
ไทยกับพันธกรณีลด"โลกร้อน"ไนตรัสออกไซด์...ก๊าซโลกร้อนพิษ 300 เท่า
ปัญหา "โลกร้อน" สำหรับคนไทยดูเหมือนจะไม่ใช่แค่ปิดไฟ ใช้ถุงผ้า ไม่เอาถุงพลาสติก อีกต่อไป เพราะกลุ่มตัวแทนนานาชาติกำลังกำหนดกติกาใหม่ ซึ่งประเทศไทยอาจโดนบังคับให้ลดก๊าซเรือนกระจกด้วย
ถ้าไม่ปฏิบัติตามจะถูกลงโทษด้วยการปรับเงินหรือแซงชั่นด้วยวิธีต่างๆ การประชุมโลกร้อนของกลุ่มเจรจาย่อยเฉพาะกิจ AWG-LCA ครั้งที่ 7 และ AWG-KP ครั้งที่ 9 หรือ Bangkok Climate Change Talks 2009 ที่จะมีขึ้นในกรุงเทพฯ ในวันที่ 28 กันยายน-9 ตุลาคม 2552 หลายฝ่ายจึงเฝ้าสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิดว่าไทยจะมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง
"AWG-LCA" มีชื่อเรียกเต็มๆ ว่า คณะทำงานเฉพาะกิจด้านความร่วมมือระยะยาว ภายใต้อนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Ad Hoc Working Group on Long-term Cooperation Action under the Convention : AWG-LCA)
ส่วนชื่อเต็มของ "AWG-KP" คือ คณะทำงานเฉพาะกิจกำหนดพันธกรณีลดก๊าซเรือนกระจกสำหรับประเทศในภาคผนวกที่ 1 ภายใต้พิธีสารเกียวโต (Ad Hoc Working Group on Further Commitment for Annex I Parties under the Kyoto Protocol : AWG-KP)
"นิศากร โฆษิตรัตน์" เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) หน่วยงานที่รับผิดชอบการจัดประชุม ให้ข้อมูลว่า การเจรจาครั้งนี้จะกำหนดท่าทีของไทยและอาเซียน เพื่อเสนอต่อ "งานประชุมภาวะโลกร้อน" ประเทศเดนมาร์กปลายปีนี้ ประเด็นสำคัญคือพันธกรณีในการลดก๊าซเรือนกระจก การช่วยเหลือทางการเงิน และการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ประเทศกำลังพัฒนา สามารถช่วยลดโลกร้อนได้มากกว่าที่ผ่านมา
"ปัจจุบันไทยยังไม่อยู่ในกลุ่มประเทศที่ถูกบังคับให้ลดก๊าซเรือนกระจกตามพิธีสารเกียวโต แต่ในอีก 3 ปีข้างหน้าหรือในปี 2555 พิธีสารเกียวโตจะสิ้นสุดลง ตอนนั้นจะมีการกำหนดกติกาใหม่ ซึ่งไทยอาจถูกขึ้นบัญชีบังคับให้ลดก๊าซเรือนกระจกได้ เพราะฉะนั้นการเจรจาครั้งนี้เราจะย้ำจุดยืนว่า ควรบังคับให้ประเทศที่พัฒนาแล้วลดก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง ยังไม่ต้องเปลี่ยนเงื่อนไขใหม่ ควรยึดตามพิธีสารเกียวโต คือ ให้ลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้เท่ากับปี 1990 ที่กำหนดให้อุณหภูมิสูงขึ้นไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส ส่วนประเทศเกษตรกรรมอย่างไทยก็ต้องศึกษาวิจัยอย่างจริงจังว่า ภาคการเกษตรจะช่วยลดโลกร้อนได้อย่างไร"
ทำไมประเทศไทยต้องไปยุ่งกับการลดก๊าซเรือนกระจก...สืบเนื่องจากข้อมูลของสถาบันทรัพยากรโลก (World Resources Institute :WRI) ปี 2005 ระบุว่า ประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นอันดับ 1 ของโลกคือจีน รองลงมาคืออเมริกาและยุโรป ส่วนประเทศไทยเป็นอันดับที่ 24 แม้ว่าตัวเลขอันดับในปัจจุบันจะไม่สูงมากนัก แต่คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change : IPCC) คาดการณ์ว่าในอีก 10 ปีข้างหน้าหรือปี 2020 ไทยจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มจากปีละกว่า 300 ล้านตันเป็นเกือบ 600 ล้านตัน ทำให้พุ่งขึ้นเป็นอันดับ 8 ของโลก
มูลเหตุที่ทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกในไทยมากที่สุดคือ การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากภาคพลังงาน คิดเป็นร้อยละ 56 รองลงมาคือภาคการเกษตรร้อยละ 24 หลายคนรู้ว่าการใช้ไฟฟ้า หรือการใช้รถยนต์บนท้องถนนเป็นการปล่อยมลพิษทำให้โลกร้อน แต่ส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจว่า ตาสีตาสาในทุ่งนาทำให้เกิดโลกร้อนได้อย่างไร ?
