียนไม่ละเมิดแรงงาน-สิ่งแวดล้อม 

         โรงแรมดุสิตธานี-  13 พ.ย.60  กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพร่วมกับคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียน ว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ จัดอบรมระดับภูมิภาคเรื่อง "ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน" โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และภาคธุรกิจในภูมิภาคอาเซียนเข้าร่วม

       นายสุวพันธ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวเปิดงานเพื่อแสดงความพร้อมในการขับเคลื่อนหลักการสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ว่า การอบรมเรื่องธุรกิจว่าด้วยสิทธิมนุษยชนได้จัดต่อเนื่องจากปี 2559 หลังรัฐบาลลงนามในปฏิญญาความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนหลักการสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ซึ่งกลุ่มประเทศอาเซียนต้องการให้ไทยเป็นต้นแบบในการปฏิบัติให้ได้เกิดผลจริง โดยเฉพาะการเคารพสิทธิมนุษยชนและชุมชน ทั้งนี้เพื่อให้การทำธุรกิจของภาคเอกชนเป็นไปตามพันธกรณีที่สหประชาชาติได้ประกาศไว้และไทยต้องนำมาเป็นแนวทางในปฏิบัติ โดยเชื่อว่าหากมีโครงการเมกะโปรเจ็กต์ใหญ่ๆเกิดขึ้นในพื้นที่ใดก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนและต้องไม่เข้าไปละเมิดสิทธิของประชาชนและชุมชน อย่างไรก็ตามที่ผ่านมารัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวมาก ทั้งประเด็นการใช้แรงงานเด็ก การค้ามนุษย์ การลงทุนที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการประกอบธุรกิจที่ต่อไปนี้จะต้องปฏิบัติตามแนวทางนี้อย่างเข้มงวด

          รมว.ยุติธรรม กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมากรมคุ้มครองสิทธิฯได้ลงพื้นที่ทั้ง 4 ภูมิภาคเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้ประชาชนเพื่อเก็บข้อมูลและประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องธุรกิจและสิทธิมนุษยชนก่อนที่จะนำข้อมูลทั้งหมดไปจัดทำแผนปฏิบัติการระดับชาติ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2561 นอกจากนี้ตัวอย่างที่ไทยทำสำเร็จก็จะถูกนำไปเป็นโมเดลให้กับกลุ่มประเทศอาเซียน เช่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย

        น.ส.ปิติกาญจน์ สิทธิเดช อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กล่าวว่า รัฐบาลเคยระบุว่ารัฐวิสาหกิจ 55 แห่งของไทยต้องขับเคลื่อนธุรกิจโดยคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน โดยเหตุที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวเพิ่มขึ้นเนื่องจากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีข้อร้องเรียนเรื่องสิทธิมนุษยชนที่เกิดจากภาคธุรกิจเพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่เป็นการละเมิดเรื่องค่าจ้างแรงงาน ที่ดินและสิ่งแวดล้อม จากการลงเก็บข้อมูลเพื่อนำมาทำแผนปฏิบัติการและแนวทางการปฏิบัติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชนพบว่าแต่ละภูมิภาคมีปัญหาแตกต่างกันไป ทั้งการจ้างงาน การจ่ายค่าแรงที่ไม่เป็นธรรม และปัญหาสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้การจัดทำแผนปฏิบัติจะกำหนดกรอบแนวทางไว้ 3 เรื่องหลัก คือ แรงงาน สิ่งแวดล้อม และการละเมิดนักปกป้องสิทธิมนุษยชนซึ่งพบว่ายังมีการถูกข่มขู่คุกคามอย่างต่อเนื่องจึงเป็นที่รัฐจะต้องให้การคุ้มครองให้สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ทั้งนี้กรมครองสิทธิและเสรีภาพได้สรุปภาพรวมผลการลงพื้นที่เพื่อจัดทำรายงานประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในภาคธุรกิจว่า ปัญหาสิทธิมนุษยชนในภาคธุรกิจที่สำคัญ 3 ลำดับแรก คือ ภาคกลางในพื้นที่กทม.จะมีปัญหาด้านสิทธิแรงงาน , แรงงานข้ามชาติและแรงงานเด็ก กลุ่มบุคคลหลากหลายทางเพศจะได้รับโอกาสในการเข้าทำงานน้อย ขณะที่สิทธิด้านสิ่งแวดล้อมพบว่าการดำเนินธุรกิจที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไม่มีการจัดทำ  EIA/EHIA

         อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิฯ กล่าวอีกว่า ส่วนภาคเหนือ พบว่า มีปัญหาด้านสิทธิแรงงาน แรงงานข้ามชาติสวัสดิการแรงงาน ค่าจ้างที่เป็นธรรม สิทธิชนเผ่าพื้นเมือง การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาหรือภูมิปัญญาของชนเผ่าพื้นเมืองและการสูญเสียอัตลักษณ์และคุณค่าความเป็นมนุษย์  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังมีปัญหาที่ดิน การถูกไล่รื้อพื้นที่ชุมชน การไม่เคารพการตัดสินในของชุมชนเกี่ยวกับธุรกิจ หรือโครงการที่ส่งผลกระทบ ไม่มีการจัดทำ  EIA/EHIA  ขณะที่ภาคใต้มีปัญหาแรงงานข้ามชาติ สุขภาพอนามัย การดำเนินธุรกิจที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม นักปกป้องสิทธิมนุษยชนไม่ได้รับการคุ้มครอง ลำดับ สุดท้ายภาคตะวันออกยังมีปัญหาโครงการและธุรกิจต่างๆ ดำเนินการโดยส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแรงงานประมง แรงงานข้ามชาติ และชุมชน ไม่มีส่วนร่วมตัดสินใจการพัฒนา