
"บิ๊กตู่"ยิง6คำถามชูเป้า "ต้องมีพรรคทางเลือกหรือไม่?"
“บิ๊กตู่”ฝากเพิ่ม 6 คำถามถึงประชาชน จำเป็นต้องมีพรรคใหม่และคสช.จะหนุนพรรคใดเป็นสิทธิใช่หรือไม่ ด้าน2พรรคใหญ่ซัดเอาเปรียบทางการเมือง สะท้อนอยากอยู่ต่อ
การเมืองเพิ่มความร้อนแรงขึ้นเป็นลำดับหลังมีกระแสข่าวอดีตนายทหารและสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติไปจัดตั้งพรรคการเมืองเพื่อรองรับทหาร ขณะที่นายกรัฐมนตรีออกมาตั้งคำถามถึงประชาชนอีกครั้ง โดยเนื้อหาระบุถึงท่าทีของคสช.และพรรคการเมืองทางเลือกใหม่ด้วย
เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปเพื่อรองรับการปรับเปลี่ยนตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ครั้งที่ 1/2560 ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล ว่า ขอฝากคำถามถึงประชาชนเพิ่ม 6 ข้อ หลังจากถาม 4 คำถามไปก่อนหน้านี้ โดยให้กระทรวงมหาดไทยไปสอบถามประชาชนตามช่องทางเดิม เนื่องจากมีหลายคนอ้างว่าประชาชนเรียกร้องโน่นนี่ จึงอยากถามประชาชนว่า
1.วันนี้เราจำเป็นต้องมีพรรคการเมืองใหม่หรือนักการเมืองหน้าใหม่ที่มีคุณภาพให้ประชาชนได้พิจารณาในการเลือกตั้งครั้งต่อไปบ้างหรือไม่ และการที่มีแต่พรรคการเมืองเดิมและนักการเมืองหน้าเดิม แล้วได้เป็นรัฐบาลจะทำให้ประเทศชาติเกิดการปฏิรูปและทำงานต่อเนื่องตามยุทธศาสตร์ชาติหรือไม่
2.การที่ คสช.จะสนับสนุนพรรคการเมืองใดก็เป็นสิทธิของคสช. และสิทธิของตนใช่หรือไม่ เพราะตนไม่ได้รับเลือกตั้งด้วยอยู่แล้ว ดังนั้น จะสนับสนุนใครหรือไม่สนับสนุนใครก็ได้ หากไม่มีอะไรใหม่ๆ ก็จะไม่สนับสนุน
3.สิ่งที่ คสช.และรัฐบาลนี้ได้ดำเนินการในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ประชาชนมองเห็นอนาคตที่ดีของประเทศชาติบ้างหรือไม่ และเห็นด้วยกับรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาที่หมักหมมเป็นเวลานานด้วยการรื้อใหม่ และการวางแผนอย่างเป็นขั้นตอนหรือไม่ นอกจากนี้ เห็นด้วยให้มียุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูป เพื่อให้การเมืองไทยในอนาคตมีประสิทธิภาพ มีธรรมาภิบาลและมีความต่อเนื่องในการพัฒนาประเทศหรือไม่ อีกทั้งการทำงานของทุกรัฐบาลต้องคำนึงถึงภาพรวมทั้งประเทศไม่ใช่ทำตามเพียงนโยบายพรรคที่หาเสียงไว้ หรือดูแลเฉพาะพื้นที่ฐานเสียงใช่หรือไม่
บิ๊กตู่ยันขอความเห็นจากปชช.
4.การเอาแนวทางจัดตั้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในอดีตมาเปรียบเทียบกับการจัดตั้งรัฐบาลวันนี้ เป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ เพราะสถานการณ์บ้านเมืองก่อนที่คสช.และรัฐบาลเข้ามา มีความขัดแย้ง ความรุนแรงและการแบ่งแยกประชาชนเป็นกลุ่มๆ เพื่อมาสนับสนุนทางการเมืองใช่หรือไม่
5.รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยที่ผ่านมาได้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพ มีธรรมาภิบาลและมีการพัฒนาประเทศที่มีความต่อเนื่องชัดเจนเพียงพอหรือไม่
และ 6.เหตุใดพรรคการเมืองและนักการเมืองจึงออกมาเคลื่อนไหว ด้อยค่าคสช. รัฐบาล และนายกฯ บิดเบือนข้อเท็จจริงในการทำงานในช่วงนี้อย่างมากผิดปกติ จึงขอฝากถามประชาชนว่าเพราะอะไร เนื่องจากอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยทั้งประเทศ จึงอยากให้ทุกคนที่เป็นคนไทยช่วยพิจารณาตัดสิน
