ข่าว

ปชป.ค้านเปลี่ยนใช้ชื่อโครงการชุมชนพอเพียง

ปชป.ค้านเปลี่ยนใช้ชื่อโครงการชุมชนพอเพียง

27 ก.ย. 2552

"ปชป."ค้านเปลี่ยนใช้ชื่อโครงการชุมชนพอเพียง ระบุนโยบายนี้เป็นไปตามแนวทางพระราชดำริฯ ชี้ปัญหาการทุจริตจะต้องปัดกวาดให้หมด หนุนรบ.นโยบายไทยเข้มแข็งแก้ปัญหาหนี้ภาคปชช.

 (27ก.ย.)  น.พ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยออกมาเรียกร้องรัฐบาลเปลี่ยนชื่อโครงการชุมชนพอเพียง ว่า พรรคประชาธิปัตย์ขอยืนยันว่าโครงการชุมชนเศรษฐกิจพอเพียงเป็นโครงการที่ดีตามแนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นแบบอย่างที่ดีในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ และในเวทีระดับโลกให้ความสนใจในเรื่องนี้ จึงไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนชื่อ

 และพรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนให้รัฐบาลเดินหน้าโครงการนี้ โดยพยายามทำทุกรูปแบบเพื่อให้เกิดความโปร่งใส ตรวจสอบได้และจัดการเด็ดขาดกับพวกที่แสวงหาผลประโยชน์ หากเห็นว่าหางกระดิกก็ตัดหางก่อนซึ่งผิดกับรัฐบาลที่ผ่านมาที่ปล่อยให้หัวกระดิกและหางก็กระดิกตาม ซึ่งในขณะนี้พบว่าโครงการเอสเอ็มแอลและโครงการอยู่ดีมีสุข ในพื้นที่ภาคอีสานมีคนของพรรคการเมืองฝ่ายค้านเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

หนุนรบ.นโยบายไทยเข้มแข็งแก้ปัญหาหนี้ภาคปชช.

น.พ.บุรณัชย์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนแนวทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมของรัฐบาล โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่สำนักวิจัยออกมาระบุว่าประชาชนมีหนี้สินในครัวเรือนกว่า 69% โดยเป็นเงินกู้ในระบบ 21% ที่เหลืออีก 48% เป็นหนี้นอกระบบ พรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนแนวทางการแก้ปัญหาตามรูปแบบแนวนโยบายไทยเข้มแข็ง โดยอยากให้รัฐบาลได้กระตุ้นให้ภาคการเกษตรได้เลี้ยงตัวเองได้ และแก้ปัญหาหนี้ภาคประชาชนที่เคยเป็นหนี้กองทุนหมู่บ้านโดยการขยายเวลาชำระหนี้กองทุนจาก 1 ปีเป็น 2 ปี พร้อมทั้งหาทางแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบจากการกู้เงินมาใช้หนี้กองทุนหมู่บ้าน หามาตรการช่วยเหลือผู้ใช้แรงงานเพื่อลดอัตราการว่างงานได้อย่างแท้จริงตามที่รัฐบาลได้ประกาศว่าจะมีการสร้างงาน 1.5 ล้านตำแหน่งภายในปี 2555 รวมทั้งหามาตรการรักษาพยาบาลโดยการขยายจากผู้ทำประกันตนเองไปถึงครอบครัวด้วย

 น.พ.บุรณัชย์ กล่าวอีกว่า สำหรับการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบสนับสนุนให้รัฐบาลให้มีการขึ้นทะเบียนและมีระบบไกล่เกลี่ยโดยให้สถาบันการเงินของรัฐหาเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อนำไปใช้หนี้นอกระบบที่ดอกเบี้ยสูง และการช่วยเหลือประชาชนในครัวเรือนด้วยการลดค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสินค้าอุปโภค-บริโภค แก๊สหุงต้ม เพราะปัญหาในประเทศไทยขณะนี้เกิดปัญหาเชิงโครงสร้างที่ส่วนหนึ่งมาจากนโยบายของรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ที่ให้ประชาชนกู้เงินจนทำให้หนี้ครัวเรือนพุ่งสูงสุดในปี 2544 และปัญหาความไม่สงบทางการเมืองที่มีกลุ่มการเมืองอกมาเคลื่อนไหวจนส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยวและลงทุนมีผลทำให้รายได้ของประชาชนลดลง

