
"บิ๊กป้อม"ลั่นถ้าจำเป็นคสช.ตั้งพรรคการเมือง
“บิ๊กป้อม”ย้ำคสช.ไม่ยุ่งการเมือง แต่ถ้ามีเหตุจำเป็นอาจตั้งพรรค โวยโพลล์สำรวจคะแนน “บิ๊กตู่”ตก ด้านสนช.อุ้ม“พัชรวาท-บุญเรือง”ชี้แค่ถูกกล่าวหา
กระแสเรียกร้องปรับคณะรัฐมนตรีในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ร้อนแรงขึ้นทุกวัน ไปพร้อมๆ กับการเรียกร้องจากนักการเมืองให้ปลดล็อกพรรคการเมืองเพื่อทำกิจกรรม แต่ยังมีประเด็นร้อนเกิดขึ้นเมื่อ พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์ หนึ่งในคณะทำงานเตรียมการปฏิรูปประเทศของ คสช. ระบุเตรียมจัดตั้ง “พรรคพลังชาติไทย” ซึ่งเรื่องนี้ทำให้เกิดการตีความกันไปต่างๆ นานา ว่า คสช.อาจจะเตรียมปูทางเพื่อลงสู่สนามเลือกตั้งหรือไม่
“บิ๊กป้อม” แย้มหากจำเป็นก็ตั้งพรรค
เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ที่เมืองทองธานี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวแสดงความคิดเห็นกรณี พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์ หนึ่งในคณะทำงานเตรียมการปฏิรูปประเทศของ คสช. ระบุเตรียมจัดตั้ง “พรรคพลังชาติไทย” ว่า ไม่รู้ ไม่เกี่ยว ไม่รู้เรื่อง เป็นเรื่องของ พล.ต.ทรงกลด และส่วนตัวก็ไม่รู้จักกัน ส่วนที่ถามว่า พล.ต.ทรงกลดมีความสนิทกับ คสช.นั้น ต้องถามว่า คสช.คนไหน พูดกันไปเอง อย่าไปเชื่อคนที่มาอ้างว่าสนิทกับ คสช.คนนั้น คนนี้
เมื่อถามย้ำว่า ยืนยันได้หรือไม่ว่า คสช.จะไม่ตั้งพรรคการเมืองแน่นอน พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ทำไมต้องไปยืนยัน เพราะคสช.ไม่ยุ่งกับการเมืองอยู่แล้ว ยกเว้นแต่มีความจำเป็นต้องตั้งพรรคการเมือง หากไม่จำเป็นก็ไม่ตั้ง ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นต้องตั้ง ส่วนที่พุ่งเป้ามาที่ตนว่าจะเป็นตัวตั้งตัวตีในการตั้งพรรคการเมือง เพราะสามารถติดต่อกับบุคคลสำคัญได้นั้น ไม่มี จะให้ไปติดต่อกับใคร และไม่ได้เจอใครเลย ส่วนที่บอกว่าจะตั้งพรรคแล้วเชิญ ส.ส.มาร่วมนั้น คิดกันไปเอง แต่ในอนาคตมีโอกาสเป็นไปได้ที่จะตั้งพรรคการเมืองนั้น ยังไม่รู้
ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า เหตุจำเป็นที่ระบุถึงคืออะไร พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่มี พูดไปอย่างนั้นเอง ส่วนที่ถามว่าหากสถานการณ์ทางการเมืองไม่นิ่ง ถือเป็นความจำเป็นที่จะต้องให้ คสช.ตั้งพรรคการเมืองหรือไม่นั้น แบบไหนที่เรียกว่า นิ่ง และไม่นิ่ง และ คงไม่เกี่ยวข้องกับกระแสพรรคเพื่อไทย จะได้กลับมาเป็นรัฐบาล ถึงกับต้องตั้งพรรคการเมืองเพื่อเป็นทางเลือก ซึ่งคิดกันไปเอง
โวยผลโพลล์ระบุบิ๊กตู่คะแนนดิ่ง
นอกจากนี้ พล.อ.ประวิตร ยังกล่าวถึงกรณีโพลล์สำรวจความคิดเห็นของประชาชนเห็นด้วยกับการปลดล็อกพรรคการเมืองว่า ยังถามกันวุ่นแบบนี้ จะปลดล็อกได้หรือไม่ และไม่ต้องห่วงว่าจะไม่ทันกรอบเวลา 180 วัน ถึงแม้ไม่ทันจริงๆ ก็ต้องยืดเวลาออกไป แต่คิดว่าทัน ส่วนผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรื่องความนิยมตัวนายกรัฐมนตรีลดลงนั้น อยากบอกว่า “นายกรัฐมนตรีเหนื่อยจะตายโหง ทำงานทุกอย่าง ปัดโธ่ โพลล์ที่ไหนสำรวจมา ให้ไปคิดกันเอาเอง ผมว่าทุกอย่างดีขึ้นทุกวัน นายกฯ ทำงานเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว ทำทุกอย่าง แต่ผลสำรวจโพลล์บอกว่า คะแนนลดลง 20% ไปถามใครมา”
