ข่าว

คุก"หมอระวี" 8 เดือนรอลงอาญา 2 ปีบุกปตท.-พลังงาน

คุก"หมอระวี" 8 เดือนรอลงอาญา 2 ปีบุกปตท.-พลังงาน

31 ต.ค. 2560

เปิดคำพิพากษากคป.บุกพลังงาน"หมอระวี"โดนหนักสุดคุก 8 เดือนปรับ 6 พัน ฐานนำการชุมนุม-ผู้ชุมนุม 101 คนจำคุก 2 เดือนปรับ 2 พัน แต่ให้โอกาสกลับตัวรอลงอาญา 2 ปี

              31 ต.ค.60 ที่ห้องพิจารณา 704 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก  ศาลอ่านคำพิพากษาคดีชุมนุมปิดล้อมหมายเลขดำ อ.831/2557 ที่พนักงานอัยการคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นพ.ระวี มาศฉมาดล แกนนำกองทัพประชาชนและเครือข่ายปฏิรูปพลังงานไทย (กคป.) , นายทวีศิลป์ ประทีป , นายวรเดช เมฆไตรภพ , นายบุญเชิด จิตรีเชื้อ , นายนิพล ทรายเผื่อน , นายอโนทัย พุ่มแจ้ง , นายวิชาญ ภูวิหาร , นายทศพล แก้วทิมา , นายฉลอง สุวรรณชัย และนายขวัญชัย แมงทอง กับผู้ชุมนุมคนอื่น เป็นจำเลยที่ 1-105 ในความผิด 6 ข้อหา ฐานร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองฯ ,เมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกแต่ผู้ชุมนุมไม่เลิก ,ร่วมกันบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือมีอาวุธ หรือในเวลากลางคืนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 , 216 , 362 , 365 , ร่วมกันฝ่าฝืนประกาศของศูนย์รักษาความสงบ ฉบับที่ 3/2557 เรื่องห้ามมิให้มีการชุมนุมหรือมั่วสุม ลงวันที่25 ม.ค.57 และ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ม.4,5,6,7,9,10,18 ที่ห้ามชุมนุมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปในพื้นที่ที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความรุนแรงฯ กับขัดขืนคำสั่งของเจ้าหน้าที่สั่งการเกี่ยวกับการชุมชุม และใช้เครื่องขายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาตฯ 

               ตามฟ้องระบุพฤติการณ์สรุปว่า ระหว่างวันที่ 13 ม.ค.-18 ก.พ.57 พวกจำเลยได้นำรถรถบรรทุก 6 ล้อไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน 1 คัน ที่ติดตั้งเครื่องขยายเสียงกำลังสูงใช้เป็นเวทีปราศรัยเคลื่อนที่ อยู่ที่บริเวณหน้า บจก.เอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ ซึ่งเป็นที่ตั้ง กระทรวงพลังงาน และ บมจ.ปตท. สำนักงานใหญ่ ถ.วิภาวดี ซึ่งอยู่ในพื้นที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินฯ แล้วผลัดเปลี่ยนกันขึ้นปราศรัยโจมตีการทำงานของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีขณะนั้น พร้อมขับไล่รัฐบาล และประกาศให้เจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังหยุดงาน รวมทั้งให้ออกจากพื้นที่ทั้งหมดโดยจะให้เหลือเพียงเจ้าหน้าที่ทหารดูแลความปลอดภัยเท่านั้น และพวกจำเลย กับมวลชนประมาณ 500 คนยังร่วมกันตัดโซ่ที่ใช้คล้องประตูรั้วกับเหล็กที่เชื่อมประตูที่ 1 กับประตูที่ 8 จนเสียหาย แล้วบุกรุกในพื้นที่ของสำนักงาน บมจ.ปตท. และหน่วยงานราชการซึ่งเป็นพื้นที่หวงห้ามโดยไม่มีเหตุสมควร ทำให้ประชาชนที่จำเป็นต้องติดต่อราชการ รวมทั้งพ่อค้า-แม่ค้าในพื้นที่ดังกล่าวได้รับผลกระทบ โดยเมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกชุมนุม แต่กลุ่มจำเลยกลับเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงาน เหตุเกิดที่แขวง -เขตจตุจักร กทม. ซึ่งจำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธต่อสู้คดี ขณะที่ระหว่างการพิจารณาคดี ศาลอาญาให้ประกันจำเลย คนละ 100,000 บาท ทั้งนี้ระหว่างพิจารณาคดีนายนิพล ทรายเผื่อน จำเลยที่ 5 หลบหนีคดี จึงจำหน่ายคดีออกจากสารบบความชั่วคราว