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้คำถามดังกล่าวเขียนด้วยตนเองเช้าวันนี้ ขอสื่ออย่าเขียนให้ทะเลาะกัน เพราะต้องการพูดกับประชาชนไม่ได้พูดกับนักการเมือง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ 6 คำถามที่นายกฯ ถามประชาชนนั้น นายกฯ คิดและเขียนระหว่างประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปเพื่อรองรับการปรับเปลี่ยนตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ครั้งที่ 1/2560 ที่ตึกภักดีบดินทร์ เมื่อช่วงเช้าวันเดียวกันนี้ แล้วส่งต่อให้เจ้าหน้าที่ไปพิมพ์เพื่อนำมาแจกสื่อมวลชน
“บิ๊กป๊อก”รับลูกเร่งดำเนินการ
ด้าน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวว่า ทราบเรื่องที่่พล.อ.ประยุทธ์ ตั้งคำถาม 6 ข้อกับประชาชนเกี่ยวกับอนาคตการเมืองไทยแล้ว และจะใช้กลไกเดิมในการรับฟังความเห็นของประชาชนผ่านศูนย์ดำรงธรรมทั่วประเทศ และจะสรุปข้อมูลให้นายกรัฐมนตรีทราบ โดยไม่มีกำหนดเวลาว่าจะต้องดำเนินการถึงเมื่อไร ส่วนการรับฟังความคิดเห็นประชาชน 4 คำถามก่อนหน้านี้ก็ยังคงดำเนินการอยู่ ซึ่งขณะนี้ดำเนินเป็นครั้งที่ 9 แล้ว โดยมีประชาชนร่วมแสดงความคิดเห็นกว่า 1 ล้านคน
อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีจะชี้แจงเรื่องคำถาม 6 ข้อให้ประชาชนทราบอีกครั้งผ่านรายการศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ในวันศุกร์ที่ 10 พฤศจิกายนนี้
“มาร์ค”เผยคสช.สร้างศัตรูเพิ่ม
ส่วนท่าทีของนักการเมืองต่อเรื่องดังกล่าวนั้น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. ตั้งคำถาม 6 ข้อให้ประชาชนตอบ ว่า การจะถามอะไรก็เป็นสิทธิของนายกฯ ต้องบอกว่าวิธีการแบบนี้ไม่ใช่การสำรวจความคิดเห็นตามหลักสถิติที่เขาทำกัน การอ้างอำนาจของปวงชนตามปกติก็ต้องใช้วิธีการออกความเห็น อย่างการลงคะแนนลับ หรือเลือกตั้ง ด้วยการปิดชื่อ เพื่อป้องกันผู้มีอำนาจกลั่นแกล้ง ขณะเดียวกันการตั้งคำถามของนายกฯ ไม่รู้ว่าเจตนาคืออะไร แต่ไม่อยากให้นายกฯ เสียเวลากับเรื่องแบบนี้ ถ้าอยากจะตั้งคำถามจริงๆ ให้ตั้งคำถามถึงปัญหาปากท้อง เศรษฐกิจ หรือปัญหาราคาสินค้าเกษตร ว่าเป็นอย่างที่เขาว่ากันหรือไม่ แล้วนำไปแก้ปัญหาจะดีกว่า เพราะคำถามทั้ง 6 ข้อ เป็นเรื่องของการเมือง ซึ่งเรื่องการสร้างธรรมาภิบาลที่ดี ก็มีกลไกตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมายลูกอยู่แล้ว
นายอภิสิทธ์ กล่าวอีกว่า การตั้งคำถามแบบนี้ทำให้เกิดการเผชิญหน้าระหว่าง คสช. กับนักการเมืองมากกว่า อย่างไรก็ตาม คำถามข้อสุดท้ายถ้านายกฯ มีความรู้สึกว่าเสียงวิจารณ์นั้นไม่เป็นความจริง หรือไม่ถูกต้อง รัฐบาลมีกลไกในการชี้แจงมากกว่ารัฐบาลอื่นๆ แต่ตนก็ไม่ทราบว่า นักการเมืองในคำถามนั้นหมายถึงใครบ้าง ตนก็เคยก็วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล แต่ไม่เคยมีวัตถุประสงค์ให้ร้าย และกล้าท้าด้วยว่าไม่เคยบิดเบือนข้อมูล
“วิจารณ์เพื่อต้องการให้นายกฯ รับฟัง เป็นการให้ข้อเสนอแนะสร้างสรรค์ ทำไมต้องเหมารวมว่าเป็นการวิจารณ์ เพื่อด้อยค่า คสช. ดังนั้นเรื่องนี้ควรที่จะปรับทัศนคติ ถ้าอยากให้บ้านเมืองไปอย่างราบรื่น ต้องไม่สร้างความขัดแย้งด้วยการเผชิญหน้า ส่วนคำถามที่ว่า คสช.จะสนับสนุนพรรคใดก็เป็นสิทธิของคสช.นั้น อย่าลืมว่าถ้าสนับสนุนเป็นการกระทำที่อิงการใช้อำนาจของรัฐ จะเป็นเรื่องขัดกับหลักธรรมาภิบาล ถ้าใช้อำนาจรัฐควบคู่ไปก็ไม่ต่างจากรัฐบาลที่ใช้อำนาจมิชอบในอดีต ผมคิดว่าไม่จำเป็นต้องตอบ 6 คำถามก็ได้ แต่ใครอยากถาม อยากตอบคำถามก็ตอบไป แต่อย่าทำให้หลักการบ้านเมืองเขว และอย่าเพิ่มคู่ขัดแย้งใหม่ ตอน คสช.เข้ามาใหม่ๆ ก็พยายามบอกว่าไม่ใช่คู่ขัดแย้งใคร แต่ที่ตั้งคำถามคือการดึงตัวเองเข้ามาเป็นคู่กรณี” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
