
เปิด 3 อัยการคุมคดีนักการเมืองค้างพิจารณา
ตั้งแล้ว"พรศักดิ์ ศรีณรงค์"รองอสส.ปธ.คณะทำงานอัยการพิเศษคดีพิเศษ 4 ร่วมทีม "วินัย ดำรงมงคลกุล"อดีตคณะทำงานริบทรัพย์ทักษิณ นั่งที่ปรึกษาทีม
3 พ.ย.60 นายวันชาติ สันติกุญชร อธิบดีอัยการสำนักงานคณะกรรมการอัยการ ในฐานะโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยถึงการตั้งคณะทำงานพิจารณาสำนวนที่เคยดำเนินการโดยคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ว่า สำนักงานอัยการสูงสุด มีคำสั่งที่ 1621/2560 ลงวันที่ 27 ต.ค.60 แต่งตั้งคณะทำงานใหม่ พิจารณาสำนวนคดีที่เคยดำเนินการโดยคตส.และป.ป.ช.ที่เคยส่งให้สำนักงานอัยการสูงสุดหรืออัยการสูงสุดพิจารณา โดยสำนักงานอัยการสูงสุด มีคำสั่งดังกล่าวเนื่องจากมีความจำเป็นที่จะต้องยกเลิกคำสั่งเดิมที่ 168/2557 ลงวันที่ 10 ก.พ.57 ที่เคยแต่งตั้งคณะทำงานในเรื่องดังกล่าวไว้เนื่องจากได้มีการโยกย้ายปรับเปลี่ยนตำแหน่งหน้าที่อัยการที่เป็นคณะทำงานเดิมหลายคน ดังนั้นจึงต้องยกเลิกคำสั่งเดิม และให้ใช้คำสั่งนี้แทน
โดยคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานใหม่นี้ ประกอบด้วย"นายพรศักดิ์ ศรีณรงค์"รองอัยการสูงสุด เป็นประธานคณะทำงาน ส่วนคณะทำงานจะมี"นายวิรุฬห์ ฉันท์ธนนันท์" อัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 4 เป็นคณะทำงาน และเลขานุการ และ "นายวินัย ดำรงค์มงคลกุล" อัยการอาวุโส (อดีตรองอัยการสูงสุด) เป็นที่ปรึกษาคณะทำงาน ทั้งนี้การที่สำนักงานอัยการสูงสุด มีคำสั่งตั้งคณะทำงานดังกล่าวเพื่อพิจารณาดำเนินการเกี่ยวกับสำนวนคดีตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติและขั้นตอนระเบียบปฏิบัติของสำนักงานอัยการสูงสุดต่อไป
นายวันชาติ อธิบายว่าคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานดังกล่าว เป็นการตั้งคณะทำงานขึ้นมาพิจารณาคดีแบบกว้าง ๆ ไม่ได้เจาะจงว่าคดีมีผู้ต้องหาเป็นใคร เพราะเมื่อกฎหมายเปลี่ยนให้พิจารณาคดีลับหลังได้แล้ว กรรมการชุดนี้จะต้องนำคดีที่ค้างอยู่ขึ้นมาพิจารณาเป็นเรื่อง ๆ ไปว่ายังมีคดีใดคงค้างอยู่ เป็นการทำไปตามหน้าที่ส่วนจะมีคดีอะไรบ้างจะต้องดูความคืบหน้าของคณะทำงาน โดยทีมโฆษกของสำนักงานอัยการสูงสุดจะแจ้งความคืบหน้าให้ทราบต่อไป ซึ่งคาดว่าว่าจะมีความชัดเจนขึ้นจากการประชุมของคณะทำงานในสัปดาห์หน้า
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับนายวินัย ดำรงค์มงคลกุล อัยการอาวุโส ที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาคณะทำงานนั้น เคยเป็นคณะทำงานคดีที่อัยการสูงสุดร้องขอให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของนายทักษิณ ชินวัตร ริบทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน รวมทั้งคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ต่อศาลรัฐธรรมนูญด้วย
ขณะที่สำนวนคดีที่ คตส.และ ป.ป.ช. เคยส่งให้อัยการสูงสุดพิจารณายื่นฟ้องต่อศาลศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้น ขณะนี้มีคดีที่ค้างอยู่ในศาลฎีกาฯ 2 สำนวนซึ่งเป็นคดีที่กล่าวหานายทักษิณ อดีตนายกรัฐมนตรี คดีทุจริตออกกฎหมายแก้ไขค่าสัมปทานโทรศัพท์มือถือ – ดาวเทียมเป็นภาษีสรรพสามิต และคดีร่วมทุจริตการอนุมัติสินเชื่อ ธ.กรุงไทยฯ ให้กลุ่มกฤษดามหานครและที่อัยการสูงสุดได้ยื่นฟ้องคดีตั้งแต่ปี 2551และ2555 แต่ที่ผ่านมาศาลฎีกาฯ ต้องมีคำสั่งจำหน่ายคดีไว้ชั่วคราวเนื่องจากจำเลยหลบหนีโดยศาลเคยออกหมายจับให้ติดตามตัวมาดำเนินคดีไว้แล้ว
นอกจากนี้ยังมีคดีที่ป.ป.ช. ยื่นฟ้องเองในส่วนของนายทักษิณ อีก 2 สำนวน คือ อนุมัติเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือกู้เอ็กซิมแบงก์ ให้กับรัฐบาลเมียนมา วงเงิน 4,000 ล้านบาท ในโครงการปรับปรุงระบบโทรคมนาคมเอื้อประโยชน์บริษัท ชิน แซทเทิลไลท์ และบริษัทในเครือตระกูล ชินวัตร และคดีทุจริตโครงการออกสลากพิเศษเลขท้าย 2 และ 3 ตัว ( หวยบนดิน ) ที่ยื่นฟ้องตั้งแต่ปี 2551



