ข่าว

ผู้นำลิเบียและเวเนซุเอล่า ประสานเสียงสู้ชาติตะวันตก

ผู้นำลิเบียและเวเนซุเอล่า ประสานเสียงสู้ชาติตะวันตก

27 ก.ย. 2552

พันเอกโมฮัมมาร์ กัดดาฟี่ ประธานาธิบดีของลิเบีย และประธานาธิบดีฮูโก ชาเวซ ได้เรียกร้องให้บรรดาผู้นำเกือบ 30 ชาติ ทั่วทั้งแอฟริกาและอเมริกาใต้ ร่วมกันสถาปนาความเป็นพันธมิตรสองทวีปที่แข็งแกร่ง เพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน

โดยผู้นำลิเบีย ที่เพิ่งจะไปเยือนทวีปอเมริกาเป็นครั้แรก ได้เรียกร้องในระหว่างการประชุมสุดยอดที่เกาะมาร์การิต้า ให้สองภูมิภาคจับมือกันสร้างอิทธิพลทางเศรษฐกิจและการเมือง และยังเรียกร้องให้สถาปนาความเป็นพันธมิตรแบบเดียวกับองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ หรือ นาโต้

ด้านประธานาธิบดีชาเวซ ได้ให้คำมั่นว่าจะช่วยสนับสนุนทางการเงินสำหรับเงินทุนจำนวน 1 หมื่นล้านดอลล่าร์ หรือราว 3 แสน 5 หมื่นล้านบาท สำหรับการก่อตั้งธนาคารเพื่อการพัฒนาอเมริกาใต้-แอฟริกา และจะมีการลงนามในข้อตกลงที่จะมีขึ้นภายในวันเสาร์ (ตามเวลาท้องถิ่น )

การประชุมสุดยอดระหว่างสองภูมิภาค ที่เริ่มต้นเมื่อวันเสาร์ ได้รับการคาดหมายว่าจะมีการแถลงถึงประเด็นความวิตกอย่างกว้าง ๆ ตั้งแต่เรื่องความหิวโหยในแอฟริกา จนถึงวิกฤติเศรษฐกิจและการปฎิรูปสหประชาชาติ การประชุมครั้งนี้ ทำให้ผู้นำเวเนซุเอล่า มีโอกาส
ในความพยายามที่จะมีบทบาทเป็นผู้นำนอกละตินอเมริกา ขณะที่วิพากษ์วิจารณ์สหรัฐว่าใช้อิทธิพลและส่งเสริมนโยบายปลุกเร้าลัทธิสังคมนิยม

ประธานาธิบดีชาเวซ กล่าวว่า การผนึกกำลังกันระหว่างสองผู้ภาค จะช่วยให้สามารถเผชิญหน้ากับมรดกตกทอดที่จักรวรรดิฝั่งเหนือ , จักรวรรดิยุโรป และจักรวรรดิอเมริกาทิ้งเอาไว้ให้ ส่วนพันเอกกัดดาฟี่ ได้สะท้อนความวิตกของประธานาธิบดีชาเวซ ที่ว่า บรรดามหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก ได้ขโมยความร่ำรวยของสองทวีปไป

พันเอกกัดดาฟี่ ที่ปกครองลิเบียมาตั้งแต่ยึดอำนาจจากการก่อรัฐประหาร เมื่อปี 2512 ต้องการจะมีบาทที่ยิ่งใหญ่มากขึ้นในเวทีโลก ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ที่รวมถึงการเป็นประธานหมุนเวียนสหภาพแอฟริกันด้วย ส่วนประธานาธิบดีหลุยซ์ อินนาซิโอ ดา ซิลวาของบราซิล กล่าวว่า ยังไม่มีคำตอบที่ดีกว่านี้ในการรับมือวิกฤติเศรษฐกิจ มากไปกว่าการร่วมมือกัน

ประธานาธิบดีคริสติน่า เฟอร์นานเดซ ของอาร์เจนติน่า ได้ย้ำความหวังว่า แอฟริกาจะผลิตและส่งออกอาหารเพิ่มขึ้น และรัฐบาลของเธอจะให้ความช่วยเหลือด้านเทคโนโลยีและทักษะความรู้ความชำนาญต่าง ๆ

ผู้นำชาติแอฟริกัน รวมทั้ง ประธานาธิบโรเบิร์ต มูกาเบ้ ของซิมบับเว่ และประธานาธิบดีอับเดลอาซิซ บูเตฟลิก้า ของแอลจีเรีย ได้ให้การต้อนรับผู้นำเวเนซุเอล่าอย่างอบอุ่น มีการจับมือและจุมพิตที่แก้มกันและกันด้วย ซึ่งการประชุมสุดยอดครั้งนี้ ขัดขึ้นหลังการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ที่นิวยอร์ค และการประชุมสุดยอด จี-20 ที่พิทส์เบิร์ก ซึ่งก่อให้เกิดข้อสันนิษฐานว่า เป็นเวทีของชาติที่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ จี 20 เพื่อตอบโต้และแสดง
ความวิตกต่อแนวทางการรับมือวิกฤติเศรษฐกิจโลก หลังจากเริ่มต้นจัดประชุมครั้งแรก ที่ไนจีเรีย
เมื่อปี 2549

สำหรับการประชุมล่าสุด ได้เน้นเรื่องความร่วมมือด้านพลังงานและทรัพยากรแร่ ซึ่งประธานาธิบดีชาเวซ ได้ประกาศว่า เวเนซุเอล่าจะเข้าไปสร้างฐานขุดเจาะและกลั่นน้ำมันในมอริทาเนีย ที่จะสามารถผลิตน้ำมันได้ 3 - 4 หมื่นบาร์เรลต่อวัน และส่งไปจำหน่ายที่มาลี ไนเจอร์และแกมเบีย แต่ยังไม่แน่ชัดว่า เวเนซุเอล่า จะเตรียมไปลงทุนในโครงการด้านพลังงานที่แอฟริกามากน้อยเพียงใดนับตั้งแต่ต้องรับมือกับรายได้จากการขายน้ำมันที่ลดลง เพราะราคาน้ำมันดิบร่วงลงก่อนหน้านี้