ปชป.ฉะ“ประยุทธ์”ทำปชช.เขว
นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แสดงความผิดหวังในตัว พล.อ.ประยุทธ์ ที่ตั้งคำถาม 6 ข้อ เพราะเป็นคำถามที่ไม่เพิ่มสติปัญญาของประชาชน แต่จะทำให้ประชาชนเข้าใจระบอบประชาธิปไตยผิดเพี้ยนไป การตั้งคำถามของนายกรัฐมนตรีคงมีเจตนาที่จะให้ประชาชนเชียร์รัฐบาล และตำหนิรัฐบาลที่มาจากระบอบประชาธิปไตย
“ผมยังไม่คิดไปไกลถึงขั้นเป็นการปูทางไปสู่การตั้งพรรคการเมืองในอนาคต แต่เป็นคำถามที่เอาเปรียบทางการเมืองอย่างยิ่ง อาจส่งผลให้การเลือกตั้งในอนาคต ได้รับการยอมรับน้อยลง เพราะไม่มีความมั่นใจในความสุจริต เที่ยงธรรม เนื่องจาก คสช.ยังมีอำนาจตามมาตรา 44 อยู่ในมือ จึงเห็นว่าการกระทำของนายกรัฐมนตรีขณะนี้ขัดแย้งต่อสิ่งที่นายกรัฐมนตรีเคยให้สัญญากับประชาชนในวันที่เข้ามาบริหารบ้านเมือง แก้ปัญหาชาติ ให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย จะมีการปฏิรูปประเทศ และจะวางมือให้ประเทศเดินต่อ” รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว
นายนิพิฏฐ์ กล่าวว่า หากมีการเบี่ยงเบนไป เพราะอยากอยู่ต่อ จนทำให้ตนเกือบจะไม่เห็น พล.อ.ประยุทธ์คนเดิม ซึ่งหากเดินผิดแนวทางจากที่เคยวางไว้ ก็จะทำให้สิ่งที่ทำมาทั้งหมดล้มเหลว และไม่ได้รับการยอมรับ เพราะคนจะคิดว่าต้องการสืบทอดอำนาจ
พท.ซัดจ้องจะเอาเปรียบคนอื่น
ส่วน ร.ท.หญิง สุณิสา เลิศภควัต อดีตรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงคำถาม 6 ข้อของ พล.อ.ประยุทธ์ ว่าเป็นคำถามที่ไม่ฉลาด และสะท้อนความไร้ยางอายทางการเมือง มีความอยากได้ใคร่ดี อยากมีอำนาจแต่ไม่อยากแข่งขัน เลยจ้องจะเอาเปรียบคนอื่น อันที่จริง คสช. และรัฐบาลต้องดำรงความเป็นกลาง เพราะยึดอำนาจโดยอ้างว่าต้องการเข้ามาสร้างความปรองดอง แต่กลับจ้องจะเลือกข้างสนับสนุนพรรคการเมืองบางพรรค ทั้งๆ ที่จะเป็นการสร้างความแตกแยกและเป็นการเอาเปรียบกันหน้าด้านๆ
ร.ท.หญิง สุณิสา กล่าวว่า รัฐบาล คสช.กำลังถืออำนาจรัฐอยู่ในมือ หากพวกท่านใช้งบประมาณแผ่นดิน และใช้อำนาจหน้าที่ช่วยพรรคการเมืองที่ตัวเองสนับสนุนเพื่อหาเสียง เพราะหวังส่วนแบ่งทางการเมืองหากพรรคการเมืองดังกล่าวชนะเลือกตั้ง ก็จะเป็นการฉีกหน้ากากของ คสช.และรัฐบาล ว่าเสพติดอำนาจและมีความหน้าด้านทางการเมืองสูง
“อันที่จริงคำถามทั้ง 6 ข้อ เป็นคำถามที่ไม่น่าถาม เพราะผู้มีอำนาจย่อมใช้สามัญสำนึกตอบตัวเองได้ว่าอะไรควรอะไรไม่ควร และเห็นๆ กันอยู่ว่ารัฐบาล คสช. บริหารประเทศล้มเหลว ทำให้ประเทศชาติถอยหลังลงคลอง ไม่เห็นน่าเอามาตั้งเป็นคำถามให้เสียเวลาตอบ ไม่รู้ใช้สมองส่วนไหนคิด ทั้งยังมีลักษณะถามนำ เพื่อหวังเอาคำตอบไปใช้เป็นข้ออ้างเพื่อเข้ามาแทรกแซงทางการเมืองอย่างน่าเกลียด และจะสร้างความลำบากให้เจ้าหน้าที่รัฐต้องไปเกณฑ์คนมาตอบเพื่อให้ถูกใจรัฐบาล และ คสช. อีกต่างหาก.” ร.ท.หญิงสุณิสา กล่าว
จี้คสช.ปลอล็อกพรรคการเมือง