พล.อ.ประวิตร ยังปฏิเสธแสดงความคิดเห็นกรณีที่ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีตที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ออกมาระบุ พล.อ.ประยุทธ์ เกรงใจพี่น้อง ไม่กล้าปรับพ้น ครม.ว่า การปรับ ครม.เป็นเรื่องของนายกฯ ดูแลทั้งหมด และนายกฯ ไม่ต้องเกรงใจใครเลย ส่วนที่มีกระแสข่าวไปทาบทามตัวบุคคลไว้แล้ว เช่น พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล อดีตปลัดกระทรวงกลาโหม นั่ง รมว.แรงงานนั้น ไม่ทราบ เพราะไม่ใช่คนปรับ ครม. ถามกันไปเรื่อย และส่วนตัวก็ไม่เสนอชื่อคนที่จะมาเป็น รมว.แรงงาน เพราะการปรับ ครม. เป็นเรื่องของนายกฯ
โอด “วงษ์สุวรรณ” โดนโจมตีตลอด
พล.อ.ประวิตร ยังกล่าวถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมการนั่งเป็นกรรมาธิการร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.)ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ของ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ว่า ยังไม่รู้เรื่องเลย มาถามทำไม ต้องไปถาม พล.ต.อ.พัชรวาท เพราะถึงจะมีฐานะเป็นพี่ชาย แต่ไม่ได้อยู่และเจอกัน และการที่ พล.ต.อ.พัชรวาทจะดำรงตำแหน่งอะไรก็เป็นเรื่องของเขา อายุ 60 กว่าแล้ว ส่วนตนอายุ 70 กว่าแล้วจะมายุ่งอะไร
“อย่าเอาความเป็นพี่เป็นน้อง มาเกี่ยวข้องกับเรื่องการทำงาน ไม่เช่นนั้นจะทำงานด้วยกันได้อย่างไร ทุกอย่างเป็นการตัดสินใจของ พล.ต.อ.พัชรวาท ทุกคนต่างโตกันหมดแล้ว ผมจะไปช่วยอะไร แต่ก็ช่วยไม่ได้ที่ พล.ต.อ.พัชรวาท ถูกโจมตี เพราะดันมี นามสกุล วงษ์สุวรรณ ถ้าไม่ใช่นามสกุลวงษ์สุวรรณ ไม่โดนหรอก ทั้งวงษ์สุวรรณและจันทร์โอชา และที่โดนโจมตีก็ไม่ใช่เรื่องจริงทั้งหมด ก็อย่าไปสนใจ” พล.อ.ประวิตร กล่าว
“ศุภชัย”ยินดีทหารลงเลือกตั้ง
ด้าน นายศุภชัย ศรีหล้า อดีต ส.ส.อุบลราชธานี และอดีตรองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงกระแสข่าว คสช.จะตั้งพรรคการเมืองลงเลือกตั้งว่า ขอให้คสช.มาเลย ไม่มีปัญหา เพราะไม่ว่าจะเป็น พล.อ.ประยุทธ์ หรือ พล.อ.ประวิตร ถ้าทำตามกติกาที่รัฐธรรมนูญบอกไว้ ก็ยินดีต้อนรับลงสนามเลือกตั้ง ดังนั้นอย่าไปปิดกั้นกันเลย เสนอทางเลือกมาสู้กันตามกติกา เพราะสุดท้ายประชาชนเป็นผู้ชี้ชะตาตัดสิน และจะได้ให้ประชาชนตัดสินว่า เขาจะเลือกฝากอนาคตไว้กับพรรคไหน แต่ถ้ายังนึกไม่ค่อยออก ให้ย้อนกลับไปดูประสบการณ์ในอดีตว่า ทหารเคยตั้งพรรคการเมืองนั้นเป็นอย่างไร แล้วจะรู้ว่าการทำพรรคให้เป็นสถาบันทางการเมืองที่อยู่เพื่อประชาชนอย่างเเท้จริงนั้นไม่ง่ายเลย
“ทรงกลด” ย้ำชัดยังไม่ตั้งพรรค
เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ล่าสุด พล.ต.ทรงกลด อดีตคณะทำงาน คณะเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ คสช. กล่าวถึงกระแสข่าวจัดตั้งพรรคสนับสนุน คสช.ว่า ไม่รู้เรื่อง และไม่ทราบกระแสข่าวดังกล่าว ซึ่งไม่ได้ทำการเมือง และยังไม่ได้จดทะเบียนพรรคการเมืองกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่ทำเป็นเพียงจิตอาสาในนามของพรรค ทั้งนี้ ตนอยู่ใน คสช.จริง ทำในคณะเตรียมการปฏิรูป เพื่อคืนความสุขให้คนในชาติ แม้ว่าจะจบภารกิจในคณะกรรมการชุดนี้ไปแล้ว แต่ยังได้รับเรื่องราวร้องทุกข์ของคนทั้งประเทศ อย่างไรก็ตามคิดว่าจะสามารถช่วยเหลือประเทศชาติได้ จึงไปทำจิตอาสารับเรื่องราวร้องทุกข์จากประชาชน จากนั้นก็ส่งไปให้ คสช.
