
ไลฟ์สตางค์ - เวลาในขวดแก้ว เป็นเหตุแท้ๆ
ไม่นานมานี้เพิ่งจะมีงานเสวนา ระลึกถึงหนังสืออมตะเล่มหนึ่ง เวลาในขวดแก้ว ที่ผมเชื่อว่าเป็นหนึ่งในดวงใจของใครหลายๆ คน
ถ้าไม่นับหนังสืออ่านนอกเวลาที่บังคับเรียนกันในคลาสรูมแล้ว ต้องถือว่าเล่มนี้เป็นงานเขียนชิ้นแรกๆ ที่ผมลงทุนดั้นด้นไปที่แผง เอาเงินที่หยอดกระปุก ซื้อมาเป็นของส่วนตัว
แต่บอกอย่างไม่อาย ตอนแรกไม่ได้กะจะอ่านเอาเรื่องเท่าไหร่ แค่อยากจะอวดเพื่อน โชว์ว่าไม่ตกยุค เพราะหนังสือเล่มนี้ขายดีมาก วัยรุ่นน้อยรายที่ไม่รู้จัก
พออ่านจบ ความคิดก็เปลี่ยน จำได้ว่าตื้นตันมาก ซึ้งสุดๆ ประทับใจในเนื้อหาที่สะท้อนปัญหาชีวิต ปมความรัก ความขัดแย้งในครอบครัว ทุกเรื่องราวดูเป็นธรรมดา ที่อาจเกิดขึ้นกับใครก็ได้
ไล่หลังวางแผงไม่นาน ก็มีคนดัดแปลงทำเป็นภาพยนตร์จอใหญ่ ทำรายได้พอสมควร ได้รับรางวัลจากการประกวดภาพยนตร์หลายสถาบัน รวมทั้งรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมประจำปี 2534 ด้วย
ผมเองมีโอกาสได้ดูเหมือนกัน แต่ยังไงก็ชอบหนังสือมากกว่า ด้วยเหตุผลข้อเดียว ตัวอักษรทำให้ผมจินตนาการโลดแล่นไปไกลกว่า
ต้องขอบคุณ “คุณประภัสสร เสวิกุล” คนแต่งที่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมกลายมาเป็นคนรักการอ่านในวันนี้ และถือเป็นแรงบันดาลใจแรกๆ ทำให้ผมใฝ่ฝันอยากเป็นนักเขียนกับเขาด้วย
ใครจะตีความยังไงก็ช่าง “เวลา” โดยนัยของหนังสือเหมือนจะบอกให้ผมรู้ว่า บางครั้งคนเราก็อยากให้เรื่องราวดีๆ หวนคืนกลับมา สวนกระแสความจริง ที่เวลาก้าวเดินไปอย่างต่อเนื่องไม่มีที่สิ้นสุด
แต่เมื่อทำไม่ได้ ก็เก็บความทรงจำนั้นซะ ทิ้งไว้ในขวดแก้ว
ไหนๆ พูดถึงเรื่อง “เวลา” ก็อยากจะชวนคุย ชวนคิดต่อ เพราะในสายตาผม คำสองพยางค์นี้ถือเป็นทรัพย์สินที่มีค่า ประเมินราคาไม่ได้ เป็นความยุติธรรมอันเดียวที่พระเจ้าสร้างมาให้แก่มนุษย์
ทุกคนได้เท่ากันหมด ไม่มีใครได้มากกว่าใคร จะรวยหรือจน จะชนชาติหรือเผ่าพันธุ์ไหน ก็ได้ไป 24 ชั่วโมงเท่าๆ กัน ไม่ขาดไม่เกิน
ฉะนั้น จึงขึ้นอยู่กับว่าใครฉลาด รู้จักเอาสิ่งที่มีไปทำประโยชน์ได้มากกว่า
บางคนเก่งมาก สามารถผันเวลาไปเป็นเงินทองมหาศาล อย่างผมเองก็รู้จักอยู่หลายคนที่มีค่าตัวสูงลิ่ว ทำงานไม่กี่ชั่วโมง เท่ากับบางคนทำเป็นเดือนก็มี
แต่ก็อดเสียใจกับอีกหลายคน ที่ยอมทิ้งเวลาไป โดยไม่ได้อะไรติดมือกลับมา
เมื่อธรรมชาติสร้างกฎให้ 1 ใน 3 ของเวลาที่มีหมดไปกับการพักผ่อนนอนหลับ ไม่มีใครฝืนได้ แต่อีกกว่าครึ่งที่เหลือ ลิขิตได้ด้วยมือเรา
ถ้าไม่อยากเสียใจ ก็จงรีบทำเวลาให้มีค่า ถ่านนาฬิกาชีวิต จะหยุดเดินเมื่อไร ไม่มีใครรู้
ผมนึกสนุกคิดต่อ เห็นบางคนเวลาไปไหน จะชวนคนนี้คนโน้นไปเป็นเพื่อนเสมอ แบบทำอะไรด้วยตัวเองไม่ได้ จะช็อปสักที ซื้อเสื้อผ้าสักครั้ง ก็ต้องแห่กันไปเป็นโขยง อ้างว่าไปช่วยกันดู ช่วยกันเลือก
ทำแบบนี้ หารู้ไม่ เรากำลังทำให้คนอื่นเดือดร้อน เผลอๆ เขาจะพลอยเสียเงินไปกับเราด้วย หรือถ้าเพื่อนคนนั้นติดธุระจริงๆ ไม่อยากไป แล้วเราบังคับ ก็เท่ากับว่าเราได้ปล้นเวลาของคนอื่นโดยไม่รู้ตัว
นึกๆ ดู นะครับ เขาเองก็อาจจะอยากเก็บเวลาไว้ ทำอะไรที่มีประโยชน์มากกว่า การขโมยเวลาคนอื่นมาเป็นของตัวเอง ใช่เรื่องซะที่ไหน อย่าทำครับ
ผมว่าเสน่ห์ของ “เวลา” อีกอย่างอยู่ที่ เวลามีทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต
อดีตที่ผ่านมา เมื่อเปลี่ยนไม่ได้ ก็อย่าไปสนใจ จงอยู่กับปัจจุบัน และเดินหน้า เพื่ออนาคตดีกว่า ทำเวลาให้มีความหมายที่สุด
เพราะ “ค่า” ของเวลา อยู่ที่เราได้ “ฆ่า” เวลาหรือเปล่า ถูกต้องมั้ยครับ...
ชัยพล กฤตยาวาณิชย์ [email protected]