ขณะเดียวกัน พรรคเพื่อไทยได้ออกแถลงการณ์เรื่อง ขอให้ คสช.ทำตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ด้วยการยกเลิกประกาศ คสช. ฉบับที่ 57/2557 ให้พรรคการเมืองได้ทำกิจกรรมทางการเมืองได้หลัง พ.ร.ป.พรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ได้ประกาศใช้บังคับใช้ เดิมหัวหน้า คสช.ระบุว่าจะพิจารณาหลังเสร็จงานพระราชพิธีแล้ว แต่ต่อมาเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม และวันที่ 7 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา คสช. ได้ให้เหตุผลใหม่ที่ยังไม่ยกเลิกข้อห้ามพรรคการเมืองว่า บ้านเมืองยังไม่สงบเรียบร้อย โดยมีบางฝ่ายยังโจมตีกันและบิดเบือนอยู่ กฎหมายลูกอีกสองฉบับยังไม่เรียบร้อย การสรรหา กกต. 7 คนยังไม่เสร็จสิ้นนั้น ทำให้สังคมอาจมองได้ว่าคสช.เล่นการเมืองและเอาเปรียบทางการเมือง เพื่อเปิดช่องให้หัวหน้า คสช.ปูทางไปสู่การเป็นนายกฯ คนนอกตามที่รัฐธรรมนูญเปิดทางไว้ หรือเปิดทางให้พรรคการเมืองที่ คสช.หนุนหลังมีความพร้อมในการเลือกตั้งให้มากที่สุดหรือไม่
แถลงการณ์พรรคระบุอีกว่า ข้ออ้างของ คสช.ทั้งหลายอาจเป็นการหลีกเลี่ยงที่จะคืนอำนาจให้แก่ประชาชน และต้องการยื้อการเลือกตั้งออกไป เพื่อชิงความได้เปรียบทางการเมืองหรือไม่ พรรคเพื่อไทยเห็นว่าในขณะนี้บ้านเมืองมีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจปากท้อง จึงไม่ควรที่ คสช.จะยกข้ออ้างต่างๆ เพื่อหวังอยู่ในอำนาจให้ยาวนานต่อไป การเร่งรัดรีบคืนอำนาจให้ประชาชนโดยเร็ว จึงเป็นวิถีทางที่ดีที่สุด
ชทพ.เชื่อคสช.โยนหินถามทาง
นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล อดีตรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ฐานะประชาชนที่เคยทำงานการเมืองในนามพรรคชาติไทยพัฒนา ตอบคำถามในประเด็นที่ พล.อ.ประยุทธ์ เผยแพร่ล่าสุด ว่าตนเข้าใจว่าเป็นคำถามที่นายกฯ และคสช. ต้องการทราบถึงความเห็นและความต้องการของประชาชนต่อการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น รวมถึงต้องการเห็นทิศทางประเทศเป็นอย่างไร ต้องการให้มีนักการเมืองใหม่ หรือพรรคการเมืองเกิดใหม่หรือไม่
ทั้งนี้นายสมศักดิ์มองว่า คสช.ต้องการหยั่งท่าทีของประชาชน ก่อนจะดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งตามความเห็นดังกล่าว ทั้งนี้ตนไม่ขอคิดแทนคสช.ว่าต้องการอยู่ในอำนาจต่อไปหรือไม่ อย่างไรก็ตามกระบวนการสอบถามประชาชนนั้น คล้ายกับสมัยที่รัฐบาลของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ได้ตั้งคำถามไปยังประชาชนหลังจากที่ถูกหลายฝ่ายโจมตีกรณีจัดงบประมาณลงจังหวัดที่พรรคของรัฐบาลมีส.ส.เท่านั้น ซึ่งเป็นความต้องการรู้ท่าทีและตอกย้ำการได้รับการสนับสนุน
ไพบูลย์โผล่หนุน6คำถามบิ๊กตู่
ส่วนนายไพบูลย์ นิติตะวัน หัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูป กล่าวถึง 6 คำถามของนายกรัฐมนตรีว่า เป็นเรื่องดี ถ้าประชาชนสนใจก็ตอบมาเพื่อประกอบการพิจารณา และในเมื่อตอนนี้พรรคการเมืองต่างๆ ได้แสดงความคิดเห็นออกมา ถ้าหากนายกรัฐมนตรีมาตั้งคำถามเพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมด้วยก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีตนมองว่าเนื้อหาของคำถามของ คสช.ยังไม่ได้แสดงเจตจำนงชัดเจนว่าจะหนุนใครให้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป เป็นแค่การรวบรวมความคิดเห็นเท่านั้น ถือเป็นความพยายามสื่อสารกับประชาชนโดยตรง โดยไม่ให้ผูกขาดเฉพาะพรรคการเมืองที่เคลื่อนไหวรวบรวมความเห็นของประชาชนอยู่ และเพื่อไม่ให้ผูกพันอยู่แค่กับผลสำรวจของสำนักโพลล์ต่างๆ เท่านั้น