              โดยวันนี้นายบุญเชิด จิตรเชื้อ จำเลยที่ 3 ทนายความแถลงต่อศาลว่ามีอาการป่วย จึงไม่สามารถเดินทางมาศาลได้ และขอเลื่อนการฟังคำพิพากษา ขณะที่นายอโนทัย พุ่มแจ้ง จำเลยที่ 6 , นายแสงอุทัย เหมือนดวง จำเลยที่ 34, นายพีระชาติ ชุมแก้ว จำเลยที่ 41, นายอนันต์ สมานเขตกิจ จำเลยที่ 57, นายชาญวิทย์ นาคสวัสดิ์ จำเลยที่ 61, นายพลกฤต ศรีแก้ว จำเลยที่ 84, นายสำคัญ ปีกขุนทด จำเลยที่ 86, จ.ส.อ.ธนากฤช ตันติ๊บ จำเลยที่ 100 ไม่มาศาลโดยไม่แจ้งเหตุ

              อย่างไรก็ดีศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้มีจำเลยจำนวนมากและวันนี้ก็มาศาลตามนัด คงมีจำเลยบางคนที่ไม่มาโดยไม่ได้แจ้งเหตุ ดังนั้นศาลจึงไม่เลื่อนการอ่านคำพิพากษาและให้อ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยที่ไม่มาศาลโดยให้ออกหมายจับจำเลยดังกล่าวเพื่อมาฟังคำพิพากษาต่อไป

              เมื่อถึงเวลาศาลจึงอ่านคำพิพากษา ซึ่งศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานที่คู่ความทั้งสองฝ่ายนำสืบแล้ว คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยก่อนว่าอัยการโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า แม้คณะกรรมการคดีพิเศษจะมีมติให้คดีการชุมนุมของ กปปส.เป็นคดีพิเศษตามพ.ร.บ.การสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547 แต่กฎหมายดังกล่าวก็ไม่มีบทบัญญัติใดรวมทั้งไม่มีกฎหมายอื่นที่ระบุให้อำนาจของพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาสิ้นสุดลงไป ดังนั้นเมื่อเหตุแห่งคดีนี้เกิดขึ้นในท้องที่ของสน.บางซื่อประกอบกับผู้เสียหายก็ได้แจ้งความร้องทุกข์ไว้ด้วย ดังนั้นพนักงานสอบสวนสน.บางซื่อจึงมีอำนาจสอบสวนคดีนี้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18 วรรคสองและวรรคสาม การสอบสวนคดีนี้จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว และโจทก์ก็มีอำนาจฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาอาญา มาตรา 120

              คดีจึงต้องวินิจฉัยต่อไปว่าจำเลยที่ 1- 4 , 6 -105 กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่นั้น ศาลเห็นว่าในส่วนของจำเลยที่ 1-4 ,8 -63 , 65-74 และ 78-105 โจทก์มีพยานนำสืบให้เห็นว่ามีการชุมนุมในลักษณะเป็นการกีดขวางทางเข้าออกทำให้ประชาชนที่จะมาติดต่อผู้เสียหายได้รับผลกระทบขาดความสะดวกที่จะได้รับตามปกติ การกระทำดังกล่าวส่อแสดงให้เห็นว่าเป็นการเข้ามารวมกันด้วยความประสงค์ร่วมกันของผู้มั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ซึ่งการกระทำดังกล่าวทำให้เสียความสงบเป็นการก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง พฤติการณ์แห่งการกระทำล้วนแสดงให้ประชาชนทั่วไปรู้สึกถึงความไม่สงบเรียบร้อยและกลัวว่าจะเกิดอันตรายแก่ประชาชน