"พท."ชี้"นายกฯ"ปรับครม.เศรษฐกิจทันทีหลังกลับประชุมยูเอ็น

ที่พรรคเพื่อไทย เมื่อเวลา 10.00 น. นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงเรียกร้องนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้ปรับคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ หลังจากการการประชุมสหประชาชาติ ( ยูเอ็น) ว่า หลังจากการกลับการประชุมยูเอ็น นายอภิสิทธิ์ ควรต้องปรับครม.เศรษฐกิจแบบบูรณาการ ทั้งนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ เพราะที่ผ่านมาการทำงานแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ 9 เดือนถือว่าล้มเหลว ซึ่งการประชุมที่ยูเอ็นนายอภิสิทธิ์ บอกว่าการแก้ปัญหาเศรษฐกิจโลก ต้องยึดหลักเศรษฐกิจพอพียง แต่ทางปฏิบัติรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ น่าจะเข้าใจหลักเศรษฐกิจพอเพียงเฉพาะตัวอักษรหรือในกระดาษเท่านั้น เพราะที่ผ่านมารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ไม่เคยพอเพียง กลับสร้างหนี้มหาศาลถึง 9 แสนล้านบาท ที่มาจาก พ.ร.ก.เงินกู้ 8 แสนล้านและงบประมาณกลางปีอีกแสนล้าน และยังเกิดการทุจริตโครงการชุมนุม ซึ่งล่าสุดชาวบ้านต.ไม้ดัด อ.บางระจัน ม.1-14 จ.สิงห์บุรี พบความผิดปกติในการอนุมัติซื้อสินค้าที่ไม่ตรงกับความต้องการของชาวบ้าน ซึ่งแม้งบประมาณจะไม่เยอะ จำนวนกว่า 3 ล้านบาทแต่ก็เป็นงบประมาณแผ่นดิน

 พรรคเพื่อไทยเคยเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบที่มีตัวแทนภาครัฐ ฝ่ายค้าน ส.ว.และประชาชน เพื่อให้เกิดความโปร่งใส เพราะแค่การลาออกของนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี จากประธานโครงการ ฯ , นายประโภชฌ์ สภาวสุ น้องชายนายกอร์ปศักดิ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน (สพช.) และนายสุมิตร แช่มประสิทธิ์ ผอ.สพช. ยังไม่เพียงพอ เช่นเดียวกับการบริหารโครงการต้นกล้าอาชีพ โครงการที่แจกเงิน 2,000 บาทให้กับผู้ที่มีประกันสังคมและมีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท ที่ใช้งบประมาณเกือบ 20,000 ล้านบาท ขณะที่โครงการไทยสามัคคี ไทยเข้มแข็ง ก็เริ่มมีกลิ่นออกมาแล้วว่าอาจจะมีการทุจริตในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข

 “ คำพูดของเศรษฐกิจพอเพียงของนายอภิสิทธิ์ดูดี แต่กลับกู้หนี้มหาศาล ขณะที่การอนุมัติงบประมาณ 11,000 ล้านบาทของกระทรวงกลาโหม ก็ใช้เวลาอนุมัติกันเพียง 5 นาที โดยจะมีนำเงินไปจัดซื้ออาวุธด้วยวิธีพิเศษนั้นก็สุ่มสี่ยงที่จะขัดจ่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 ดังนั้นนี่จึงเป็นโค้งสุดท้ายของนายอภิสิทธิ์ที่จะแก้ตัว อย่าให้เป็นรัฐบาลอภิสิทธิ์ชนที่ทำอะไรก็ไม่ผิด ” โฆษกเพื่อไทยกล่าวเตือน

 ทั้งนี้โฆษกพรรค ยังกล่าวถึงการแก้รัฐธรรมนูญและแต่งตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่ด้วยว่า การแก้รัฐธรรมนูญ ไม่ต้องการให้นายอภิสิทธิ์ซื้อเวลาด้วยการตั้ง สสร. อีก แต่ให้เร่งแก้รัฐธรรมนูญ 6 ประเด็นตามที่คณะกรรมการสมานฉันท์ เสนอ เพราะที่ผ่านมาผลโพลล์ ระบุว่ากว่า 86 % เห็นว่าการแก้รัฐธรรมนูญ 6 ประเด็นจะแก้วิกฤติที่แก้ขึ้น รวมทั้งปัญหาเศรษฐกิจได้ โดยพรรคเพื่อไทยยืนยันให้มีการแก้รัฐธรรมนูญทั้ ง6 ประเด็น โดยไม่ต้องทำประชามติ หรือตั้ง สสร . เพราะการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นการเล็กไม่ใช่แก้ใหญ่ทั้งฉบับ แต่ให้แก้รัฐธรรมนูญโดยระบบรัฐสภาโดยเร่งด่วน และเมื่อแก้รัฐธรรมนูญแล้วให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ยุบสภา เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชน

" พท. " ชี้เหตุ "นายกฯ" ตั้งผบ.ตร.ไม่ได้  

 นายพร้อมพงศ์ กล่าวถึงการแต่งตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่นั้น ว่า เท่าที่ได้ฟังที่นายอภิสิทธิ์พูดว่า ไม่ใช่โลกทั้งใบหมุนรอบ ผบ.ตร.คนเดียว ฟังแล้วดูดี แต่ทางปฏิบัติการแต่งตั้ง ผบ.ตร.กลับใช้เวลายืดเยื้อ และยังจะให้มีการตั้งรักษาการ ผบ.ตร.อีกหากยังแต่งตั้ง ผบ.ตร.คนใหม่ไม่ได้ ทั้งที่มีเวลาเหลืออีกแค่ 3 วัน ที่ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุรรณ ผบ.ตร.จะเกษียณแล้ว โดยเหตุที่การแต่งตั้ง ผบ.ตร. ยืดเยื้อเพราะยึดหลักกู มากกว่าหลักการและหลักคุณธรรม กระทั่งทำให้เกิดวิกฤติผู้นำครั้งใหญ่ ดังนั้นจึงเรียกร้องว่า หลังกลับจากการประชุมสหประชาชาติ นายอภิสิทธิ์ ควรประชุมแต่งตั้ง ผบ.ตร. โดยจะเป็นใครก็ได้ แต่ให้ยึดหลักการและหลักคุณธรรม หรือถ้าจะแต่งตั้งรักษาการ ผบ.ตร. ก็ควรต้องยึดหลักคุณธรรม โดยพิจารณาแต่งตั้ง พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ที่เป็น รอง ผบ.ตร.อาวุโสอันดับหนึ่ง และขอให้นายอภิสิทธิ์ควรหยุดแทรกแซงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยให้ระบบและกระบวนของ สตช. เดินหน้าไป เพราะการที่ สตช. ขาด ผบ.ตร. ก็เหมือนขาดหัวจนกลายเป็นอัมพาต พิกลพิการ ไม่สามารถบริหารจัดการแต่งตั้งตำรวจชั้นยศระดับต่างๆ ได้

 “ หากภายในวันที่ 30 ก.ย.ยังไม่สามารถแต่งตั้ง ผบ.ตร.ได้ นายอภิสิทธิ์ ควรแสดงความกล้าหาญ รับผิดชอบ ด้วยการลาออก แล้วให้นายชวน หลีกภัย อดีตนายก ฯ 2 สมัย เข้ามาแก้ภาวะความเป็นผู้นำกันใหม่ ” โฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าว