เมื่อถามถึงเนื้อหาของคำถามในข้อที่ 2 ที่ถามว่าการที่คสช.จะสนับสนุนพรรคการเมืองใดก็เป็นสิทธิของคสช.และสิทธิของตนใช่หรือไม่ นายไพบูลย์ กล่าวว่า ต้องเน้นย้ำว่า คสช.ก็ถือเป็นคนไทยเหมือนกัน และคสช.นั้นไม่ใช่คณะรัฐมนตรี(ครม.) คนที่เป็นรัฐมนตรีก็มีกฎหมายควบคุม ระบุชัดเจนว่าระหว่างการเลือกตั้ง จะทำอะไรได้และทำอะไรไม่ได้บ้าง ซึ่งเรื่องนี้ต้องแยกคนที่เป็นคสช.และรัฐมนตรีออกมาให้ชัดเจนด้วย
เมื่อถามต่อว่าการที่ คสช.จะไปหนุนพรรคการเมืองจะทำให้เขาเกิดข้อได้เปรียบในการหาเสียงหรือไม่ นายไพบูลย์ กล่าวว่า เพราะแบบนี้ นายกรัฐมนตรีก็เลยต้องออกมาตั้งคำถามกับประชาชนว่าเหมาะสมหรือไม่ แต่มองว่าเรื่องนี้จะต้องมีการถกเถียงทางกฎหมายกันพอสมควร ตามรัฐธรรมนูญ 2560 นั้นบอกว่ารัฐบาลมาจากพรรคการเมือง ดังนั้น ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่ทางรัฐบาลจะสนับสนุนพรรคการเมืองที่ตัวเองสังกัดอยู่ แต่กฎหมายก็เขียนไว้อีกว่าระหว่างเลือกตั้งจะต้องไม่ใช้ทรัพยากรของรัฐเพื่อเอื้อให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบในการเลือกตั้ง ซึ่งเชื่อว่ากฎหมายนี้ก็น่าจะยังมีผลอยู่ คสช.ที่เป็นประชาชนนั้นมีสิทธิ์จะสนับสนุนพรรคการเมืองใดก็ได้ ส่วนคสช.ที่เป็นรัฐมนตรีอยู่ก็ต้องดูที่กฎหมายที่เกี่ยวข้องว่าด้วยการขัดกันของผลประโยชน์ของรัฐมนตรีด้วย
กห.เร่งตรวจสอบทรงกลดตั้งพรรค
รายงานข่าวจากกระทรวงกลาโหม แจ้งว่า จากกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์มอบหมายให้กระทรวงกลาโหมดำเนินการตรวจสอบการตั้งกลุ่มพลังชาติไทยที่ตั้งโดยพล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์ อดีตคณะทำงานเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ คสช. และหัวหน้าพรรคพลังชาติไทยว่ามีการแอบอ้างคสช. เพื่อหวังผลใดหรือไม่ เนื่องจาก พล.ต.ทรงกลดเคยเป็นนายทหารสังกัดกระทรวงกลาโหมนั้น ขณะนี้ทางกระทรวงกลาโหมได้มอบหมายให้กรมพระธรรมนูญ กระทรวงกลาโหม ดำเนินการตรวจสอบเรื่องดังกล่าวอยู่
พร้อมกันนี้ จะมีการตรวจสอบประวัติของ พล.ต.ทรงกลด ซึ่งจากนี้จะมีเจ้าหน้าที่ของกระทรวงกลาโหมเชิญ พล.ต.ทรงกลด เข้ามาพูดคุยว่าตั้งพรรคพลังชาติไทยขึ้นมามีวัตถุประสงค์อะไร ส่วนที่มีการพาดพิงคสช.นั้นมีข้อเท็จจริงอย่างไร เพื่อทำความเข้าใจร่วมกันต่อไป
สนช.ไม่วิจารณ์6คำถามนายกฯ
นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงคำถาม 6 ข้อเพื่อให้ประชาชนตอบ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการเมืองในอนาคตและคสช. จนอาจจะถูกมองว่าอาจจะสืบทอดอำนาจต่อด้วยว่า ยังไม่ทราบ จึงยังวิเคราะห์ไม่ถูก แต่ไม่มีการสืบทอดอำนาจแน่นอน อย่าเพิ่งให้วิจารณ์เลย เอาเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับสนช.แล้วกัน อย่างไรก็ตาม นายกฯ พูดอะไรนั้นสังคมก็วิเคราะห์เอาเองแล้วกัน ตนแม่น้ำสายเดียวกันจึงไม่อยากวิจารณ์อะไร
ส่วนเรื่องการปลดล็อกพรรคการเมืองเพื่อให้พรรคการเมืองสามารถดำเนินกิจกรรมของพรรคได้ในบางเรื่องนั้น ประธานสนช.กล่าวว่า เท่าที่ฟังดูก็เห็นสอดคล้องกับนายกฯ ว่า อะไรที่สามารถทำได้นายกฯ ก็สามารถใช้อำนาจดำเนินการได้ เพื่อให้พรรคการเมืองดำเนินการตามเงื่อนไขเวลาได้ หากจำเป็นต้องแก้กฎหมายก็ต้องแก้ ขณะที่รักษาการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นั้นเขาก็มีอำนาจเต็มอยู่แล้วที่จะออกกฎหมายหรือออกกฎระเบียบต่างๆ ได้
