
ดีเอสไอฟุ้งผลงานดี ปกป้องผลประโยชน์ชาติ 3.5 แสนล้าน
โฆษกดีเอสไอแจงผลงานดีเอสไอ 14 ปี ปกป้องผลประโยชน์ของรัฐกว่า 3.5 แสนล้าน ทลายขบวนการนำเข้าสินค้าก็อปปี้ จนไทยพ้นสถานะประเทศถูกจับตาพิเศษ
10 พ.ย.60 - พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล โฆษกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวถึงกรณีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและรมว.กลาโหม หาวิธีปรับปรุงดีเอสไอให้มีประสิทธิภาพ น่าเชื่อถือ มีเกียรติและศักดิ์ศรี โดยทำเฉพาะคดีพิเศษจริงๆ ไม่ใช่ขี้หมูขี้หมาแห้งเอางานของตำรวจมาทำ โดยระบุว่า ดีเอสไอก่อตั้งกรมตั้งแต่ปี 2545 และมีกฎหมายสอบสวนคดีพิเศษในปี 2547 ในยุคก่อตั้งมีการโอนย้ายบุคลากรโดยเฉพาะตำรวจมาสังกัดถึง 200 คน เนื่องจากเป็นหน่วยตั้งใหม่ต้องใช้ผู้ที่มีประสบการณ์ทำงานมาช่วยด้านสืบสวนและสอบสวน รวมทั้งมีการโอนย้ายบุคคลการจากหน่วยงานอื่น อาทิ กรมสรรพากร ศุลกากร ทหาร กระทรวงมหาดไทย ปัจจุบันมีอัตราข้าราชการประมาณ 1,000 คน และพนักงานราชการอีก 300 คน ส่วนที่มองว่ามีการโอนย้ายตำรวจเข้ามาจำนวนมากนั้น ปัจจุบันก็มีเพียง 118 คนเท่านั้น ถือเป็นสัดส่วนไม่ถึง 20% คาดว่าในอีก 5 ปี ข้างหน้าจะเหลือพนักงานสอบสวนที่เคยเป็นตำรวจ 1-2 % เท่านั้น
โฆษกดีเอสไอ ระบุด้วยว่า ที่ผ่านมาดีเอสไอมีการปรับโครงสร้างหลายครั้ง ล่าสุดมีการปรับเปลี่ยนจาก 10 สำนักคดี มาเป็น 18 กองคดีเพื่อรับผิดชอบงานสืบสวนสอบสวนตามภารกิจที่กำหนดไว้ตามกฎหมายแนบท้ายพ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ เช่น กองคดีทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กองคดีธุรกิจการเงินนอกระบบกองคดีภาษีอากร กองคดีฮั้วประมูล กองคดีต่อต้านการค้ามนุษย์ ทั้งนี้ 14 ปีหลังการก่อตั้งดีเอสไอ สามารถปกป้องผลประโยชน์ของรัฐได้มากกว่า 350,000 ล้านบาท และทวงคืนผืนป่าและทรัพยากรธรรมชาติในจังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ เช่น ภูเก็ต พังงา กระบี่ ได้จำนวนมาก ยังไม่รวมอาชญากรรมที่ส่งผลกระทบกับประชาชน เช่น คดีแชร์ลูกโซ่ และการฉ้อโกงข้ามชาติของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งดีเอสไอได้เข้าดำเนินการอย่างต่อเนื่อง รวมถึงกองคดีทรัพย์สินทางปัญญาที่มีผลงานจับกุมสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ และดำเนินคดีฟอกเงินแบบครบวงจร ทำให้ไทยถูกปรับลดระดับบัญชีจับตาเป็นพิเศษ (Priority watch List) เป็นบัญชีจับตา WL (Watch list) จากประเทศสหรัฐอเมริกา
โฆษกดีเอสไอ กล่าวด้วยว่า ในช่วงปฎิรูปที่ผ่านมา ดีเอสไอยังมีแนวคิดที่จะควบรวมสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ให้มาเป็นส่วนหนึ่งของดีเอสไอ เพื่อยกระดับการรวบรวมหลักฐานด้านนิติวิทยาศาสตร์และการตรวจพิสูจน์ เนื่องจากแนวโน้มในอนาคตการสอบสวนจำเป็นต้องใช้การตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์มาเป็นหลักฐานสำคัญในคดี ทั้งนี้ตั้งแต่ปี 2547-ปัจจุบันดีเอสไอรับสอบสวนคดีทั้งหมด 1,973 คดี จำนวนนี้เป็นคดีอาชญากรรมเศรษฐกิจ 716 คดี คดีเทคโนโลยีและสารสนเทศและทรัพย์สินทางปัญญา 782 คดี คดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม 342 คดี และคดีอาชญากรรมระหว่างประเทศและอาชญากรรมพิเศษ 388 คดี และขณะนี้อยู่ระหว่างการสืบสวนและตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกว่า 200 เรื่อง
"สำหรับประเด็นที่กังวลว่าการทำงานของดีเอสไอจะซ้ำซ้อนกับตำรวจนั้น ยืนยันว่าคดีที่ดีเอสไอรับไว้ทำการสอบสวนจะเป็นคดีตามกฎหมายแนบท้ายเกือบทั้งหมด ส่วนงานคดีที่ซ้ำซ้ำซ้อนกับการทำงานของตำรวจก็เป็นคดีคณะกรรมการคดีพิเศษมีมติ 2ใน 3ให้ดีเอสไอรับไว้สอบสวนเพื่อตรวจสอบและถ่วงดุล เพื่อให้ประชาชนมีความมั่นใจในกระบวนการยุติธรรมและการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ" โฆษกดีเอสไอ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลอดทั้งปี 2560 มีการประชุมบอร์ดกคพ.เพื่อลงมติรับคดีอาญาทั่วไปไว้สอบสวนเป็นคดีพิเศษ เพียงครั้งเดียว คือ เมื่อวันที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมา โดยบอร์ดกคพ.มีมติรับคดีพิเศษ 4 เรื่อง ได้แก่คดีฟอกเงินทุจริตกองทุนของสำนักงานส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) คดีฟอกเงินจากการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี คดีฉ้อโกงขายเครื่องอัลฟ่า 6 ให้สรรพาวุธทหาร และสหกรณ์เชนลิสซิ่ง ฉ้อโกงประชาชนและหลีกเลี่ยงภาษี.