ดร.ภัทรา เพ่งธรรมกีรติ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม ม.เกษตรศาสตร์ อธิบายว่า ชาวไร่ชาวนาจากทั่วโลกมักปล่อยก๊าซพิษร้ายแรง 2 ชนิดให้สิ่งแวดล้อมโดยไม่รู้ตัว คือ "มีเทน" กับ "ไนตรัสออกไซด์" ซึ่งเกิดระหว่างการเผาเศษซากพืช เผาซังข้าว การใส่ปุ๋ย หรือการจัดการมูลสัตว์ โดยก๊าซมีเทนทำให้โลกร้อนสูงกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 21 เท่า ส่วนไนตรัสออกไซด์นั้นมากถึง 300 เท่า ก๊าซอันตรายตัวหลังนี้มักเกิดขึ้นระหว่างชาวนาพรวนดินใส่ปุ๋ยไนโตรเจน จะทำให้เกิดเป็นก๊าซไนตรัสออกไซด์ ที่ไม่มีกลิ่นไม่มีสี หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า "แก๊สหัวเราะ"
"การเผาเศษหญ้าหรือซากพืชในภาคเกษตรกร ส่วนใหญ่จะเป็นการเผาไหม้แบบไม่สมบูรณ์ เพราะเผากลางแจ้ง ไม่ได้มีเตาเผาควบคุมมลพิษ นอกจากนี้ยังไม่นิยมปลูกพืชคลุมดิน เพื่อดูดซับหรือกักเก็บคาร์บอนฯ ขณะนี้หน่วยงานในกระทรวงเกษตรฯ พยายามป้องกันและแก้ไขปัญหาแล้ว เช่น ถ่ายทอดเทคโนโลยีช่วยเผาเศษพืช หรือแนะนำให้เปลี่ยนจากไฟเผามาเป็นการไถกลบตอซัง หรือไม่ให้ขังน้ำในนาข้าวนานเกินไป ชักชวนปลูกพืชตระกูลถั่วคลุมหน้าดิน ฯลฯ ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าเกษตรกรไทยปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์ออกมาสู่ธรรมชาติปีละเท่าไร เพราะวิธีการเก็บข้อมูลยังไม่ได้มาตรฐาน ต้องยอมรับว่าภาคเกษตรมีส่วนร่วมในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ดังนั้น ควรศึกษาวิจัยเรื่องนี้มากขึ้น และภาครัฐต้องทำเป็นนโยบาย มีการให้ความรู้เกษตรกร เพื่อให้ทุกคนได้มีส่วนช่วยกันลดภาวะโลกร้อน"
ด้าน "ธารา บัวคำศรี" ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มองว่า รัฐบาลไทยต้องมีนโยบายชัดเจนในการลดก๊าซเรือนกระจก เพียงแค่รณรงค์ปิดไฟใช้ถุงผ้ายังไม่เพียงพอ ต้องดูแลเรื่องการขนส่งและด้านพลังงาน เช่น ออกกฎหมายบังคับใช้พลังงานหมุนเวียน ออกกฎหมายควบคุมโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ฯลฯ
"ส่วนเรื่องภาคเกษตรกรรมหลายคนเข้าใจผิดว่า ชาวไร่ชาวนาที่ปลูกข้าวแล้วเผาเศษพืชเป็นตัวการปล่อยก๊าซมีเทนหรือก๊าซพิษอื่นๆ ทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจก ข้อเท็จจริงคือกลุ่มอุตสาหกรรมการเกษตรขนาดใหญ่ ที่ปลูกพืชเชิงเดี่ยวในพื้นที่กว้างใหญ่ มีการใช้สารเคมีและปุ๋ยจำนวนมหาศาลต่างหาก คือสาเหตุสำคัญทำให้เกิดภาวะโลกร้อน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีมาตรการชัดเจนว่า จะควบคุมดูแลการทำธุรกิจเกษตรขนาดใหญ่แบบนี้อย่างไร"