ประธานสนช. ยังกกล่าวถึงการสรรหาบุคคลผู้สมควรได้รับแต่งตั้งเป็น กกต. ที่ขณะนี้เริ่มมีบุคคลมาสมัครมากขึ้นว่า เหลือเวลาอีก 2 วัน ซึ่งตั้งเป้าว่าน่าจะเกิน 25 คน และอยากจะให้ได้สัดส่วนของผู้สมัครที่มาจากทุกภาคส่วน อย่างไรก็ตาม สุดท้ายแล้วหากมีผู้มาสมัครไม่ถึง 25 คน ก็ต้องมีการประชุมเพื่อพิจารณาหาทางออกกัน โดยกรรมการสรรหาจะต้องคุยกันเพื่อให้ได้จำนวนผู้สมัครมากๆ ส่วนกรณีที่ขณะนี้ผู้ที่มาสมัครส่วนใหญ่เป็นทนายความนั้น นายพรเพชรกล่าวว่า ขณะนี้ยังคงดูไม่ออกว่าจะมีสัดส่วนของภาคอาชีพไหนมากกว่ากัน เห็นแต่เพียงว่ามีศาสตราจารย์ 1 ท่านมาสมัครด้วย
“ธนะศักดิ์”เชื่อปรับครม.เพื่อชาติ
ทางด้านความคืบหน้าการปรับคณะรัฐมนตรี พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ทราบจากข่าวว่านายกฯ กล่าวในครม.ขอให้รัฐมนตรีอย่าเป็นกังวล เพราะการปรับครม.อยู่ในดุลพินิจของนายกฯ พร้อมกับชี้แจงว่ามีความจำเป็นที่ต้องปรับตามความเหมาะสม ขอให้ทุกคนอย่าคิดอะไร อย่าน้อยใจ เพราะทุกคนได้ร่วมทำงานกันมา การปรับเพื่อประโยชน์สูงสุดของบ้านเมือง เพื่อให้เดินไปข้างหน้าได้อย่างเรียบร้อย มั่นคง มีประสิทธิภาพ
“สำหรับผมถ้าให้ทำงานก็ทำ ยินดี และตอนนี้ทำมาเป็นเวลา 3 ปี ซึ่งยาวไปหน่อย ผมเป็นทหารนายสั่งอะไรพร้อมทำตาม และจะทำจนดีที่สุดถึงวันสุดท้าย ไม่มีปัญหาอะไร” พล.อ.ธนะศักดิ์ กล่าว ผู้สื่อข่าวถามว่า ในฐานะที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่นของนายกฯ มองว่า นายกฯ สามารถแบ่งระหว่างหน้าที่กับความเป็นเพื่อนอย่างไร พล.อ.ธนะศักดิ์ กล่าวว่า ทหารมีทั้งเพื่อน พี่ น้อง คนรู้จัก การทำงานจะประสบความสำเร็จต้องมีเหตุและผล จึงต้องว่าไปตามเนื้อผ้าตามสิ่งที่เหมาะสม ถ้ามัวแต่เป็นห่วงกันว่าคนนั้นอยู่คนนี้ไปงานจะไปไม่ได้ ดังนั้น การตัดสินใจเป็นสิทธิของนายกฯ ที่จะพิจารณาและตัดสินใจอย่างดีที่สุด ที่ผ่านมานายกฯ มีความทุ่มเทมุ่งมั่นในการทำงาน จึงมั่นใจว่านายกฯ จะมองประเทศชาติเป็นหลักไม่ใช่ปรับเพื่อเพื่อน พี่ น้อง หรือใครจะต้องอยู่ ส่วนตน นายกฯ ไม่ต้องเป็นห่วง
บิ๊กเต่าชี้ปรับครม.แล้วแต่นายกฯ
พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงกระแสข่าวที่มีชื่อย้ายไปเป็น รมว.คมนาคม ว่า เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรี ในที่ประชุม ครม.เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีไม่ได้พูดอะไร อยู่ที่กระทรวงทรัพยากรฯ มีงานทำที่ดีและมีงานมาก โดยเฉพาะการจุดประกายเรื่องการแก้ปัญหาขยะทะเล การพัฒนาอุทยานแห่งชาติทั่วประเทศ จนวันนี้คนที่ไปเที่ยวอุทยานฯ กลับมาบอกตนว่า ห้องน้ำอุทยานฯ สะอาดจนสามารถนอนได้ อุทยานฯ หลายแห่งไม่มีขยะเลย ซึ่งตนก็ดีใจ นอกจากนั้นยังมีงานด้านการแก้ปัญหาป่าไม้และสัตว์ป่า ซึ่งเป็นงานที่ท้าทาย
“วันนี้มีการตั้งคณะกรรมการนโยบายป่าไม้แห่งชาติ โดยการทวงคืนผืนป่ายังคงดำเนินการต่ออย่างเข้มข้น โดยจะเน้นเฉพาะนายทุนรายใหญ่ ส่วนประชาชนต้องหาแนวทางแก้ไขปัญหาให้สามารถอยู่ร่วมกันได้ เพราะถึงจะทวงคืนผืนป่ากลับมาได้มากแต่หากขัดแย้งกับประชาชนก็ไม่มีประโยชน์” พล.อ.สุรศักดิ์ระบุ
ให้รมว.ใหม่ซื้อเครื่องสแกนม่านตา
ผู้สื่อข่าวถามว่าในส่วนที่ได้รับมอบหมายให้รักษาการ รมว.แรงงาน มีความคืบหน้าในการทำงานเรื่องต่างๆ อย่างไรบ้าง พล.อ.สุรศักดิ์ กล่าวว่า ตนทำหน้าที่แค่รักษาการ ทำอะไรมากไม่ได้ ต้องรอรัฐมนตรีใหม่มาดำเนินการ แต่ที่ต้องเข้าไปร่วมประชุมที่ผ่านมา เพราะต้องไปติดตามงานเร่งด่วนที่จะต้องอนุมัติ