              นอกจากนั้นยังปรากฏว่ามีการใช้อุปกรณ์ตัดเหล็กและโซ่คล้องปิดประตูซึ่งถือว่าเป็นการก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่บุคคลอื่นอันเป็นการวุ่นวายในบ้านเมือง ที่ฝ่ายจำเลยต่อสู้ว่าเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญฯพ.ศ.2550 ซึ่งมีเพียงบทบัญญัติในมาตรา 63 วรรคหนึ่งบัญญัติว่าบุคคลย่อมมีเสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ แต่รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวหาได้บัญญัติให้สิทธิแก่บุคคลในการชุมนุมหรือมั่วสุมแต่อย่างใด ซึ่งการใช้เสรีภาพของบุคคลย่อมต้องไม่กระทบกระเทือนต่อสิทธิของบุคคลอื่นที่กฎหมายคุ้มครองด้วย เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าในระหว่างการชุมนุมจำเลยที่ 1-4 ,8 -63 , 65-74 และ 78-105 มีการกระทำที่กระทบกระเทือนต่อสิทธิในทรัพย์อันชอบด้วยกฎหมายของผู้เสียหาย รวมถึงก่อให้เกิดความเดือดร้อนต่อประชาชนที่ไปติดต่อผู้เสียหายตลอดจนกระทบกระเทือนต่อการใช้ชีวิตและการประกอบอาชีพโดยสุจริตของประชาชนที่พักอาศัยอยู่บริเวณนั้น

              แม้จำเลยที่ 1-4 ,8 -63 , 65-74 และ 78-105 จะนำสืบว่าการชุมนุมดังกล่าวเป็นการเรียกร้องให้รัฐบาลปฏิรูปพลังงานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ แต่การแสดงออกของกลุ่มผู้ชุมนุมรวมถึงจำเลยที่ 1-4 ,8 -63 , 65-74 และ 78-105 เกินเลยไปล่วงล้ำสิทธิของ บุคคลอื่นทั้งยังก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยในบ้านเมือง การกระทำของฝ่ายจำเลยจึงไม่ได้สัดส่วนกับผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการกระทำดังกล่าวดังนั้น กรณีไม่อาจอ้างได้ว่าเป็นการใช้เสรีภาพในการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ.2550 และตามรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ.2550 มาตรา 41 วรรคหนึ่งได้บัญญัติว่าสิทธิของบุคคลในทรัพย์สินย่อมได้รับความคุ้มครองขอบเขตแห่งสิทธิและการจำกัดสิทธิย่อมเป็นไปตามกฎหมายบัญญัติ              ดังนั้นสิทธิของผู้เสียหายในการครอบครองอสังหาริมทรัพย์จะได้รับการเคารพจากบุคคลทั่วไปรวมถึงจำเลยทั้งหมดในคดีนี้ด้วย เมื่อไม่ปรากฏว่ามีกฎหมายหรือบทบัญญัติใดในรัฐธรรมนูญให้อำนาจจำเลยเข้าไปในอสังหาริมทรัพย์ของผู้เสียหายโดยปราศจากความยินยอม การที่พวกจำเลยได้เข้าไปในพื้นที่สำนักงานใหญ่โดยไม่มีเหตุอันควร ที่จำเลยที่ 1-4 ,8 -63 , 65-74 และ 78-105 นำสืบอ้างว่ากลัวอันตรายและความไม่ปลอดภัยของผู้ชุมนุมจึงย้ายเข้าไปชุมนุมภายในบริเวณด้านหน้าสำนักงานใหญ่นั้น ก็ไม่ปรากฏว่ามีเหตุการณ์อันตรายใด ๆ เกิดขึ้นในพื้นที่ชุมนุมจึงเป็นการคาดคะเนของฝ่ายจำเลยและผู้ชุมนุมเท่านั้นกรณีไม่ถือว่ามีเหตุจำเป็นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 67 เช่นกัน

              เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า ในระหว่างการชุมนุมนายกรัฐมนตรีได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตกทม.ซึ่งเป็นการกระทำตามพ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 และมีการจัดตั้งศูนย์รักษาความสงบ และต่อมามีประกาศศูนย์รักษาความสงบ ฉบับที่ 3/2557 อันเป็นการกระทำที่อาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญฯ พ.ศ.2550 มาตรา 63 วรรคสอง ที่ให้อำนาจในการจำกัดเสรีภาพในการชุมนุมระหว่างที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินได้ แม้จำเลยทั้งหมดจะนำสืบอ้างว่าศาลแพ่งได้มีคำพิพากษาห้ามมิให้นำคำสั่งดังกล่าวมาใช้บังคับแก่ผู้ชุมนุมแต่คำพิพากษาดังกล่าวลงวันที่ 19 ก.พ.2557 ซึ่งออกภายหลังเกิดเหตุในคดีนี้ดังกล่าวถือได้ว่าขณะเกิดเหตุคดีนี้ยังคงมีประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและประกาศศูนย์รักษาความสงบใช้บังคับอยู่โดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อจำเลยที่ 1-4 ,8 -63 , 65-74 และ 78-105 ยังคงฝ่าฝืนต่อประกาศศูนย์รักษาความสงบ ฉบับที่ 3/2557 พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 1-4 , 8 -63 , 65-74 และ 78-105 กระทำผิดตามฟ้อง

              โดยคดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยอีกว่า นพ.ระวี จำเลยที่ 1 และนายทศพล จำเลยที่ 8 ร่วมกันเป็นหัวหน้าเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการหรือไม่ ศาลเห็นว่าในส่วนของนายทศพล จำเลยที่ 8 มีเพียงพยานโจทก์เบิกความยืนยันแต่ไม่ปรากฏภาพจำเลยได้อยู่ร่วมกันแกนนำคนอื่นในแถวหน้าเวลาหลังสั่งการหรือให้คำแนะนำกลุ่มผู้ชุมนุม และไม่ปรากฏหลักฐานอื่นมานำสืบให้เห็น ขณะที่จำเลยที่ 8 ก็ให้การปฏิเสธมาตลอดพยานหลักฐานโจทก์ยังมีเหตุสงสัยตามสมควรจึงยกประโยชน์แห่งสงสัยให้นายทศพล จำเลยที่ 8 ว่าไม่ได้เป็นแกนนำสั่งการ แต่ในส่วนของ นพ.ระวี จำเลยที่ 1 เมื่อปรากฏพยานโจทก์ที่เป็นภาพถ่ายในการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ การปลุกระดม และยังปรากฏภาพจำเลยที่ 1 ขณะเจรจาต่อรองกับเจ้าหน้าที่รัฐและฝ่ายผู้เสียหายเกี่ยวกับข้อเรียกร้องของการชุมนุม ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นหัวหน้าหรือเป็นผู้สั่งการในการชุมนุมที่จำเลยที่ 1 ต่อสู้ว่าไม่ได้เป็นแกนนำกลุ่ม กคป. ตั้งเป็นคณะกรรมการ มีการประชุมลงมติกัน ดำเนินการโดยมีเพียงผู้ประสานงานไม่มีแกนนำเป็นเพียงข้ออ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบ พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักรับฟังโดยปราศจากข้อสงสัยว่า จำเลยที่ 1 เป็นหัวหน้าผู้สั่งการให้มีการมั่วสุมตามฟ้อง

              งพิพากษาว่า นพ.ระวี จำเลยที่ 1 กระทำผิดเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษบทหนักสุดฐานมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปเพื่อก่อความวุ่นวายในบ้านเมืองโดยเป็นหัวหน้าสั่งการ ตามประมวลกฎหมายอาญา ม. 215 วรรคสาม ประกอบ ม.83 และ 90 ให้จำคุก 1 ปีพร้อมปรับ 9,000 บาท

