
แม่ทัพภาคที่4:เราเริ่มมองเห็น"เส้นชัย"แล้ว
สถานการณ์ความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงคุกรุ่น และปะทุอย่างรุนแรงขึ้นเป็นระยะมานานกว่า 5 ปีแล้ว จนมองไม่เห็นแสงสว่างตรงปลายอุโมงค์ว่า คนที่นั่นจะพบกับสันติสุขได้อย่างไร
แต่ในมุมมองของ พล.ท.พิเชษฐ์ วิสัยจร แม่ทัพภาคที่ 4 ผู้ที่มุ่งมั่นใช้โครงการ "เศรษฐกิจพอเพียง" ดับไฟใต้ กลับมองว่า สถานการณ์ความรุนแรงมีอัตราที่น้อยลง เพราะชาวบ้านยอมรับทหารมากขึ้น และเริ่มที่จะมองเห็นเส้นชัยบ้างแล้ว
พล.ท.พิเชษฐ์ เปิดเผยว่า สถานการณ์ 3 จังหวัดชายแดนใต้ดีขึ้นกว่า 2 ปีที่แล้วมาก เพราะถ้านับภารกิจของทหารกว่า 3 หมื่นนาย ซึ่งใน 1 วันมีมากถึง 2,600 ภารกิจ วันหนึ่งหากเกิดเหตุการณ์ความรุนแรง 2-3 เหตุการณ์ ถ้านับเป็นสัดส่วนถือว่าน้อยมาก แต่ก็ยอมรับว่าในช่วงรอมฎอนเกิดเหตุรุนแรงติดต่อกันหลายครั้ง ซึ่งทางการข่าวเราก็พอทราบอยู่แล้ว แต่ก็อาจเล็ดลอดสายตาไปบ้าง
"ทุกครั้งที่เกิดเหตุความรุนแรงผมจะไม่ติดตามข่าวเลย เพราะรู้ว่าจะต้องโดนด่า โทรศัพท์ที่ไม่ได้บันทึกรายชื่อไว้ เพราะครั้งหนึ่งกำลังประชุมอยู่มีโทรศัพท์เข้ามาด่า ผมรู้สึกอายเขา บางครั้งก็รู้สึกกดดันเหมือนกัน เพราะพยายามทำดีที่สุดแล้ว ทุกวันนี้ผมก็ไม่กล้าต่อว่าลูกน้อง กลัวลูกน้องเสียกำลังใจ ผมรู้ว่าเขาทำงานหนัก ทุกคนอุทิศตัวเพื่อปกป้องประเทศ ตรงกันข้าม ผมจะให้กำลังใจเขา พูดคุยกับเขาถึงสิ่งที่เกิดขึ้นว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร แล้วนั่งคิดหาทางออกร่วมกัน ผมจะว่าเขาได้ยังไง ทหารมี 3 หมื่นคน ต้องดูแลหมู่บ้าน 2,000 หมู่บ้าน เท่ากับ 1 หมู่บ้าน ใช้ทหาร 15 คน แค่ปิดทางเข้าออกก็หมดแล้ว ผมกลัวจะไม่มีคนทำงานให้"
ทั้งนี้ จากข้อมูลของกองทัพทำให้ พล.ท.พิเชษฐ์ มั่นใจว่า สาเหตุไม่ได้เกิดมาจากปัญหาความมั่นคงทั้งหมด แต่มีปัญหาอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง แต่มีคนพยายามเชื่อมโยง เพราะเงื่อนไขที่รัฐบาลยินดีจ่ายค่าชดเชยให้แก่ผู้เสียชีวิตจากเหตุความรุนแรงถึง 5 แสนบาท ดังนั้น ญาติพี่น้องของผู้เสียชีวิตบางส่วนจะพยายามบอกว่า สาเหตุการเสียชีวิตมาจากความไม่สงบ ทั้งที่อาจไม่ใช่ โดยเฉพาะช่วงนี้มีการเลือกตั้ง อบต.ก็จะมีผู้สมัครและหัวคะแนนโดนยิงด้วย เป็นต้น
ส่วนข้อมูลของกองทัพพบว่า จริงๆ เหตุการณ์ที่เกิดจากปัญหาความมั่นคงมี 30% ปัญหายาเสพติดอีก 30% ส่วนที่เหลืออีก 40% เป็นปัญหาอื่นๆ
พล.ท.พิเชษฐ์ กล่าวด้วยว่า หลังจากเอาแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นแนวทางพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาใช้กับชาวบ้านแล้วเห็นผล ชาวบ้านเริ่มยอมรับ เพราะเขามีรายได้ มีเพียงช่วงแรกเท่านั้นที่ถูกต่อต้าน เพราะเขาไม่เชื่อว่าจะมีประโยชน์กับเขา และไม่ไว้ใจทหาร เพราะถูกเพาะบ่มทางจิตใจมายาวนาน แต่พอผ่านไปได้ระยะหนึ่งเขาก็เข้าใจว่า สิ่งที่เราหยิบยื่นให้เกิดประโยชน์ต่อตัวเขาจริง
ทุกวันนี้การหาข่าวจากชาวบ้านทำได้ง่ายมาก สามารถนั่งคุยได้เป็นวันๆ เรื่องปลาในบ่อ พืชผักในแปลง ต่างกับเมื่อก่อนที่ทหารที่ไปหาข่าวไม่มีอะไรพูดคุยกับเขาเลย ซึ่งตรงนี้เป็นตัวเชื่อมความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นมา
"ปกติทหารจะมีวงรอบประจำการแต่ละแห่งประมาณ 2 ปี เมื่อมีทหารมาประจำการใหม่ก็ต้องใช้เวลาระยะหนึ่งกว่าจะสร้างความมั่นใจให้แก่ชาวบ้าน จึงเกิดความไม่ต่อเนื่องในการทำงานตามนโยบายที่ทำอยู่ เราจึงพยายามแก้ปัญหาโดยการสับเปลี่ยนกำลังจะไม่ทำทันทีทั้งชุด แต่จะทยอยทีละส่วน เช่น หน่วยใหม่เข้ามา 1 ส่วน หน่วยเก่าย้ายกลับ 1 ส่วน เพื่อสร้างความคุ้นเคย และเรียนรู้งานในพื้นที่ ส่วนตัวผมจากเดิมที่ต้องย้ายไปที่อื่นก็อยู่ต่ออีก 1 ปี เพื่อสานงานต่อ ซึ่งในปีนี้จะเน้นย้ำเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วย"
พล.ท.พิเชษฐ์ มองว่า แนวโน้มสถานการณ์ในอนาคตคาดการณ์ว่า กลุ่มก่อความไม่สงบพยายามหาโอกาสก่อเหตุอย่างต่อเนื่อง แต่ปัจจุบันโอกาสของเขาน้อยลง ซึ่งจะทำให้การลงมือมีความแนบเนียนและรุนแรงยิ่งขึ้น โดยจะมีการแบ่งงานกันทำกันชัดเจน มีการวางแผนมากยิ่งขึ้น ส่วนด้านกำลังพลในพื้นที่ยังมีขวัญและกำลังใจที่เข้มแข็ง ทุกคนปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเต็มใจ โดยมีเป้าหมายเพื่อต้องการให้ผืนแผ่นดินไทยสงบร่มเย็น แม้หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล แต่เราก็เห็นเส้นชัยอยู่ข้างหน้าแล้ว
เรื่อง : ไชยฤทธิ์ เสนาะวาที
ภาพ :วัชรชัย คล้ายพงษ์