เมื่อถามว่ามีการหารือถึงเรื่องการจัดซื้อเครื่องสแกนม่านตาหรือไม่ พล.อ.สุรศักดิ์ กล่าวว่า ไม่ได้คุยกันในรายละเอียดเรื่องจัดซื้อจัดจ้าง แต่มีการพูดกันถึงข้อมูลของเครื่องมือชนิดนี้ ว่าเป็นข้อเสนอจากภาคเอกชนว่าแรงงานที่ต้องทำงานในทะเล ต้องใช้มือในการยกของหนักๆ หรือลากอวน เมื่อเวลาผ่านไปลายนิ้วมือก็จะเปลี่ยน จึงจำเป็นต้องใช้เครื่องสแกนม่านตา ซึ่งม่านตาของคนเราจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งตนก็ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่อย่างไร เป็นการฟังข้อมูลเอาไว้ ส่วนการตัดสินใจในการจัดซื้อหรือไม่ก็เป็นเรื่องของ รมว.แรงงาน คนต่อไป
“วิษณุ”ยันไม่เคยถือครองหุ้นเลย
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวการปรับครม.ที่มีชื่อตนอยู่ด้วย เนื่องจากปัญหาการถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนสามัญเกิน 5 เปอร์เซ็นต์ ว่า ไม่มีชื่อในสัดส่วนผู้ถือหุ้นและไม่เคยมีหุ้น 1 เปอร์เซ็นต์ หรือ 5 เปอร์เซ็นต์ รวมถึงไม่เคยถูกใครทักท้วงหรือคัดค้านในประเด็นนี้ ส่วนนายกรัฐมนตรีได้เปรยๆ เรื่องการปรับครม.บ้างหรือไม่นั้น ไม่มี ซึ่งทุกอย่างนายกรัฐมนตรีพูดไปหมดแล้ว
ยันพัชรวาทนั่งกมธ.ไม่กระทบคดี
ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ความคืบหน้าการประชุมกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยป.ป.ช. ว่า กฎหมายดังกล่าวมีจำนวนมาก ประมาณ 193 มาตรา และเวลาค่อนข้างจำกัด จึงต้องนัดประชุมสัปดาห์ละ 3 วัน และนัดประชุมนอกรอบอีกด้วยระหว่างป.ป.ช. กับ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) เพื่อปรับแก้กันได้อย่างรวดเร็ว ครบถ้วนถูกต้อง ขณะนี้เป็นการพิจารณาประเด็นอำนาจหน้าที่ของกรรมการป.ป.ช. ยังไม่ถึงประเด็นการเสนอแก้ไขกรอบการทำงานในการไต่สวนของเจ้าหน้าที่ป.ป.ช. แต่คาดว่าจะเข้าประเด็นในสัปดาห์หน้า ส่วนการรีเซตกรรมการป.ป.ช.อยู่ในส่วนของบทเฉพาะกาล ทั้งนี้ไม่ได้มีความหนักใจแต่อย่างใด
เมื่อถามถึงกระแสวิจารณ์กรณีมีชื่อ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ กับ พล.ต.ท.บุญเรือง ผลพานิชย์ ซึ่งเป็นผู้ถูกกล่าวหาที่ถูกป.ป.ช.ไต่สวน ประธานป.ป.ช. กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่มีอะไร เป็นไปตามกลไกของสนช.ที่พิจารณาตามระเบียบการตั้งกรรมาธิการและทั้ง 2 คน เป็นกรรมาธิการอยู่ในอนุกรรมการของกรรมาธิการฝ่ายกฎหมายกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเป็นกรรมาธิการที่ได้รับมอบหมายให้ศึกษาร่างกฎหมายพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยป.ป.ช. ดังนั้นเมื่อเข้าสภาวาระแรกสนช.จึงมอบหมายให้กรรมาธิการชุดดังกล่าวมาเป็นผู้แทนหลัก เป็นกรรมาธิการร่วม ทั้งนี้ในกรรมาธิการร่วมมีถึง 35 คนด้วยกัน ไม่มีปัญหาในการพิจารณากฎหมายแน่นอน การพิจารณากฎหมาย หลักการการทำงาน ไม่ได้ลงลึกรายละเอียดเรื่องการไต่สวนใดๆ อย่างที่มีการวิจารณ์ เป็นคนละประเด็นกัน ไม่มีผลใดๆ ต่อการถูกป.ป.ช.ไต่สวน ป.ป.ช.ดำเนินการไต่สวนไปตามขั้นตอน ตามกฎหมาย จนกว่าจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการป.ป.ช.ชุดใหญ่ ตนและกรรมการจึงจะได้เห็นเรื่องที่สรุปเสนอมา
เชิญ“วิษณุ-ประวิตร”ถกปฏิรูปตร.
