ข่าว

 เปิดภารกิจเลขาฯคปภ.พัฒนาธุรกิจประกัน-ลดเสี่ยงให้รากหญ้า

เปิดภารกิจเลขาฯคปภ.พัฒนาธุรกิจประกัน-ลดเสี่ยงให้รากหญ้า

28 ก.ย. 2552

ในปัจจุบัน “การประกันภัยและประกันชีวิต” นับว่ามีส่วนสำคัญในการบริหารความเสี่ยงทั้งด้านชีวิตและทรัพย์สินของทุกคน และยังเป็นส่วนหนึ่งในระบบการออมส่วนบุคคลอีกด้วย ซึ่งบทบาทสำคัญนี้ "คม ชัด ลึก" ได้สัมภาษณ์พิเศษ “จันทรา บูรณฤกษ์” เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส

 วางกรอบลดเรื่องร้องเรียน

 นางจันทรากล่าวว่า กรมการประกันภัยได้เปลี่ยนสถานะเป็นสำนักงาน คปภ. เมื่อเดือนกันยายน 2550 มีภารกิจ 2 ด้านคือ การกำกับบริษัทประกันภัย และการส่งเสริมธุรกิจประกัน โดยในด้านการกำกับนั้น วัตถุประสงค์หลักคือ การให้บริษัทประกันเป็นที่เชื่อมั่นของประชาชน คือต้องมีความมั่นคงด้านการเงิน การดำเนินงานมีประสิทธิภาพ และดูแลคุ้มครองผู้บริโภคได้ คปภ.จึงปรับการกำกับโดยคำนึงถึงการบริหารความเสี่ยง และพยายามผลักดันในเรื่องธรรมาภิบาลของการประกอบการของบริษัทประกัน

 "ที่สำคัญจะต้องลดระดับการร้องเรียนจากผู้บริโภคให้หมดไปให้ได้ จึงได้นำระบบสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าเข้ามาใช้ เพื่อให้การแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นเหตุและรวดเร็ว โดยแบ่งกลุ่มบริษัทออกเป็น 4 กลุ่มคือ สีเขียว ซึ่งเป็นบริษัทที่มีความแข็งแกร่งดี ถัดมาคือสีเหลือง เริ่มเห็นอัตราส่วนการเงินที่ลดลง ต่อมาคือสีส้มและสีแดง แต่ปัจจุบันบริษัทประกันกว่า 98% นั้นอยู่ในกลุ่มสีเขียว เพราะคปภ.ได้เข้าไปแก้ปัญหาแต่ต้นน้ำ ต่างจากอดีตที่เข้าห้องไอซียูแล้วถึงจะเข้าไปแทรกแซง"

 ทั้งนี้ ในระยะยาวมองว่าการประกันภัยจะเป็นหลักสำคัญอันหนึ่งของระบบการเงินไทย ที่จะให้บริการด้านการเงินแก่สังคม โดยเฉพาะในด้านการออม จะทำให้ประชาชนมีทางเลือกมากขึ้น คือจะออมผ่านธนาคารพาณิชย์ ซื้อธนบัตร หรือซื้อหุ้นก็ได้ ซึ่งที่ผ่านมาประชาชนยังไม่มองว่าการประกันเป็นเครื่องมือในการออมมากนัก เพราะโครงสร้างของธุรกิจยังเป็นบริษัทขนาดเล็ก คปภ.จึงกำหนดให้บริษัทประกันชีวิตและประกันวินาศภัยจะต้องจดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชนภายในปี 2556 และสนับสนุนให้ภาคธุรกิจรวมตัวกันเพื่อสร้างความแข็งแกร่ง

 รวมทั้งกำหนดให้บริษัทประกันต้องมีระบบการบริการที่ยุติธรรมและรวดเร็ว โดยสิ่งที่ต้องการเห็นคือ การพัฒนาช่องทางการจำหน่ายให้มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น สามารถเข้าถึงลูกค้าได้เร็ว นั่นหมายถึงว่าธุรกิจประกันในอนาคตจะมุ่งสู่การเป็นอี-เซอร์วิส โดยการนำเทคโนโลยีมาช่วยขยายช่องการบริการอย่างครบวงจร อีกทั้งต้องมีการพัฒนาบุคลากรทุกสายงาน ทุกระดับ ซึ่งปัจจุบันมีการให้ใบอนุญาตแก่ตัวแทนนายหน้าขายประกัน ต่อไปอีกขั้นคือ จะอบรมคนเหล่านี้ให้สามารถเป็นที่ปรึกษาทางการเงินแก่ประชาชนได้เพิ่มขึ้นด้วย

 ดูแลกลุ่มรากหญ้าใกล้ชิด

 เลขาธิการ คปภ.กล่าวว่า รายได้ของประชากรไทย แบ่งได้ออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มรายได้สูง กลุ่มรายได้ปานกลาง และกลุ่มรายได้น้อย ซึ่งกลุ่มสุดท้ายมีเป็นจำนวนมาก คปภ.จึงให้ความสำคัญและดูแลอย่างใกล้ชิด โดยในอดีตเคยมีการประกันภัยพืชผลให้เกษตรกร แต่ทำแล้วมีปัญหาเพราะยังมีช่องว่างอยู่มากจึงยกเลิกไป คปภ.จึงร่วมกับธนาคารโลก ในการดูเรื่องดัชนีน้ำฝน คือหากดัชนีชี้วัดว่าน้ำฝนตกต่ำกว่าปริมาณที่ควรจะเป็น ประกันภัยก็จะจ่ายเงินชดเชยให้แก่เกษตรกร

