ข่าว

ลุ้น!วันนี้ ตัดสิน"คดี กคป. ปิดล้อม ก.พลังงาน-ปตท."

ลุ้น!วันนี้ ตัดสิน"คดี กคป. ปิดล้อม ก.พลังงาน-ปตท."

31 ต.ค. 2560

ลุ้น!พิพากษายกแรกคดีอาญา "หมอระวี-ม็อบ พลังงาน กคป. 105 คน" ถูกอัยการฟ้อง 6 ข้อหา บุก ปตท.สำนักงานใหญ่ ปี 57

           จากเหตุการณ์ที่มีการชุมนุมปิดกรุงเทพฯ หรือยุทธการ “Shutdown กรุงเทพฯ” ของกลุ่ม กปปส. ที่นำโดยนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เมื่อช่วงปี 2556-2557 ซึ่งระหว่างมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองนั้น มีด้านพลังงานหลายกลุ่มเข้าร่วมด้วย หนึ่งในนั้นก็มีกลุ่ม"กองทัพประชาชนและเครือข่ายปฏิรูปพลังงานไทย "(กคป.) ที่เข้าร่วมด้วย และในช่วงเวลาดังกล่าวได้มีการชุมนุมปิดล้อมอาคารที่ตั้งกระทรวงพลังงานและสำนักงานใหญ่ บมจ.ปตท. ย่านวิภาดีรังสิต ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่ได้รวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีกับ กลุ่ม กคป.ซึ่งอัยการได้ยื่นฟ้อง นพ.ระวี มาศฉมาดล แกนนำ กคป. และแกนนำร่วม กับผู้ชุมนุม เป็นคดีรวม 105 คน โดยอัยการทยอยยื่นฟ้องเป็นคดีหมายเลขดำ อ.831/2557 ,  อ.2056 /2558 , อ.2135/2558 , อ.2549 /2558 และ อ.3999/2558 ซึ่งภายหลังศาลรวมพิจารณาเป็นสำนวนเดียวกัน

             โดยวันนี้ (31 ต.ค.60) เวลา 09.00 น. ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ได้นัดฟังคำพิพากษาคดีดังกล่าว หลังจากมีการยื่นฟ้องคดีเมื่อปี 2557 ซึ่งพนักงานอัยการคดีอาญา 8 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นพ.ระวี มาศฉมาดล แกนนำ กคป.,นายทศพล แก้วทิมา , นายทวีศิลป์ ประทีป , นายวรเดช เมฆไตรภพ , นายบุญเชิด จิตรีเชื้อ , นายนิพล ทรายเผื่อน , นายอโนทัย พุ่มแจ้ง , นายวิชาญ ภูวิหาร , นายฉลอง สุวรรณชัย และนายขวัญชัย แมงทอง แกนนำร่วม กับผู้ชุมนุม เป็นจำเลยที่ 1-105 ในความผิด 6 ข้อหา ฐานร่วมกันมั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองฯ ,เมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกแต่ผู้ชุมนุมไม่เลิก ,ร่วมกันบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือมีอาวุธ หรือในเวลากลางคืน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 , 216 , 362 , 365 , ร่วมกันฝ่าฝืนประกาศของศูนย์รักษาความสงบ ฉบับที่ 3/2557 เรื่องห้ามมิให้มีการชุมนุมหรือมั่วสุม ลงวันที่ 25 ม.ค.57 และพ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ม.4,5,6,7,9,10,18 ที่ห้ามชุมนุมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปในพื้นที่ที่มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความรุนแรงฯ กับขัดขืนคำสั่งของเจ้าหน้าที่สั่งการเกี่ยวกับการชุมชุม และใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาตฯ 