“การไปตั้งพรรคการเมือง ผมยืนยันว่ายังไม่ได้ทำอะไรทั้งสิ้น เรื่องการเมืองผมไม่ถนัด ข่าวดังกล่าวผมไม่ได้ปฏิเสธอะไร เพราะไม่รู้เรื่อง เรื่องที่เกิดขึ้น คิดว่าคงเห็นว่าผมรู้จักคนเยอะ เลยเอาไปผูกกับการเมือง” พล.ต.ทรงกลดกล่าว
มีชัยปัดคสช.หารือตั้งพรรค
ที่รัฐสภา นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ(กรธ.) และ สมาชิก คสช. ปฏิเสธถึงกระแสข่าวที่ว่า คสช.เตรียมหาพรรคการเมืองเพื่อสนับสนุนกลุ่มคสช.ให้เป็นรัฐบาลสมัยหน้าว่า “ไม่มี คสช.ไม่ได้พูดกัน” ส่วนที่ถามถึงการเดินทางไปประเทศจีนเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาพร้อมกับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ และ อดีตนักการเมืองจากบางพรรคนั้น "ไม่มีประเด็นของการตั้งพรรคการเมือง และผมไปกับอาจารย์วิษณุ ส่วนนักการเมืองที่ไปด้วยก็เป็นก๊วนเดียวกันอยู่แล้ว”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันหยุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นายมีชัย พร้อมด้วยนายวิษณุ ได้เดินทางไปที่ประเทศจีน โดยมีภาพถ่ายปรากฏว่า มีกลุ่มของอดีตนักการเมือง อาทิ นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ ประธานกรรมการ บริษัทกรุงไทยแลนด์ ดีเวลลอปเมนท์ แกนนำพรรคชาติพัฒนา นายกรพจน์ อัศวินวิจิตร อดีตกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในโควตาของพรรคชาติพัฒนา เป็นต้น ร่วมคณะไปด้วย
ไม่ขัดขวาง “พัชรวาท”นั่งกมธ.
นอกจากนี้ นายมีชัยยังกล่าวถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมการนั่งเป็นกรรมาธิการร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตของพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ พล.ต.ท.บุญเรือง ผลพานิชย์ โดยเฉพาะ พล.ต.อ.พัชรวาท กำลังถูก ป.ป.ช.ไต่สวนกรณีร่ำรวยผิดปกตินั้น ไม่ขัดข้องที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แต่งตั้ง พล.ต.อ.พัชรวาท บุคคลที่ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตั้งเรื่องตรวจสอบกรณีร่ำรวยผิดปกติ เป็นกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่าง พ.ร.ป.ว่า เป็นคนนอก ไม่สามารถให้ความเห็นอะไรได้ ส่วนที่หลายฝ่ายท้วงติงว่าการทำหน้าที่อาจเขียนกฎหมายเพื่อให้คุณกับตัวเองหรือเป็นโทษกับคนอื่นนั้น เป็นสิ่งที่วิจารณ์กันได้ แต่หากให้มองในแง่ดี พล.ต.อ.พัชรวาทอาจมีประสบการณ์ที่ทำให้การตรากฎหมายเป็นไปอย่างรอบคอบมากขึ้น
“หลักการทำหน้าที่ไม่มีอะไร แต่ละคนเวลาทำหน้าที่ต้องระวัง แยกหมวกให้ดีๆ แต่เมื่อ สนช.ตั้งแล้วก็ทำงานกันไป ส่วนของกรธ.ที่เป็นคนนอกนั้นจะพยายามติดตามดู หากรู้สึกว่าเนื้อหาจะผิดฝาผิดตัวต้องออกมาพูด ทั้งนี้ ผมเชื่อว่าไม่มีอะไร เพราะไม่ได้ทำด้วยคนคนเดียว ส่วนที่ถามว่ากรณีที่ให้คนมีส่วนได้เสียร่างกฎหมายจะไม่ทำให้มาตรฐานกฎหมายผิดเพี้ยนหรือไม่นั้น เราก็ดูอยู่ ว่าจะไม่แก้อะไรไปในทางที่ผิดไปจากที่เราได้ตั้งเป้า หากเป็นเรื่องความตกหล่น เขาช่วยดูให้ก็ไม่ว่าอะไร แต่หากไปเปลี่ยนหลักการ ก็คงต้องโต้แย้งกับเขา ส่วนเรื่องตัวบุคคลนั้นก็ดูไปก่อนอย่าวินิจฉัยตั้งแต่ทีแรก เพราะเขาอาจจะตั้งใจดีก็ได้” นายมีชัย กล่าว
สนช.อุ้มนั่งกรรมาธิการป.ป.ช.
