
จี้ผู้ค้าปรับลดเบนซินติงค่าการตลาดสูง
พลังงานจี้ผู้ค้าน้ำมันลดราคาน้ำมันเบนซิน หลังพบค่าการตลาดสูงมาก ด้าน กบง.เดินหน้าเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่ม คาดจัดเก็บอีก 2 ครั้ง จะครบอัตราเงินภาษีที่เหลือค้างจากที่ลดไปก่อนหน้านี้
นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และประธานคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) กล่าวว่า ที่ประชุม กบง.ประกาศเก็บเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงขึ้นเป็นครั้งที่ 4 มีผลวันที่ 27 กุมภาพันธ์นี้ หลังจากเข้าไปลดเก็บเงินกองทุนน้ำมัน เพื่อช่วยลดภาระการขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา โดยจัดเก็บในส่วนของแก๊สโซฮอล์อีก 60 สตางค์ และบี 2 อีก 20 สตางค์ คาดว่าจะจัดเก็บอีก 2 ครั้ง จะครบอัตราเงินภาษีที่เหลือค้าง และคาดว่าจะใช้เงินกองทุนน้ำมันเข้าไปดูแลราคาน้ำมันไม่เกิน 4,000 ล้านบาท ตามที่ประมาณการไว้เดิม ซึ่งการจัดเก็บเพิ่มเงินกองทุนน้ำมันครั้งนี้ ไม่มีผลทำให้ต้องปรับขึ้นราคาน้ำมัน เนื่องจากเป็นการลดค่าการตลาดของผู้ค้าน้ำมันที่ได้รับ ส่งผลให้ค่าการตลาดในส่วนของแก๊สโซฮอล์ เหลือในอัตราประมาณ 1.90 บาท อี 20 อัตรา 2.74 บาท อี 85 อัตรา 2.27 บาท บี 2 อัตรา 1.36 บาทและ บี 5 อัตรา 2.56 บาทต่อลิตร "เป็นที่น่าสังเกตว่า ค่าการตลาดในส่วนของน้ำมันเบนซินในขณะนี้สูงมาก แม้ว่าการค้าน้ำมันจะเป็นตลาดเสรี แต่ผู้ค้าก็ควรจะคำนึงถึงผลกระทบประชาชน โดยควรจะลดมาอยู่ในอัตราที่เหมาะสม เพราะล่าสุดค่าการตลาดเบนซิน 91 อยู่ในอัตรา 2.86 บาท ส่วนเบนซิน 95 อัตรา 7.46 บาทต่อลิตร" นพ.วรรณรัตน์กล่าวและว่า ในการประชุม กบง.ครั้งต่อไป จะพิจารณาแนวทางการทยอยนำเงินกองทุนน้ำมันไปชำระหนี้การนำเข้าก๊าซแอลพีจีของ บมจ.ปตท.จำนวน 8,020 ล้านบาท โดยจะเป็นการทยอยชำระและจากราคาแอลพีจีที่ปรับลดลง ก็คาดว่าจะชำระได้เร็วกว่าเดิมที่มองว่าจะชำระหมดภายใน 2 ปี พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวาณิช ประธานคณะกรรมาธิการการพลังงาน กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยที่กระทรวงการคลังปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เพราะทำให้ประชาชนเดือดร้อน เนื่องจากราคาน้ำมันของไทยสูงกว่าต่างประเทศ เพราะต้องนำมาจ่ายภาษีที่สูงขึ้น โดยแนวทางที่ถูกต้องรัฐบาลควรจะลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันในอนาคต และควรจะปล่อยลอยตัวราคาแอลพีจี เพื่อสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้ใช้น้ำมัน