              ซึ่งตามฟ้องระบุพฤติการณ์สรุปว่า ระหว่างวันที่ 13 ม.ค.-18 ก.พ.57 พวกจำเลยได้นำรถรถบรรทุก 6 ล้อไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน 1 คัน ที่ติดตั้งเครื่องขยายเสียงกำลังสูง ใช้เป็นเวทีปราศรัยเคลื่อนที่ อยู่ที่บริเวณหน้า บจก.เอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ ซึ่งเป็นที่ตั้งกระทรวงพลังงาน และ บมจ.ปตท. สำนักงานใหญ่ ถ.วิภาวดี ซึ่งอยู่ในพื้นที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินฯ แล้วผลัดเปลี่ยนกันขึ้นปราศรัยโจมตีการทำงานของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีขณะนั้น พร้อมขับไล่รัฐบาล และประกาศให้เจ้าหน้าที่กระทรวงการคลัง หยุดงาน รวมทั้งให้ออกจากพื้นที่ทั้งหมดโดยจะให้เหลือเพียงเจ้าหน้าที่ทหารดูแลความปลอดภัยเท่านั้น
             และพวกจำเลย กับมวลชนประมาณ 500 คนยังร่วมกันตัดโซ่ที่ใช้คล้องประตูรั้วกับเหล็กที่เชื่อมประตูที่ 1 กับประตูที่ 8 จนเสียหาย แล้วบุกรุกในพื้นที่ของสำนักงาน บมจ.ปตท. และหน่วยงานราชการซึ่งเป็นพื้นที่หวงห้ามโดยไม่มีเหตุสมควร ทำให้ประชาชนที่จำเป็นต้องติดต่อราชการ รวมทั้งพ่อค้า-แม่ค้าในพื้นที่ดังกล่าวได้รับผลกระทบ โดยเมื่อเจ้าพนักงานสั่งให้เลิกชุมนุม แต่กลุ่มจำเลยกลับเพิกเฉยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงาน เหตุเกิดที่แขวง -เขตจตุจักร กทม.

             จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธต่อสู้คดี ทำนองว่าก่อนเข้าไปภายในกระทรวงพลังงาน และบมจ.ปตท.ได้ขออนุญาตเจ้าหน้าที่ทหารก่อนและชุมนุมอยู่เฉพาะบริเวณสนามหญ้าด้านหน้าไม่ได้บุกเข้าไปภายในอาคาร ซึ่งการชุมนุมเป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ เพื่อกดดันรัฐบาลให้ลาออก และเรียกร้องเรื่องพลังงาน เป็นการแสดงออกแบบอารยะขัดขืนเชิงรุกเท่านั้น

             ขณะที่ระหว่างการพิจารณาคดี ศาลอาญา ได้ให้ประกันตัวคนละ 100,000 บาท 

              ผู้สื่อข่าวรายงายด้วยว่า นอกจากคดีอาญานี้แล้ว ทั้ง บจก.เอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์และ บมจ.ปตท.ยังได้ยื่นฟ้องคดีแพ่ง รวม 2 สำนวนกับ นพ.ระวี และกลุ่มแกนนำ กคป.อีกด้วย โดยเมื่อวันที่ 31 ม.ค.60 ศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้นายอิฐบูรณ์ อ้นวงษา , นายทศพล แก้วทิมา และนพ.ระวี แกนนำ กคป. , นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) และนายธวัชชัย พรหมจันทร์ แกนนำ กคป.จำเลยที่ 1-5 ต้องรับผิดชอบค่าเสียหายต่อ บจก.เอนเนอร์ยี่ฯ โจทก์ที่ต้องขาดรายได้ที่เป็นค่าเช่า , ค่าบริการพื้นที่ , ค่าตลาดนัด , รายได้จากค่าบริการที่จอดรถ , ค่าใช้จ่ายที่โจทก์ต้องเช่าที่อื่นเป็นสำนักงานชั่วคราว และค่าเสียหายอื่นๆ อันเป็นค่าเสียหายโดยตรงจากการทำละเมิด รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 95,923,547.84 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้องที่ 12 มี.ค.57 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ

            และในปีเดียวกัน เมื่อวันที่ 31 ส.ค.60 ศาลแพ่ง ก็ยังมีคำพิพากษาที่ บมจ.ปตท.ฟ้องเรียกค่าเสียหายอีกคดี โดยศาลสั่งให้นายอิทธิบูรณ์ , นายทศพล , นพ.ระวี แกนนำ กคป. และ นายสมเกียรติ อดีตแกนนำ พธม.จำเลยที่ 1-4 ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้ บมจ.ปตท.จำนวน 9,714,480 บาทพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี

            อย่างไรก็ตามคดีแพ่งทั้ง 2 สำนวนยังไม่ถึงที่สุด โดยยังมีการใช้อุทธรณ์คดีอยู่