ข่าว

"ดีเอสไอ-ป่าไม้"เร่งเคลียร์บริษัทขุดน้ำมันรุกป่า

"ดีเอสไอ-ป่าไม้"เร่งเคลียร์บริษัทขุดน้ำมันรุกป่า

09 พ.ย. 2560

"ดีเอสไอ"ประสาน"กรมป่าไม้"เคลียร์ปัญหาพื้นที่สัมปทานขุดเจาะน้ำมันในเขตสปก.หลังตรวจแนวเขตพบทับซ้อนเขตป่าไม้ ก่อนแจ้งข้อหาบุกรุกป่าเพชรบูรณ์ 7 ไร่

             9 พ.ย.60 พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) เปิดเผยความคืบหน้ากรณีบริษัทอีโค่ โอเรียนท์ รีซอสเซส (ประเทศไทย) จำกัด.ซึ่งได้รับสัมปทานปิโตรเลียม ในเขตพื้นที่อ.วิเชียรบุรี และอ.ศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์ ตั้งแต่ปี 2555 แต่มีปัญหาบุกรุกป่าว่า ขณะนี้ดีเอสไอและกรมป่าไม้ ได้หารือในประเด็นข้อขัดแย้ง เพื่อให้ได้ข้อยุติ เนื่องจากเห็นว่าพื้นที่สัมปทานที่บริษัทอีโค่ฯ เข้าใช้ประโยชน์ มีปัญหาทับซ้อนกับพื้นที่ป่าไม้จริง เนื้อที่จำนวน 7 ไร่ ดีเอสไอจึงได้แจ้งข้อกล่าวหากับบริษัทอีโค่ฯ ในข้อหาบุกรุกพื้นที่ป่าไม้ แต่ในส่วนที่มีการผลิตน้ำมันดิบในพื้นที่ดังกล่าว ข้อเท็จจริงทราบว่าพื้นที่ของกรมป่าไม้ทับซ้อนกับพื้นที่ส.ป.ก. โดยบริษัทอีโค่ฯ ได้ขออนุญาตใช้พื้นที่ส.ป.ก. เพื่อการสำรวจแหล่งน้ำมันดิบ แต่ไม่ได้ขอผลิตน้ำมัน 

            พ.ต.ท.ประวุธ กล่าวอีกว่า ต่อมาบริษัทอีโค่ฯ ได้ขออนุญาตจากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติทำการสำรวจและผลิตน้ำมัน เพื่อส่งน้ำมันดิบให้กับบริษัทน้ำมันแห่งหนึ่ง ซึ่งการกระทำดังกล่าวผิดจากวัตถุประสงค์ในการขออนุญาต เนื่องจากมีการเจาะและสูบน้ำมันเพื่อการผลิต แต่ในส่วนนี้ดีเอสไอจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง เพราะศาลฎีกาเคยมีคำพิพากษาระบุชัดเจนว่าทรัพย์สินที่อยู่ในดินทราย ถือเป็นทรัพย์ที่ไม่มีเจ้าของ จึงไม่มีผู้เสียหาย และการขุดเจาะรวมถึงการสำรวจเป็นเรื่องที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติในฐานะผู้ออกใบอนุญาต ตามพ.ร.บ.ปิโตเลียม

            อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้บริษัทอีโค่ฯ ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลประกาศใช้มาตรา 44 เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว เนื่องจากที่ผ่านมา มาตรา 44 กำหนดการใช้พื้นที่สัมปทานที่ทับซ้อนกับที่ดินสปก.เท่านั้น แต่ไม่ได้ระบุถึงพื้นที่สปก.ที่ทับซ้อนกับเขตป่าไม้ด้วย. สำหรับบริษัทผู้รับสัมปทานปิโตรเลียมที่เข้าไปดำเนินการในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการขออนุญาตเข้าใช้ประโยชน์ที่ดินในเขตพื้นที่ ส.ป.ก.โดยทับซ้อนกับพื้นที่ป่าไม้ มีจำนวนทั้งสิ้น 7 บริษัท ประกอบด้วย 1. บริษัท ปตท.สผ.สยาม จำกัด แปลงสัมปทานในพื้นที่ จ.กำแพงเพชร จ.พิษณุโลก จ.สุโขทัย จ.อุตรดิตถ์ จ.พิจิตร 2.บริษัท ซีเอ็นพีซีเอชเค (ไทยแลนด์) จำกัด แปลงสัมปทานในพื้นที่ จ.กำแพงเพชร จ.สุโขทัย 3.บริษัท อีโค่ โอเรียนท์ รีซอสเซส (ประเทศไทย) จำกัด แปลงสัมปทานพื้นที่ จ.เพชรบูรณ์

            4.บริษัท พีทีทีอีพี เอสพี ลิมิเต็ด แปลงสัมปทานพื้นที่ จ.ขอนแก่น จ.อุดรธานี 5.บริษัท อพิโก้ (โคราช) จำกัด แปลงสัมปทานพื้นที่ จ.ขอนแก่น จ.อุดรธานี จ.กาฬสินธุ์ 6.บริษัท ทวินซ่า ออยล์ ลิมิเต็ต แปลงสัมปทานพื้นที่ จ.พิษณุโลก และ 7.บริษัท ย่านฉาง ปิโตรเลียม (ไทยแลนด์) จำกัด แปลงสัมปทานพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ ซึ่งศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 1 มิ.ย.ที่ผ่านมา ให้เพิกถอนระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เรื่องการให้ความยินยอมในการนำทรัพยากรธรรมชาติในเขตปฏิรูปที่ดินไปใช้ประโยชน์แล้ว