ที่รัฐสภา นายมานิจ สุขสมจิตร ประธานอนุกรรมการด้านสื่อสารกับสังคม ในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ) กล่าวถึงความคืบหน้าการปฏิรูปตำรวจว่า ตามที่คณะกรรมการมีข้อสรุปเบื้องต้นให้งานสืบสวนสอบสวนอยู่ด้วยกัน ล่าสุดมีแนวโน้มอาจต้องมีการปรับเปลี่ยน เนื่องจากมีข้อสั่งการของพล.อ.ประยุทธ์ มอบหมายให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม และ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี มาประสานงานกับคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ เพื่อให้ทบทวนแนวทางเรื่องการแยกภารกิจด้านงานสอบสวนให้ชัดเจน โดยอาจให้บุคคลภายนอกที่ไม่ใช่ตำรวจ แต่มีความรู้ด้านนิติศาสตร์ และการพิจารณาอรรถคดีมาทำหน้าที่ในงานสอบสวนได้ ทั้งนี้ ทางคณะกรรมการจะประสานนายวิษณุมาให้ข้อมูลและรายละเอียดอีกครั้ง ในวันที่ 13 พฤศจิกายนนี้ ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะแยกงานสอบสวนออกมาเป็นอีกหนึ่งกองบัญชาการต่างหาก แต่ยืนยันว่า งานสอบสวนกับงานปราบปรามจะต้องประสานและสอดคล้องกัน
นายมานิจ กล่าวอีกว่า สำหรับแนวทางการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการตำรวจคณะกรรมการได้พิจารณาและเตรียมเสนอร่างพ.ร.บ.แก้ไขพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติเดิม เพื่อให้การพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายมีความชัดเจน และสอดคล้องกับตามมาตรา 258 (ง) ของรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดให้หลักเกณฑ์วิธีการแต่งตั้งโยกย้ายจะต้องพิจารณาโดยมิให้ผู้ใดใช้อำนาจหรือกระทำการโดยมิชอบที่ก้าวก่ายหรือแทรกแซงการปฏิบัติงานของตำรวจ หรือกระบวนการแต่งตั้งจะต้องคำนึงถึงความรู้ความสามารถหลักอาวุโส เพื่อให้การทำงานเป็นไปโดยอิสระ ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติว่าคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) จะมีผู้ทรงคุณวุฒิทั้งที่เคยเป็นตำรวจ และไม่เป็นตำรวจ รวมอยู่ด้วย อีกทั้งก.ตร.จะแต่งตั้งได้เฉพาะผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) ส่วนตำแหน่งอื่นๆ จะพิจารณาในสายบัญชาการของตนเอง โดยแบ่งเป็น 12 สาย คือ กองบัญชาการภาค 1-9 ตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) และจเรตำรวจ อย่างไรก็ตาม จะมีการหารือให้ได้ข้อสรุปอีกครั้งภายในวันศุกร์ที่ 10 พ.ย.นี้ และจะส่งให้คณะอนุกรรมการไปรับฟังความคิดเห็นก่อนจะสรุปข้อเสนอทั้งหมดส่งให้นายกรัฐมนตรีภายในวันที่ 29 ธันวาคม
กคพ.รับ4คดีทุจริตเป็นคดีพิเศษ
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ครั้งที่ 1/2560 โดยมี พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) กระทรวงยุติธรรม และหน่วยงานเกี่ยวข้องเข้าร่วม ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง จากนั้น อธิบดีดีเอสไอเปิดเผยถึงผลประชุมว่า ที่ประชุมมีมติคดีความผิดอาญาอื่น จำนวน 4 เรื่อง เป็นคดีพิเศษที่ต้องสืบสวนสอบสวนตาม พ.ร.บ.คดีพิเศษ พ.ศ.2547 ได้แก่ 1.คดีกล่าวหาว่ามีขบวนการฟอกเงินเกี่ยวกับการทุจริตในการทำธุรกรรมทางการเงินระหว่างสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) กับบริษัทบิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด กับพวก 2.คดีกล่าวหาสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน เวนลิสซิ่ง จำกัด มีพฤติการณ์เข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนและหล



