
ประวัติศาสตร์แห่งปลายด้ามขวาน (5) : เงื่อนไขประชาชาติ
ปัญหาการก่อการร้ายในจังหวัดชายแดนภาคใต้มีส่วนคล้ายคลึงกับปัญหาของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในอดีตในหลายมิติด้วยกัน ดังนี้
1.ทัศนคติของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานต่อผู้ก่อการร้ายในอดีตก่อนที่จะใช้นโยบาย “การเมืองนำการทหาร” ตาม “คำสั่ง 66/23" เมื่อ พ.ศ.2523 นั้น ทางราชการโดยเฉพาะฝ่ายทหารที่เป็นแกนหลักในการปราบปราม มองว่า ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์แม้จะได้ชื่อว่าเป็น “คนไทย” แต่ก็รับแผนจากคอมมิวนิสต์ต่างชาติเพื่อยึดครองประเทศไทย จึงจัดเป็น “คนขายชาติ” ทัศนะพื้นฐานเช่นนี้ไม่แตกต่างกับการมองผู้นับถือศาสนาอิสลามใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ในยุคนั้นว่าเป็น “แขก” คือเป็น คนต่างชาติ นั่นเอง ทำให้วิธีการจัดการกับปัญหาทั้งสองนี้ไม่แตกต่างกัน นอกจากนั้นยังไม่ยอมรับว่าการเคลื่อนไหวทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องของการต่อสู้ทางการเมืองชนิดหนึ่ง โดยมองแต่เพียงการใช้อาวุธว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายในลักษณะ “อาชญากรรม” จึงนำไปสู่การปฏิบัติการที่รุนแรง “สืบให้ทราบ-ค้นให้พบ-ฆ่าให้เรียบ” เหมือนกับที่ใช้กับโจรผู้ร้ายทั่วไป หลายครั้งมีการกระทำที่รุนแรงและทารุณโหดร้ายกว่าโจรผู้ร้ายทั่วไปเสียอีก เนื่องจากไม่คิดว่าคนเหล่านี้เป็น “คนไทย” อีกต่อไป
ผลเสียของการปฏิบัติเหล่านี้จึงนำไปสู่ “ตายสิบเกิดแสน” และ “ยิ่งปราบยิ่งมาก ยิ่งตียิ่งโต” ทั้งฝ่ายพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย และขบวนการโจรก่อการร้ายในที่สุด
2.เงื่อนไขจากข้าราชการ ผู้ที่ทำให้ปัญหาความรุนแรงทั้งสองกรณีขยายตัวมากยิ่งขึ้นส่วนหนึ่งคือตัวข้าราชการของรัฐเอง เนื่องจากในอดีต ความเจริญของประเทศรวมศูนย์อยู่ที่กรุงเทพฯ และหัวเมืองใหญ่บางแห่งเท่านั้น การลงโทษข้าราชการวิธีหนึ่งในยุคนั้นคือการโยกย้ายให้ไปประจำยังท้องถิ่นทุรกันดาร ซึ่งผลที่ตามมาคือข้าราชการจำนวนไม่น้อยที่มีพฤติการณ์ทุจริตประพฤติมิชอบเหล่านี้กลับถือเป็นโอกาสที่จะเอาเปรียบข่มเหงรังแกราษฎรและหาผลประโยชน์เข้าตัวเองมากยิ่งขึ้นไปอีก กลายเป็นเงื่อนไขที่เอื้อต่อฝ่ายก่อการร้ายในการสร้างความชอบธรรมให้แก่การเคลื่อนไหวของตนที่มี “งานการเมือง” เป็นเครื่องมือหลัก ทำให้ประชาชนหันมาให้ความร่วมมือทั้งทางตรงและทางอ้อมกับผู้ก่อการร้าย สถานการณ์ความรุนแรงในชนบทจึงเพิ่มความรุนแรงขึ้นตลอดเวลา
ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชนบทที่เพิ่มมากขึ้นตามลำดับจากเงื่อนไขดังกล่าว ยิ่งสร้างความเข้าใจที่ผิดพลาดในราชการส่วนกลางให้มากยิ่งขึ้นไปอีก ส่งผลให้การกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ในการปราบปรามการก่อการร้ายทั้งในส่วนของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยและขบวนการโจรก่อการร้ายในจังหวัดชายแดนภาคใต้ผิดพลาดมากยิ่งขึ้น ด้วยการมุ่งใช้กำลังกวาดล้างอย่างหนัก อันมีสาเหตุหลักดั้งเดิมมาจากการไม่ยอมรับว่า ผู้ที่เข้าร่วมกับการก่อการร้ายเป็นคนไทยด้วยกันนั่นเอง
3.เงื่อนไขประชาชาติและเงื่อนไขประชาธิปไตย จากปัญหาทั้งสองประการข้างต้น จึงนำไปสู่เงื่อนไขที่นำไปสู่ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่คล้ายคลึงกับปัญหาคอมมิวนิสต์ไทย ได้แก่ เงื่อนไขประชาธิปไตย ที่ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ได้รับความเป็นธรรมทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม กับ เงื่อนไขประชาชาติ ที่ทางราชการปฏิบัติต่อประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้แตกต่างไปจากประชาชนทั่วไปของประเทศ ราวกับเป็นประเทศราช ด้วยจิตสำนึกเรื่อง “แขก” ดังที่กล่าวมาแล้ว
ด้วยเงื่อนไขเหล่านี้ ความรุนแรงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ในอดีตจึงทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะควบคู่ไปกับความรุนแรงจากขบวนการคอมมิวนิสต์ไทย
มีข้อสังเกตที่สำคัญประการหนึ่งคือ ขณะที่ฝ่ายคอมมิวนิสต์ไทยไม่ประสบความสำเร็จในการชูเงื่อนไขประชาชาติว่าไทยถูกอเมริกายึดครอง แต่สำหรับสถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น เงื่อนไขประชาชาติ กลับมีรูปธรรมที่ชัดเจนกว่า
อันเป็นเงื่อนไขสำคัญของการก่อการร้ายในจังหวัดชายแดนใต้ปัจจุบันนี้
พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์