ที่รัฐสภา นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช. ให้สัมภาษณ์ในเรื่องดังกล่าวว่าว่า ได้เห็นข้อท้วงติงผ่านทางสื่อมวลชนเกี่ยวกับการเข้ามาดำรงตำแหน่งกรรมาธิการ ของพล.ต.อ.พัชรวาท และ พล.ต.ท.บุญเรือง ซึ่งเป็นบุคคลที่มีผู้กล่าวหาเป็นคดีอยู่ในป.ป.ช.แล้ว ซึ่งตามขั้นตอนของการตั้งคณะกมธ.วิสามัญฯ นั้นจะดำเนินการโดยการให้คณะกรรมาธิการสามัญแต่ละคณะเสนอชื่อบุคคลมาให้วิปสนช. ก่อนส่งให้ที่ประชุมสนช.พิจารณา และกมธ.หนึ่งคนจะเป็นกมธ.พิจารณาร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญได้ไม่เกินคนละ 2 คณะ และเมื่อมีการเสนอชื่อผ่านมายังที่ประชุมสนช.แล้ว ประธานสนช.ไม่มีอำนาจเปลี่ยนแปลงแก้ไขได้ เพราะทำได้แค่เพียงการพิจารณาให้ที่ประชุมไม่ดำเนินการผิดข้อบังคับการประชุมสนช. แต่คิดว่าเป็นเรื่องที่คณะกมธ.วิสามัญฯ ต้องพิจารณาต่อไป
เมื่อถามว่า การให้บุคคลที่ถูกกล่าวหาและมีคดีอยู่ในป.ป.ช.มาพิจารณากฎหมายของป.ป.ช. เหมาะสมและเป็นการดำเนินการที่ขัดกันแห่งผลประโยชน์หรือไม่ นายพรเพชร กล่าวว่า ส่วนตัวไม่แน่ใจว่าคดีของสมาชิกสนช.ทั้ง 2 คนนี้อยู่ในขั้นตอนไหนของป.ป.ช. แต่กมธ.ที่พิจารณากฎหมายไม่ได้เกี่ยวข้องกับการพิสูจน์ความบริสุทธิ์หรือความถูกต้องของบุคคลใด และหลักของการประชุมกมธ. ถ้าบุคคลนั้นมีส่วนเกี่ยวข้องก็ไม่มีสิทธิที่จะเข้าประชุมในเรื่องนั้น จึงต้องไปดูในประเด็นข้อกฎหมายว่าเกี่ยวข้องกับท่านหรือไม่ ส่วนที่ถามว่า ตราบเท่าที่สมาชิกสนช.ทั้ง 2 คนยังไม่ถูกชี้มูลความผิด ก็ยังสามารถเข้าประชุมกมธ.ได้ใช่หรือไม่นั้น ยังไม่มีประเด็นที่ถามมาก่อน และถ้าว่ากันตามข้อบังคับการประชุมสนช.ก็ไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในกมธ.ป.ป.ช.ก็มีพล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานป.ป.ช. และนางสุภา ปิยะจิตติ ป.ป.ช. เข้ามาทำหน้าที่ ซึ่งได้ถามและทำความเข้าใจ และทั้งสองคนก็บอกว่าถ้ามีประเด็นเกี่ยวกับการดำรงตำแหน่งดังกล่าวจะไม่เข้าประชุมในเรื่องนั้น
ชี้พัชรวาทแค่ถูกกล่าวหา
ส่วนที่ถามว่าในด้านของความเหมาะสมว่าหากให้ทำหน้าที่ต่อไป อาจจะมีความเสี่ยงว่าจะมีการออกกฎหมายที่เกิดประโยชน์ได้เสียต่อคดีที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของป.ป.ช.หรือไม่ นายพรเพชร กล่าวว่า การพิจารณากฎหมายขอให้ไว้ใจกมธ.และไว้ใจที่ประชุมสนช. ส่วนตัวคิดว่าคณะกมธ.ทั้ง 35 คนต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ และกรณีที่สื่อมวลชนหรือสังคมที่จับตามองอยู่ว่ากมธ.ท่านใดจะโน้มเอียงไปในทางที่ไม่ถูกต้องนั้น ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีและจะเป็นการเตือนไปยังกมธ. ส่วนตัวเชื่อมั่นและเอาเกียรติยศเป็นประกันว่า สนช.จะไม่ออกกฎหมายที่ขัดต่อหลักนิติธรรม และให้เป็นกฎหมายที่ไม่ถูกต้อง
เผยอยู่ที่พัชรวาทจะตัดสินใจ
ขณะที่นายวัลลภ ตังคณานุรักษ์ ประธานคณะกรรมาธิการการสังคม เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส สนช. ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิปสนช.) กล่าวถึงหลักเกณฑ์การคัดเลือกสมาชิกเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)ว่า โดยปกติการจะเป็นกรรมาธิการพิจารณาร่างกฎหมายต่างๆ นั้นก็จะเสนอจากคณะกรรมาธิการสามัญประจำสนช. แต่การเป็นกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.)นั้น ประธานสนช.ได้วางแนวทางไว้คือ สมาชิกคนใดที่สนใจจะมาเป็นกรรมาธิการ พ.ร.ป.ฉบับใด ก็ให้แจ้งความจำนง เช่น นายกล้านรงค์ จันทิก สนช.ลงชื่อขอเป็นกรรมาธิการ พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นต้น
นายวัลลภ กล่าวต่อว่า รายชื่อที่แจ้งความประสงค์ก็จะส่งให้นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสนช.คนที่ 1 ในฐานะประธานกรรมาธิการสามัญพิจารณาศึกษา เสนอแนะ และรวบรวมความเห็นเพื่อการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ พิจารณา หากร่างพ.ร.ป.ชุดใดมาสมาชิกสนใจเกินจำนวนก็จะมีการไกล่เกลี่ย ซึ่ง พล.ต.อ.พัชรวาท ลงชื่อเป็นกรรมาธิการ ป.ป.ช.ตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว ส่วนเรื่องการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมในการนั่งเป็นกรรมาธิการเป็นเรื่องของสังคมที่มุ่งมาถึงตัวบุคคล ซึ่งทุกอย่างอยู่ที่เจ้าตัวจะพิจารณา
“มาร์ค”จวกดึงสนช.คดีติดตัวนั่งกมธ.
ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการต้องถาม ถึงกรณีที่สนช. ตั้งคณะกรรมาธิการร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ว่า ตอนนี้เหมือนสนช.ไม่มีบรรทัดฐานเกี่ยวกับการร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องขององค์กรอิสระ แต่เวลาที่มีการเปลี่ยนแปลงมาตรฐานของคุณสมบัติต้องห้าม หรือโครงสร้างอะไรก็ตามที่อาจทำให้ไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ในพ.ร.ป.ป.ป.ช. ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะการออกแบบระบบการเมืองโดยเฉพาะในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ป.ป.ช.มีอำนาจสูงมากและเป็นศูนย์กลางของการตรวจสอบถ่วงดุลในระบบ ป.ป.ช.ทำหน้าที่เหมือนเป็นกลไกต้นน้ำส่งเรื่องต่างๆ ไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ศาลฎีกา หรือองค์กรอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ป.ป.ช.จึงมีความหมายมาก ดังนั้นถ้าป.ป.ช.ไม่มีความเป็นอิสระ หรือฝักใฝ่ ไม่เป็นกลาง จะเป็นปัญหาที่ใหญ่หลวงมาก
“ผมเคยติงว่าสมัยก่อนหากป.ป.ช.ทำอะไรมิชอบ เราสามารถไปร้องต่อศาลฎีกาโดยตรงได้ แต่ตอนนี้เราจะไปฟ้องโดยตรงไม่ได้แล้ว จะต้องไปร้องต่อประธานสภา ซึ่งตอนนี้ก็คือ ประธานสนช. ปัญหาคือ รัฐธรรมนูญให้อำนาจประธานสภามากเกินไป ตรงนี้อันตรายมาก ยิ่งในยุคเลือกตั้งประธานสภาส่วนใหญ่ก็จะเป็นคนของรัฐบาล เราจึงต้องให้ความสำคัญกับกฎหมายป.ป.ช. เพราะรัฐธรรมนูญนี้ให้อำนาจป.ป.ช.สูงมาก และเป็นองค์กรหลักในการตรวจสอบถ่วงดุล จากที่เป็นข่าวจะเห็นว่ามีคณะกรรมาธิการหลายท่านที่เป็นคนสนิทของพล.อ.ประวิตร ผมว่าคนสนิทหรือไม่ ตรงนี้ไม่สำคัญ แต่สำคัญตรงที่ว่า สนช. 4-5 คนนี้มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ โดยเฉพาะกรณีที่มีคณะกรรมาธิการยังมีคดีเกี่ยวข้องอยู่ ยิ่งชัดเจนว่าเป็นการทำงานที่ขัดต่อหลักธรรมาภิบาล” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
ไม่เชื่อศิริชัยลาออกทำธุรกิจ
นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงกระแสการปรับคณะรัฐมนตรีวว่า เหตุการณ์ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน หลังจากเกิดเหตุมีคำอธิบายว่าอดีตรัฐมนตรีแรงงานจะไปทำธุรกิจ แต่ถ้าเป็นแบบนั้นต้องวางแผนมาก่อน ซึ่งติดใจว่า ทำไมรัฐบาลไม่ตอบคำถามตรงไปตรงมาว่า การลาออกครั้งนี้เพราะมีความเห็นไม่ตรงกัน ดังนั้น จึงไม่เชื่อว่าลาออกเพื่อไปทำธุรกิจ สิ่งสำคัญในเรื่องความเห็นไม่ตรงกันมีเพียงเรื่องเดียว คือ พล.อ.ประยุทธ์เซ็นคำสั่งมาตรา 44 โยกย้ายอธิบดีกรมการจัดหางาน โดยที่อดีต รมว.แรงงานไม่ได้รับทราบ ซึ่งในเชิงบริหาร การใช้มาตรา 44 ไม่สะท้อนแบบอย่างการมีธรรมาธิบาลและความโปร่งใส หากการโยกย้ายดังกล่าวมีสาเหตุจากการบริหารภายใน พบความไม่ชอบมาพากลก็น่าจะมีเหตุผลให้แก่สาธารณะ แต่จนถึงตอนนี้ไม่ชัดเจนว่าเหตุผลคืออะไร
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า สิ่งที่เป็นห่วงกระทรวงแรงงานคือ การขยายเวลาจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าวที่หวังว่าจะทำให้เสร็จภายในสิ้นปีนี้ แต่มองว่ายังไม่เรียบร้อย ไม่ใช่เฉพาะเรื่องจำนวนต่างด้าวที่ต้องขึ้นแรงงาน แต่ยังมีเงื่อนไขในกฎหมายเกี่ยวกับการใช้แรงงานต่างด้าวที่ปฏิบัติยาก ซึ่งก่อนหน้านี้มีคำสั่งให้แก้กฎหมายภายใน 120 วัน ถามว่าวันนี้เขาแก้ไขหรือยัง นี่คือปัญหาใหญ่ที่รัฐบาลต้องไปดู ดังนั้นถ้าไม่รีบปรับครม. รัฐบาลจะต้องไม่ทำความเสียหายแก่ส่วนรวม ซึ่งแปลกใจว่าทำไมรัฐบาลไม่รีบปรับครม. เพราะมีความจำเป็นต้องมีคนขับเคลื่อนระดับนโยบาย หากไม่เร่งทำ ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดกับรัฐบาล แต่จะเสียหายทางเศรษฐกิจต่อไป ฉะนั้นจึงอยากเห็นรมว.แรงงานที่เร่งคุยกับภาคธุรกิจเอกชน
