
ถ้อยแถลงนายกฯอภิสิทธิ์ต่อที่ประชุมยูเอ็น
นายกรัฐมนตรีกล่าวถ้อยแถลงต่อที่ประชุมสมัชชาสหประชาติ สนับสนุนสหประชาชาติปรับตัว รับสิ่งท้าทายใช้กลไกพหุพาคี เป็นหลักการดำเนินการ
วันนี้เวลา 09.15 น. ตามเวลาท้องถิ่น ณ ที่ประชุมสมัชชาสหประชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 64 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถ้อยแถลง สรุปสาระสำคัญดังนี้
นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงโลกกำลังเผชิญกับสิ่งท้าทายต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโรคระบาด ความยากจน การก่อการร้าย วิกฤติ น้ำมัน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และบทบาทของสหประชาชาติว่า ดังนั้นจึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือพหุภาคี เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการแก้ปัญหา ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็น ประเทศมหาอำนาจ ก็ไม่สามารถอยู่โดยลำพังและทิ้งประเทศอื่นไว้ข้างหลัง แต่ต้องร่วมมือเพื่อแก้ปัญหาเพื่ออนาคต เช่นเดียวกับประเทศไทย ที่พร้อมจะร่วมมือและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไทยมีความเชื่อว่า สันติและความมั่นคง การพัฒนาตลอดจนสิทธิมนุษยชนจะมีความเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน ขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่ได้ จึงจะทำให้เสาหลักทั้งสามนั้นยั่งยืน
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเน้นการพัฒนาทางเศรษฐกิจและความทันสมัย ที่จะต้องมีความสมดุล และการพัฒนาได้นำปรัชญาดังกล่าวมาปรับใช้ในโครงการพระราชดำริ เพื่อช่วยเหลือประชาชนและประเทศ ซึ่งหลาย ๆ ประเทศได้นำแนวทางดังกล่าวเป็นหลักในการพัฒนาประเทศ ทั้งนี้รัฐบาลได้ยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในการดำเนินนโยบายด้านเศรษฐกิจและสังคม ที่การพัฒนาจะต้องมีทั้งปริมาณและคุณภาพ รัฐบาลให้ความสำคัญกับโครงการลงทุนและแผนปฏิบัติการ เพื่อเพิ่มความเข้มแข็ง และให้โฮกาสทางเศรษฐกิจที่กว้างยิ่งขึ้นสำหรับประชาชนในระดับรากหญ้า การวางพื้นฐานเพื่อการเติบโตระยะยาว และศักยภาพการแข่งขันในหลายๆภาคส่วน การเน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง และสร้างภูมิคุ้มกันจากภายนอก
ประเทศไทย ในฐานะประธานอาเซียน เห็นว่าการใช้กลไกพหุภาคีภายใต้กรอบ อาเซียน บวก 3 มุ่งสร้างความมั่นคงทางการเงินในระดับภูมิภาค และไทยในฐานะประเทศเกษตรกรรมพร้อมให้ความช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหาวิกฤตอาหารและพลังงานของโลก เพราะมีประสบการณ์ในฐานะเป็นผู้ส่งออกอาหารสำหรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เชื่อว่า สหประชาชาติจะใช้การเจรจาระหว่างประเทศและความร่วมมือในสาขาดังกล่าว โดยยึดหลักเดียวกัน ต่างกันที่ความรับผิดชอบ และไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเรื่องดังกล่าวในวันจันทร์ที่ 28 กันยายน 2552 ที่กรุงเทพมหานคร และเชื่อว่าการพัฒนาต้องเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จึงยกเรื่องพลังงานทดแทนเป็นวาระแห่งชาติ และลงทุนเพื่อพัฒนาในสาขาดังกล่าว รวมถึงพืชพลังงาน
นายกรัฐมนตรี กล่าวย้ำถึงการยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย การให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชน และสิทธิมนุษยชน ซึ่งรัฐบาลได้ปลูกฝังให้เกิดประชาธิปไตยที่ยั่งยืน โดยการสร้างสถาบันประชาธิปไตยให้เข้มแข็ง ประชาธิปไตยไม่ใช่เพียงกฏของเสียงข้างมาก แต่เสียงข้างน้อยก็ต้องให้ความสำคัญ
ในส่วนภูมิภาคอาเซียนเน้น ประชาชนเป็นศูนย์กลางการพัฒนา รวมทั้งเรื่องสิทธิมนุษยชนด้วย ซึ่งได้บรรจุในกฎบัตรอาเซียน รวมถึงการให้ความสำคัญต่อสตรีและเด็ก โดยกำลังดำเนินการจัดตั้ง คณะกรรมาธิการอาเซียนว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเด็กและสตรี
ในตอนท้ายของการกล่าวสุนทพจน์ นายกรัฐมนตรี ได้ย้ำถึงบทบาทของสหประชาชาติ ในฐานะกลไกสำคัญพหุภาคีที่ต้องปรับตัว และใช้โอกาสนี้ ร่วมกันสร้างรากฐาน และรับมือกับความท้าทาย ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเพื่อสันติสุขและความเจริญรุ่งเรืองของมนุษยชาติ