              โดยการกระทำของจำเลยที่ 2-4 , จำเลยที่ 7-9 ,11-98, 100-105 กลุ่มผู้ชุมนุม ก็เป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงให้ลงโทษตาม ม.365 (1)(2) ประกอบ ม.362 ประกอบ ม.83 ฐานร่วมกันบุกรุกโดยข่มขู่ว่าใช้กำลังประทุษร้ายหรือใช้อาวุธซึ่งเป็นบทหนักสุด โดยจำคุกจำเลยที่ 2-4 ,7-9,11-98, 100-105 คนละ 3 เดือนพร้อมปรับ 3,000 บาท อย่างไรก็ดีทางพิจารณาของจำเลยที่ 1-4 ,7-9,11-98, 100-105 รวม 102 คนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้างจึงลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุก นพ.ระวี จำเลยที่ 1 เป็นเวลา 8 เดือนพร้อมปรับ 6,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2-4,7-9,11-98,100-105 จำคุกคนละ 2 เดือนพร้อมปรับคนละ 2,000 บาท และเมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แล้วจำเลยที่ 1-4 ,7-9,11-98, 100-105 ไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรให้โอกาสกลับตัวเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกจึงให้รอลงอาญาจำเลยที่ 1-4 ,7-9,11-98, 100-105 ไว้คนละ 2 ปี

              ส่วนนายขวัญชัย แมงทอง จำเลยที่ 10 และนายชาญชัย ธนากุลวินิจ จำเลยที่ 99 นั้นศาลให้เพิ่มโทษจากคดีอาญาเก่าด้วยอีก 1 ใน 3 ตามประมวลกฎหมายอาญา ม. 92 จึงจำคุกคนละ 4 เดือนและปรับ 3,000 บาท และเมื่อลดโทษให้ 1 ใน 3 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 10 และ 99 ไว้คนละ 2 เดือน 20 วัน แต่เนื่องจากจำเลยทั้งสองเคยกระทำผิดในคดีอื่น จึงไม่มีเหตุให้รอลงอาญา

              สำหรับนายอโนทัย พุ่มแจ้ง จำเลยที่ 6 ข้อเท็จจริงได้ความว่าจำเลยที่ 6 ได้รับว่าจ้างให้มาเฝ้าเวทีกลางดึก โดยทำหน้าที่คุมเครื่องเสียงสอดคล้องกับคำให้การชั้นสอบสวนว่าไม่ได้มาร่วมชุมนุมซึ่งเป็นคำให้การทันทีหลังถูกจับกุมอันเป็นเวลากระชั้นชิดไม่มีเวลาปั้นแต่งเรื่องราว พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบยังมีข้อสงสัยจึงยกประโยชน์แห่งความสงสัย ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 6

              ภายหลังชำระค่าปรับแล้ว นพ.ระวี แกนนำ กคป. เปิดเผยว่า ขอขอบคุณศาลที่เห็นความตั้งใจของ กคป. แม้ว่าจะมีความผิดในการเข้าไปชุมนุมใน ปตท. แต่เป็นสิ่งที่เราทำเพื่อบ้านเมือง ไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัว และไม่ได้ทำให้เกิดความเสียหายมากมาย ศาลจึงให้ความกรุณาในการรอลงอาญา

              "ส่วนของเราก็จบ จะไม่ยื่นอุทธรณ์อีกแล้ว แต่ถ้าทางโจทก์ยื่นอุทธรณ์มา เราก็จะต้องยื่นต่อสู้อุทธรณ์ตามขั้นตอน ส่วนการเคลื่อนไหวเรื่องพลังงานต่อไปนั้นหลังจากที่ คสช.ยึดอำนาจ เราก็เคลื่อนไหวร่วมกับประชาชนและให้การสนับสนุนช่วยเหลือมาตลอด ในอนาคตเราก็กำลังเตรียมหารือกันว่าทาง กคป.จะมีวิธีการอย่างไรในการปฏิรูปพลังงานด้วยรูปแบบที่เหมาะสม"

              ขณะที่นายธวัชชัย พรหมจันทร์ แนวร่วม กคป. ได้กล่าวถึงคดีที่ถูกกล่าวหาเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของนายสุทิน ธราทิน แกนนำกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ (กปท.) เมื่อปี 2557 ด้วยว่า สน.บางนาได้แจ้งข้อหากับตนและออกหมายจับ หาว่าตนเป็นผู้เกี่ยวข้องในการทำให้นายสุทินตาย สุดท้ายมีการฟ้องแค่ข้อหาพกปืนในที่สาธารณะและยิงปืนโดยไม่มีเหตุอันควร ต่อมาอัยการสั่งไม่ฟ้องเพราะหลักฐานไม่เพียงพอที่จะฟ้อง ขณะนี้ตนไปตามเรื่องที่ สน.บางนา บอกว่าไม่สามารถตามเรื่องต่อได้เพราะผู้ต้องหาคนหนึ่งเสียชีวิตในคุก ผู้ต้องหาอีกคนหนึ่งเป็นชายไม่ทราบชื่อออกหมายจับแล้วตามตัวไม่เจอ คนที่สามคือตนก็ยกฟ้องแล้ว