ชี้โมเดลแบบ“ป๋า”อาจไม่ได้ผลอีกแล้ว
“อยากได้คนที่มีความสามารถเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม การปรับครม.ก็อย่าตั้งแง่กับทหาร ถ้าคนอื่นที่ไม่ใช่ทหารแต่ทำงานไม่ได้ก็ต้องปรับออกเช่นกัน ดังนั้น ยึดผลงานเป็นตัวตั้งจะดีกว่า ตอนนี้เราต้องการคนเก่งและคนมีความรู้เฉพาะด้านในสถานการณ์แบบนี้ สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกฯ ทั้งสองท่านนี้ ได้ใช้บุคคลเพื่อวางรากฐานหลายอย่าง แต่เมื่อสมัยพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกฯ ก็มีคนเก่งเข้ามาเหมือนกัน แต่รู้สึกว่าความประทับใจของคนไม่เหมือนในยุค พล.อ.เปรม เพราะโครงสร้างทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองเปลี่ยนแปลงไป” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
ธนะศักดิ์ชี้ “ยอดยุทธ” ไม่ได้ถูกทาบ
ด้านความคืบหน้าเกี่ยวกับการปรับครม.ประยุทธ์ 5 นั้น วันเดียวกันที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าอยู่ที่ดุลพินิจของพล.อ.ประยุทธ์ และไม่จำเป็นต้องถามตัวรัฐมนตรี เพราะเป็นดุลพินิจนายกฯ เนื่องจากเป็นผู้นำรัฐบาล สามารถปรับให้เกิดความเหมาะสมตอนไหนก็ได้ ส่วนเรื่องการปรับลดรัฐมนตรีสัดส่วนทหารนั้น ส่วนตัวหากผู้บังคับบัญชาเลือกอะไรถือเป็นสิ่งที่ดี ต้องทำตาม เพราะเป็นทหาร ส่วนคุณสมบัติ รมว.แรงงานที่ว่างลงนั้น เห็นว่า ใครที่มีความรู้ความสามารถนั้นสามารถเข้ามาทำงานได้หมด ไม่จำเป็นต้องเป็นทหารเสมอไป อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาในคสช.ยังไม่ได้พูดคุยเรื่องการปรับครม. และไม่ทราบว่า การประชุมคสช.วันที่ 7 พฤศจิกายน จะมีการหยิบยกมาหารือกันหรือไม่
ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้มีภาคเอกชนและผู้มีชื่อเสียงลาออกจากตำแหน่งเก่าโดยมีการคาดการณ์ว่าจะมารับตำแหน่งรัฐมนตรี พล.อ.ธนะศักดิ์ กล่าวว่าอยากให้รอการตัดสินใจของนายกฯ ความเป็นไปได้ทุกคนมีสิทธิ์หมด แต่ต้องเป็นคนดีและทำงานเกื้อกูลส่งเสริมให้ภารกิจลุล่วงได้ อย่างไรก็ตาม เห็นจากข่าวว่า พล.อ.ยอดยุทธ บุญญาธิการ ลาออกจากตำแหน่งประธานกรรมการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) แต่จากการสอบถาม พล.อ.ยอดยุทธระบุว่าไม่ได้รับการทาบทาม
ส่วนกรณีนักการเมืองเรียกร้องให้ คสช.ปลดล็อกพรรคการเมืองว่า ในวันที่ 7 พฤศจิกายน จะประชุม คสช. แต่ยังไม่ทราบว่า จะมีวาระการปลดล็อกพรรคการเมืองหรือไม่ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้คสช.พูดคุยกันมานานแล้ว แต่ต้องเห็นใจ สมมุติมีพรรคการเมือง 5 พรรคอยากทำกิจกรรมต่างๆ แล้วหากบังเอิญคสช.ออกคำสั่งไปเหมือนพรรคใดพรรคหนึ่งในนั้นอาจกลายเป็นเอียงไปตรงนั้น จริงๆ เป็นขั้นตอนที่คสช.เตรียมทำให้อยู่แล้ว พรรคการเมืองต้องใจเย็น รอสักพักหนึ่ง มันก็น่าจะออกมาได้
“ประจิน” รับนายกฯ ถามความเห็น
