ข่าว

ยุติธรรมภิวัฒน์

ยุติธรรมภิวัฒน์

28 ก.ย. 2552

การตัดสินคดีทุจริตกล้ายางเกี่ยวโยงกับนักการเมือง ข้าราชการประจำ และนักธุรกิจภาคเอกชน ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่หลากหลายมิติในการพิจารณคดี แม้การตัดสินของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาสำหรับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะยกฟ้องจำเลยทั้ง 44 คนก็ตาม

แต่ยังสร้างเงื่อนงำ ความสงสัยต่อสังคมในหลายประเด็น นำไปสู่การถกเถียงในทั้งแง่วิชาการและความเหมาะสมของบุคคลในกระบวนการยุติธรรม หรือแม้กระทั่งประธานศาลฎีกามีคำสั่งให้สอบว่ามีปัญหาเกี่ยวกับการรั่วไหลของคำพิพากษาหรือไม่

 ความพิสดารประการหนึ่งคือ อัยการ ซึ่งเป็นทนายของแผ่นดิน รับเป็นพยานฝ่ายจำเลยในการแก้ต่างในศาล ให้การเป็นคุณแก่กลุ่มบุคคลซึ่งอยู่ตรงข้ามกับรัฐ อัยการเป็นบุคคลของรัฐ กินเงินเดือนจากภาษีของประชาชน ย่อมมีหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของรัฐ ดังนั้นการยินยอมไปยืนอยู่ข้างจำเลยย่อมนำไปสู่ความสงสัยว่ามีผลประโยชน์อย่างใด เหนือกว่าการทำหน้าที่ของตัวเองในสภาพของเจ้าหน้าที่รัฐ

 การที่จำเลยอ้างเจ้าหน้าที่อัยการ ซึ่งดำรงตำแหน่งระดับสูงไปเป็นพยาน น่าจะอนุมานได้ว่ามีข้อตกลงบางประการ และจำเลยรู้ว่าพยานผู้นั้นจะให้การเป็นประโยชน์ต่อตัวเอง และเป็นปฏิปักษ์ต่อผลประโยชน์ของรัฐ ทำให้สังคมมีสิทธิตั้งคำถามว่าถ้ามีผลประโยชน์ระหว่างจำเลยกับพยานนั้น เป็นอะไร เพราะย่อมไม่มีใครเหนื่อยเปล่า เป็นธุระให้ เมื่อต้องเสี่ยงกับข้อครหาต่างๆ รวมทั้งความควรหรือไม่ควร

 นอกจากไม่ทำหน้าที่ฟ้องคดี หลังจากมีการท้วงติงว่าหลักฐานไม่สมบูรณ์แล้ว เมื่อศาลยกฟ้องจำเลย ก็มีตัวแทนสำนักงานอัยการสูงสุดออกมาแถลงข่าวในเชิงลบต่อ คตส. ในลักษณะยกตนข่มท่าน ทำให้สังคมวิจารณ์บทบาทของอัยการ ส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือต่อองค์กร และอัยการคนอื่นๆ ซึ่งไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับบทบาทพยาน แต่ยังต้องตากหน้ารับความเสียหายทำนองปลาตายตัวเดียวส่งกลิ่นเน่าทั้งข้อง

 นอกจากนั้น อัยการดำรงตำแหน่งระดับสูงบางนายมีคดี แต่ยังดำรงตำแหน่ง ถูกมองว่ายังคงมีอิทธิพลเหนือองค์กร ในด้านให้คุณให้โทษต่อผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา โดยหลักปฏิบัติของสังคมกระบวนการยุติธรรม ถ้าเกิดความมัวหมอง ย่อมลาออก หรือหยุดปฏิบัติหน้าที่เพื่อความโปร่งใสในคดี และดำรงความน่าเชื่อถือในกระบวนการยุติธรรมขั้นกลาง คือ อัยการ

 กระบวนการยุติธรรมต้องได้รับความน่าเชื่อถือทุกระดับเพื่อจรรโลงความเที่ยงธรรมในสังคม หากไม่สามารถเป็นที่ไว้วางใจ หรือเป็นที่พึ่งได้แล้ว เท่ากับบ้านเมืองเป็นสังคมไร้ขื่อแป บุคคลจะไม่เชื่อมั่นในระบบ ไม่เคารพกลไกการรักษากฎหมาย และจะแสวงหาความยุติธรรมซึ่งคนดีต้องได้รับการปกป้องคุ้มครอง ผู้กระทำความผิดต้องได้รับโทษ ดังนั้นการพิจารณาดำเนินคดีในกระบวนการขั้นตำรวจ อัยการ และศาล ต้องปราศจากเงื่อนงำ ความน่าสงสัย เริ่มต้นจากการสอบสวน การสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง รวมทั้งการพิจารณาจากหลักฐานของโจทก์และจำเลย มีความโปร่งใส เพื่อเป็นหลักของความยุติธรรมในสังคม