 อีกโครงการหนึ่งที่อยู่ในขั้นศึกษา และได้รับความร่วมมือจากญี่ปุ่น คือ การดูดัชนีภูมิอากาศของข้าว เป็นการประกันภัยสำหรับการรองรับความเสี่ยงให้แก่เกษตรกร เป็นการคุ้มครองเงินกู้สำหรับโครงการสินเชื่อเพื่อเกษตรกรที่ปลูกข้าวและประสบกับภัยแล้ง โดยเกษตรกรเป็นผู้เอาประกัน มีธนาคารเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป็นผู้ให้สินเชื่อและเป็นผู้รับประโยชน์ มีดัชนีปริมาณน้ำฝนเป็นตัวกำหนด และบริษัทประกันจะจ่ายค่าชดเชยให้แก่ ธ.ก.ส. เพื่อหักหนี้ของเกษตรกรหากประสบกับภัยแล้ง

 นอกจากนี้ ยังมีประกันอัคคีภัยสำหรับที่อยู่อาศัยแบบประหยัด เริ่มมาตั้งแต่วันที่ 6 มิถุนายน 2551 เป็นการคุ้มครองกรณีไฟไหม้ ฟ้าผ่า ระเบิด น้ำท่วม ภัยจากยานพาหนะ และภัยจากอากาศยาน ซึ่งกรณีไฟไหม้ บริษัทประกันจะจ่ายค่าสินไหมให้ประมาณ 50% ของมูลค่าสร้างใหม่ เบี้ยประกัน 600 บาทต่อปี ส่วนที่อยู่อาศัยในชุมชนแออัด ค่าเบี้ยประกันอยู่ที่ 365 บาทต่อปี ความรับผิดสูงสุดของบริษัทประกันภัยไม่เกิน 2 หมื่นบาท
ส่วนช่องทางการขายประกันผ่านทางโทรศัพท์ ซึ่งเป็นกรณีที่พูดถึงกันมากว่าสร้างความรำคาญให้ประชาชนนั้น นางจันทรากล่าวว่า จริงๆ แล้วการขายสินค้าผ่านทางโทรศัพท์ ไม่ได้มีเฉพาะการขายประกันเท่านั้น แต่ยังมีสินค้าอื่นๆ อีกมาก แต่ส่วนใหญ่จะเหมารวมว่าเป็นเรื่องประกัน ดังนั้น สำนักงาน คปภ. จึงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการเสนอขายกรมธรรม์ผ่านทางโทรศัพท์ ปี 2552 โดยกำหนดไว้ว่า ผู้ขายจะต้องบอกรายละเอียดของตนเองและอธิบายเงื่อนไขของผลประโยชน์ให้อย่างครบถ้วน เพื่อประชาชนจะสามารถตรวจสอบข้อมูลว่าเป็นบุคคลที่มีใบอนุญาตจาก คปภ.อย่างถูกต้องหรือไม่

เพิ่มช่องจูงใจเข้าถึงประกัน

สำหรับในด้านการส่งเสริมธุรกิจประกันภัยนั้น เลขาธิการ คปภ.กล่าวว่า ปีนี้ตั้งเป้าหมายการเข้าถึงประชาชนต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ไว้ที่ 3.8-3.9% ซึ่งปรับเป้าหมายสูงขึ้น จากเมื่อต้นปีที่คาดว่าจะอยู่ที่ 3.5% และภายในปี 2554 ตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องขยายให้ได้ถึง 5% ของจีดีพี

สิ่งที่จะดำเนินการเพื่อให้ได้ตามเป้าหมาย คือจะเร่งประชาสัมพันธ์ ให้ประชาชนเข้าใจระบบการประกัน ที่ครอบคลุมเข้าถึงกลุ่มคนทุกเพศทุกวัย ให้การสนับสนุน ไมโคร อินชัวรันส์ หรือกรมธรรม์ที่กำหนดค่าเบี้ยประกันไม่สูงนัก รวมถึงประกันภัยผู้สูงอายุ เพราะสังคมไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โดยในส่วนของธุรกิจประกันก็จะมีกรมธรรม์สำหรับผู้สูงอายุ และการประกันภัยแบบบำนาญ อีกอย่างคืออยากให้ประชาชนได้เห็นความสำคัญของการประกันสุขภาพ และการประกันชีวิตควบการลงทุน หรือยูนิตลิงค์

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการส่งเสริมให้คนหันมาสนใจการประกันมากขึ้น คปภ. จึงหารือกับกรมสรรพากร ในการเพิ่มค่าลดหย่อนภาษีแบบบำนาญอีก 1 แสนบาท จากกรมธรรม์ปกติที่ให้ค่าลดหย่อน 1 แสนบาทอยู่แล้ว และเสนอให้ลดหย่อนกรณีประกันชีวิตควบการลงทุน โดยในปีแรกขอลดหย่อน 1 แสนบาท และปีที่ 2 เพิ่มเป็น 2 แสนบาท ส่วนปีที่ 3 อยู่ที่ 5 แสนบาท แต่ไม่เกิน 15% ของรายได้ และสุดท้ายคือการลดหย่อนภาษีสำหรับการประกันสุขภาพ 5 หมื่นบาท