ข่าว

ซีอีโอทั่วโลกฟันธงศก.ทรุดยาว3ปี ความเชื่อมั่นทรุดหนัก-80%มีปัญหาต้นทุนพุ่ง

ซีอีโอทั่วโลกฟันธงศก.ทรุดยาว3ปี ความเชื่อมั่นทรุดหนัก-80%มีปัญหาต้นทุนพุ่ง

27 ก.พ. 2552

ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์ ชี้ความเชื่อมั่นซีอีโอทั่วโลกต่ำสุดในรอบ 6 ปี เหตุกังวลวิกฤติเศรษฐกิจโลก มองใช้เวลา 3 ปีกว่าจะฟื้นตัว พร้อมรับส่วนใหญ่ 80% มีปัญหาต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น เผยกลุ่มธนาคารกระทบหนักสุด

นายประสัณห์ เชื้อพานิช ประธานกรรมการบริหารและหุ้นส่วน รับผิดชอบด้านการตรวจสอบบัญชี บริษัทไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส แม่โขง ซึ่งประกอบด้วย ไทย เวียดนาม กัมพูชา และลาว เปิดเผยว่า จากการสำรวจความคิดเห็นประธานกรรมการบริหารหรือซีอีโอทั่วโลก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทชั้นนำพบว่าจากภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำ ทำให้ความเชื่อมั่นของซีอีโอต่อโอกาสทางธุกริจลดลงค่อนข้างมากและส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าการฟื้นตัวจะเป็นไปอย่างเชื่องช้าตลอดระยะเวลา 3 ปีข้างหน้า

จากผลสำรวจพบว่า ความมั่นใจของซีอีโอลดลงต่ำสุดในรอบ 6 ปี นับตั้งแต่ปี 2546 โดยมีซีอีโอเพียง 21% ที่มั่นใจว่าจะมีการเติบโตของรายได้ในอีก 12 เดือนข้างหน้า ซึ่งลดลงจาก 50% ในผลสำรวจปีก่อนหน้านี้ และมีซีอีโอมากกว่า 25% ที่มองไม่เห็นโอกาสทางธุรกิจในปีหน้า ขณะที่ซีอีโอในภูมิภาคเอเชียกว่า 31% ยังหวังถึงการเติบโตของรายได้ ส่วนซีอีโอทั่วโลกมองว่าการเติบโตระยะยาวยังไม่สดใส มีการฟื้นตัวอย่างเชื่องช้า โดยมีเพียง 34% ที่มั่นใจกับการเติบโตในอีก 3 ปีข้างหน้า ซึ่งลดลงจากที่มองไว้เดิม 42% ปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ มีซีอีโอเพียง 15% ในอเมริกาเหนือ และ 15% ในยุโรปตะวันตกที่มีความมั่นใจและเล็งเห็นโอกาสการเติบโตในอีก 12 เดือนข้างหน้า และในกลุ่มของผู้ที่มีแนวคิดนี้ 21% มาจากกลุ่มประเทศที่ระบบเศรษฐกิจกำลังเติบโตในยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก และในกลุ่มเอเชียแปซิฟิก 31% และในอเมริกาใต้ 21%

"แบบสำรวจกว่า 85% ทั่วโลกมองว่าผลกระทบจากการถดถอยของเศรษฐกิจทั่วโลกเป็นข้อกังวลสำคัญที่สุดของซีอีโอ รองลงมากังวลถึงการหยุดชะงักของตลาดทุน 72% และ 55% กังวลการกำกับดูแลที่เข้มงวดเกินไป ส่วนต้นทุนพลังงานมีความกังวล 50%" นายประสัณห์ กล่าวและว่ามุมมองของซีอีโอกว่า 50% ในเอเชียเชื่อว่า 3 ปีข้างหน้า กิจการร่วมค้าจะมีบทบาทสำคัญมากกว่าการควบรวมกิจการและการซื้อกิจการโดยบริษัทข้ามชาติ

ส่วนวิกฤติสถาบันการเงินทั่วโลกส่งผลให้ซีอีโอ 70% ได้รับผลกระทบด้านเครดิต และ 80% ประสบปัญหาต้นทุนการเงินที่เพิ่มขึ้น ส่วนอีก 70% ได้ชะลอการลงทุนที่เคยวางแผนไว้ โดยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ กลุ่มธนาคาร กลุ่มสาธารณูปโภค การก่อสร้าง ความบันเทิง และยานยนต์