ด้าน พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกฯ ให้สัมภาษณ์กรณี พล.อ.ประยุทธ์จะปรับครม.ว่า ทุกครั้งที่ผ่านมานายกฯ จะสอบถามความคิดเห็นเรื่องดังกล่าวกับรองนายกฯ ครั้งนี้ก็เช่นกัน ในช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมานายกฯ ได้สอบถามความเห็นผ่านผู้ประสานงานเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว โดยไม่ได้แสดงความคิดเห็นอะไร เพียงแต่เรียนนายกฯ ไปว่านายกฯ ติดตามผลงาน และมีความใกล้ชิดกับรัฐมนตรีทุกคน จึงเป็นผู้ที่เหมาะสมที่สุดที่จะพิจารณาและตัดสินใจเรื่องดังกล่าว
“สมชาย”หนุนยึดเปรมโมเดล
นายสมชาย แสวงการ สมาชิก สนช. กล่าวถึงกระแสข่าวการปรับครม.ของรัฐบาลว่า เห็นด้วยหากจะปรับครม. เพื่อให้สอดรับกับช่วงเวลา 1 ปีเศษที่เหลือ จุดอ่อนขณะนี้คือปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง รวมถึงการสื่อสารกับประชาชนที่ต้องการให้ทราบถึงการปฏิรูปที่รัฐบาลได้ดำเนินการไป ในส่วนการปรับครม. โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ควรยึดโมเดลสมัยรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่ระดมคนจากภาคส่วนต่างๆ ที่มีความรู้ ความสามารถมาร่วมมือกัน ทั้งภาคธุรกิจ กลุ่มคนจากอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) อดีตสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ(สปท.) หรืออาจขอความเห็นจากอดีตนายกรัฐมนตรีจากรัฐบาลที่ผ่านๆ มา มาร่วมด้วย เพราะถือเป็นวาระของชาติ และนายกรัฐมนตรีควรนัดประชุมสัปดาห์ละครั้ง ในประเด็นต่างๆ โดยดึงกระทรวง ภาคส่วนที่ส่วนที่เกี่ยวข้องมาหารือ เชื่อว่า การขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาต่างๆ จะเร็วขึ้น ส่วนจะมีสัดส่วนทหารเท่าใดในครม.นั้น ไม่ติดใจเรื่องนี้
นายสมชายกล่าวถึง กรณีนายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต่อต้านคอร์รัปชัน ระบุ คสช.กำลังวางยุทธศาสตร์ตั้งพรรคพลังชาติไทย เพื่อดึงส.ส.จากพรรคต่างๆ มาสืบทอดอำนาจว่า การตั้งพรรคการเมืองใหม่เกิดขึ้นได้ เพราะหากมีแต่พรรคการเมืองเดิมก็จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ส่วนตัวสนับสนุนหากตั้งพรรคการเมืองใหม่ขึ้นมา และมีเป้าหมายชัดเจน มีบุคคลที่จริงจังในการพัฒนาการปฏิรูป อุทิศตัวเพื่อชาติบ้านเมือง ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ไม่ว่าพรรคที่ตั้งขึ้นใหม่จะสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีหรือไม่ แต่หากตั้งมาเพียงเพื่อสืบทอดอำนาจ เหมือนตัวอย่างในอดีต อย่างการตั้งพรรคสามัคคีธรรม อาจมีบทสรุปที่ไม่สวย
พท.เย้ยโพลล์เชียร์ยังบอกคะแนนตก
วันเดียวกัน ร.ท.หญิง สุณิสา เลิศภควัต อดีตรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีกระแสข่าวการปรับครม.หลังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานลาออกว่า หากการปรับ ครม.ครั้งนี้ มีการมอบเก้าอี้เพื่อตอบแทนผู้ที่เคยมีส่วนช่วยในการยึดอำนาจ ก็น่าเป็นห่วงว่าสถานการณ์ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ อาจจะยิ่งตกต่ำลง เพราะขณะนี้ประชาชนเริ่มแสดงความเบื่อหน่ายรัฐบาลมากขึ้น เพราะทำงานไร้ประสิทธิภาพ แถมยังใช้เงินเก่งและไม่ยอมให้ประชาชนตรวจสอบ ซึ่งแม้แต่โพลล์ที่เคยเชียร์รัฐบาลมาตลอด เช่น ซูเปอร์โพล ก็ยังระบุว่า ความนิยมที่มีต่อ พล.อ.ประยุทธ์ ลดลงถึง 26 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ หวังว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะไม่เอาอย่าง นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ที่ตั้งลูกสาวมาเป็นเลขาฯ เพื่อให้ช่วยเก็บความลับ เพราะถ้า พล.