              โดยนายทศพล แก้วทิมา ได้กล่าวเสริมถึงคดีนายสุทินว่า มีการปรึกษาหารือกับทางญาติของนายสุทินแล้ว จะนำเรื่องนี้ไปร้องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ทำต่อ ซึ่งคาดว่าจะไปยื่นร้องภายในเดือน พ.ย.นี้ เพราะเกือบจะ 3 ปีแล้วที่คดีไม่คืบหน้า

              นายทศพล ยังกล่าวถึงในส่วนคดีของ กคป.ด้วยว่า นอกจากคดีนี้แล้วยังมีคดีที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ที่ กรมพลังงานทดแทนฟ้อง กคป. จากการที่เราไปใช้สถานที่ชุมนุม ซึ่งกำลังรอผลคำพิพากษา เราคิดว่าสิ่งที่ทำไปแม้ศาลจะตัดสินให้เราต้องรับโทษ แต่เรายืนยันว่าจะต้องปฏิรูปพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ ส่วนวิธีการต่อสู้ต่อไปของเรานั้น หากกลไกของรัฐบีบบังคับเรามากประชาชนก็เคลื่อนไหวลำบาก สิ่งที่เราต้องปรับขบวนครั้งใหญ่กำลังหารือกันว่าเราจะขับเคลื่อนการปฏิรูปพลังงานและการปฏิรูปประเทศไทยซึ่งเป็นประเด็นใหญ่ได้อย่างไร โดยในกลางเดือนพ.ย.เราจะมีท่าทีในการปฏิรูปประเทศไทย แม้มีคดีค้างคาเราจะยังคงทำหน้าที่สานต่อ ยืนยันว่าเราจะไม่สร้างความเดือดร้อนวุ่นวาย

              ผู้สื่อข่าวรายงายด้วยว่า นอกจากคดีอาญาชุมนุมนี้แล้ว ทั้งบจก.เอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์และบมจ.ปตท.ยังได้ยื่นฟ้องคดีแพ่ง รวม 2 สำนวนกับ นพ.ระวี และกลุ่มแกนนำ กคป.อีกด้วย โดยเมื่อวันที่ 31 ม.ค.60 ศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้นายอิฐบูรณ์ อ้นวงษา , นายทศพล แก้วทิมา และนพ.ระวี แกนนำ กคป. , นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) และนายธวัชชัย พรหมจันทร์ แกนนำ กคป.จำเลยที่ 1-5 ต้องรับผิดชอบค่าเสียหายต่อบจก.เอนเนอร์ยี่ฯ โจทก์ที่ต้องขาดรายได้ที่เป็นค่าเช่า , ค่าบริการพื้นที่ , ค่าตลาดนัด , รายได้จากค่าบริการที่จอดรถ , ค่าใช้จ่ายที่โจทก์ต้องเช่าที่อื่นเป็นสำนักงานชั่วคราว และค่าเสียหายอื่นๆ อันเป็นค่าเสียหายโดยตรงจากการทำละเมิด รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 95,923,547.84 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องที่ 12 มี.ค.57 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ

              และในปีเดียวกันเมื่อวันที่ 31 ส.ค.60 ศาลแพ่ง ก็ยังมีคำพิพากษาที่ บมจ.ปตท.ฟ้องเรียกค่าเสียหายอีกคดี โดยศาลสั่งให้นายอิทธิบูรณ์ , นายทศพล , นพ.ระวี แกนนำกคป. และ นายสมเกียรติ อดีตแกนนำ พธม.จำเลยที่ 1-4 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้ บมจ.ปตท.จำนวน 9,714,480 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีซึ่งคดีแพ่งทั้ง 2 สำนวนยังไม่ถึงที่สุด โดยยังมีการใช้อุทธรณ์คดีอยู่