
การเดินทางของความคิด
วันก่อนผมไปร่วมวงสนทนากับ ท่าน ว.วชิรเมธี คุณนิรุตติ์ ศิริจรรยา และคุณสรรเสริญ ปัญญาธิวงศ์ ในงานเปิดตัวหนังสือ การเดินทางของความคิด ซึ่งรวบรวมเนื้อหาสาระในเรื่องสัจธรรมของชีวิต จากรายการชื่อเดียวกัน ที่ออกอากาศทาง เอฟเอ็ม 96.5 อสมท ในการสนทนาได้พูดคุยกั
ตอนหนึ่ง ท่าน ว.วชิรเมธี ได้เล่าให้ฟังถึงเรื่องทหารพรานคนหนึ่งเก็บเงินของลูกศิษย์ท่านที่ทำหล่นจำนวน 3 หมื่นบาทได้ และส่งคืนผู้เป็นเจ้าของอย่างครบถ้วน ที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้นก็คือ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ทหารพรานผู้นั้นทำ ก่อนหน้านี้เขาก็เคยเก็บเงินได้ถึง 3 แสนบาท และส่งคืนเจ้าของมาแล้วเช่นกัน เมื่อท่าน ว.สอบถามว่าทำไมเขาถึงไม่เก็บเงินเอาไว้เอง ทั้งที่ไม่ใช่คนที่มีฐานะดีแต่อย่างใด ทหารพรานผู้นั้นก็ให้คำตอบว่า ถ้าเอาเงินที่เก็บได้มาใช้ เขาอาจจะอิ่มท้อง แต่นอนหลับไม่เป็นสุข
คุณนิรุตติ์ ได้เสริมว่าสิ่งที่ทหารพรานผู้นั้นกล่าวเป็นความเชื่อในทางที่ดี อย่างหนึ่ง เพราะบางคนหากเก็บเงินได้ก็อาจจะเชื่อไปอีกทางหนึ่งว่าเป็นลาภลอย และนำเงินไปใช้จ่ายซื้อข้าวของให้ตัวเองและลูกเมีย
ผมเห็นด้วยเป็นอย่างมากกับคุณนิรุตติ์ ในเรื่องของความเชื่อดังกล่าว และคิดว่าเราน่าจะมีการส่งเสริมความเชื่อที่ดีๆ ทำนองนี้ ให้กลายเป็นค่านิยมของสังคม รวมทั้งต้องมีความเชื่อว่าการทำความดีนั้นไม่จำต้องหวังผลตอบแทน และสามารถทำสิ่งดีๆ ได้แม้จะไม่มีใครเห็นในสิ่งที่เราทำก็ตาม
คุณสรรเสริญ ตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดเรื่องดีๆ จึงมักไม่ค่อยจะเป็นข่าว หรือมีคนจดจำ คุณนิรุตติ์โยนคำถามกลับไปว่า แล้วคุณสรรเสริญเองจดจำเรื่องราวของความรักหรือการอกหักได้ขึ้นใจกว่ากัน ทั้งๆ ที่อาจจะมีความรักมาตั้งหลายปี แต่อกหักแค่ครั้งเดียว สิ่งที่ผมชอบมากๆ คือที่คุณนิรุตติ์พูดถึง แม่ ที่ให้กำเนิดและเลี้ยงดูเรามาตั้งแต่อยู่ในครรภ์จนเติบใหญ่ แต่เรามักไม่ค่อยนึกถึงความดีของแม่ และมักจะคิดว่าเป็นหน้าที่ของคนที่เป็นแม่ แต่วันใดที่แม่ไม่ได้อยู่ในโลกแล้ว เราถึงจะนึกถึงแม่ คุณนิรุตติ์บอกด้วยว่า ทารกทุกคนเมื่อคลอดจากท้องแม่จะร้องไห้จ้า และเป็นเสียงร้องแบบเดียวกันทุกชนชาติ แต่ที่ร้องไห้ไม่ใช่เพราะสงสารแม่ที่เจ็บปวดในการคลอดตนออกมา หากแต่เป็นเพราะทารกเหล่านั้นสัมผัสอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงภายนอก และรู้สึกไม่สบายเหมือนตอนที่อยู่ในท้องแม่
ท่าน ว.วชิรเมธี ได้พูดถึงเรื่องความเชื่อต่อไปว่า ก่อนจะเชื่อในเรื่องอะไร จะต้องรับข้อมูลข่าวสารจากหลายๆ ทาง และนำมาพินิจพิเคราะห์ ไม่ใช่ด่วนเชื่ออะไรง่ายๆ หรือเชื่อตามคำพูดของคนอื่น ต้องมีความคิดของตัวเอง และคิดต่อไปให้มากขึ้นด้วย ท่าน ว. ยังกล่าวว่า ทางพุทธศาสนาจำแนกมนุษย์ไว้หลายระดับ และมนุษย์สามารถมีวิวัฒนาการที่สูงขึ้นไปได้เรื่อยๆ ด้วยการฝึก การฝน และการฝืน การฝึกคือฝึกหัดตนเอง การฝนคือทำสิ่งที่ฝึกแล้วให้มีความแหลมคม และการฝืนคือต้องฝืนใจตนเองไม่ทำในสิ่งที่ไม่ดีไม่งาม
คุณสรรเสริญได้ถามผมคำถามหนึ่งเกี่ยวกับหนังสือ “เวลาในขวดแก้ว” ว่า 25 ปีที่ผ่านมาสังคมไทยมีความเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยเพียงไร ซึ่งผมได้ตอบว่า ทุกอย่างเหมือนถูกเก็บไว้ในขวดแก้ว แถมเป็นขวดแก้วที่แช่แข็งอีกต่างหาก คือแทบไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลย ปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องครอบครัว เรื่องความรัก เรื่องการศึกษา เรื่องยาเสพติด เรื่องเพศสัมพันธ์ หรือความขัดแย้งทางการเมือง ก็ยังดำรงคงอยู่เช่นเดิม จะเปลี่ยนไปบ้างก็เพียงแต่รายละเอียดบางอย่างเท่านั้น
แต่ที่ผมไม่ได้พูดต่อ เพราะเกรงใจท่าน ว.วชิรเมธี ก็คือ สิ่งที่แตกต่างของวัยรุ่นวันนี้กับวัยรุ่นสมัยเมื่อ 25 ปีที่แล้ว ก็คือสมัยนั้นไม่มีคลิปนักเรียนหญิงตบตีกันเพราะแย่งผู้ชายหรอกครับ