อ.ประยุทธ์ ทำแบบเดียวกับนายมีชัย โดยการแต่งตั้งเพื่อนร่วมรุ่นหรือคนใกล้ชิดมาเป็นรัฐมนตรีอีก ก็อาจถูกโจมตีได้ว่าวางตัวเด็กในคาถาเข้ามาช่วยรักษาความลับเกี่ยวกับโครงการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อผลาญงบประมาณแผ่นดินอีก ใช่หรือไม่ ทั้งๆ ที่ การแต่งตั้งโดยใช้ระบอบอุปถัมภ์มันผิดหลักการบริหารสมัยใหม่ และจะทำลายองค์กร ไม่ต่างอะไรกับการใช้เส้นสายวิ่งเต้นเข้าทำงาน อาจทำให้เกิดปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการคอร์รัปชั่นโดยไม่สามารถตรวจสอบได้
ร.ท.หญิง สุณิสา กล่าวต่อว่า “นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ควรออกมาชี้แจงว่า ที่สั่งย้ายอธิบดีกรมการจัดหางานนั้น เป็นเพราะเขาไม่ยอมจัดซื้อเครื่องสแกนม่านตามูลค่าพันล้านเพราะเห็นว่าสิ้นเปลืองงบประมาณโดยไม่จำเป็นนั้น เป็นความจริงตามข่าวของสื่อมวลชนหรือไม่ การปล่อยให้ปลัดกระทรวงแรงงานออกมาแก้ตัวแทนโดยการส่งแฟกซ์ไปตามสำนักข่าวนั้นไม่ทำให้สังคมหายสงสัยเพราะก็เป็นไปได้ว่าตัวปลัดกระทรวงเองอาจกลัวโดนย้ายเลยต้องพูดแบบนี้ หาก พล.อประยุทธ์ไม่ชี้แจงประเด็นนี้ด้วยตัวเอง ก็น่าสงสัยว่าเรื่องนี้อาจมีมูลความจริง”
รองผบก.5โดนแจ้งละเว้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงสายของวันที่ 6 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ นายทหารปฏิบัติการ ประจำกองบัญชาการกองทัพบก ปฏิบัติหน้าที่ฝ่ายกฎหมาย คสช. ได้รับมอบหมายจากหัวหน้าฝ่ายกฎหมาย คสช. ให้เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.เจริญสิทธิ์ จงอิทธิ รอง ผกก.สอบสวน สน.ปทุมวัน และ พล.ต.ต.ภัคพงษ์ เภตรา รอง ผบช.น. ในฐานะเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษต่อ พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ อนุฤทธิ์ รอง ผบก.น. 5 โดยกล่าวหาว่า “ขับรถยนต์ติดแผ่นป้ายทะเบียนปลอม” พา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลบหนีไม่ไปฟังคำพิพากษาคดีจำนำข้าว ทั้งนี้ทราบอยู่แล้วว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้ประกันตัวปล่อยตัวชั่วคราว แต่ไม่จับกุมตัวนำตัวไปฟังคำพิพากษา แต่กลับขับรถพาหลบหนี จึงแจ้งข้อหาเป็นเจ้าพนักงานละเว้นหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (มาตรา 157)
“ศรีสุวรรณ” ยื่นสนช.ปฏิรูปศาล
ที่รัฐสภา นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ยื่นหนังสือต่อนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช. เรียกร้องปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมในส่วนการทำงานของศาล โดยนายพรเพชร กล่าวว่า ขอมารับเรื่องเอง เนื่องจากเป็นผู้พิพากษามากว่า 45 ปี การปฏิรูปศาลนั้นหากมองในแง่ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร คงไม่สามารถแทรกแซงการทำงานของศาลได้ รัฐธรรมนูญรับประกันความเป็นอิสระในการทำงานศาล อย่างไรก็ตามในทางกฎหมายมีกระบวนการตรวจสอบองค์กรอิสระใดๆ ที่ประพฤติมิชอบอยู่แล้ว การจะให้ฝ่ายนิติบัญญัติหรือรัฐบาลเข้าไปแทรกแซง คงไม่ได้ ขณะที่คดีความต่างๆ จะมีองค์กรหรือหน่วยงานที่ดูแลอยู่แล้ว หากมีปัญหาควรไปยื่นเรื่องต่อองค์กรเหล่านี้ให้ช่วยเหลือ เรื่องการปฏิรูปศาล ในรัฐธรรมนูญมีบัญญัติไว้แล้วว่าจะต้องปฏิรูปอย่างไร ขณะนี้กำลังดำเนินการอยู่
(ข่าวหน้า1.คมชัดลึก)



