ข่าว

สัมภาษณ์พิเศษพล.อ.สนธิ-ประชาธิปไตยของนักปฏิวัติ

สัมภาษณ์พิเศษพล.อ.สนธิ-ประชาธิปไตยของนักปฏิวัติ

27 ก.ย. 2552

3 ปีผ่านไปหลังการยึดอำนาจรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สถานการณ์บ้านเมืองกลับไม่อาจพาตัวเองโผล่พ้นปากเหว และนี่เองที่ผู้นำในการยึดอำนาจในวันนั้นอย่าง

 พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน มุ่งมั่นที่จะเดินบนเส้นทางประชาธิปไตย ด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่อาจนิ่งดูดายกับหายนะที่กำลังเกิดขึ้นกับคนในชาติ ราวกับว่า นี่คือภาคต่อของการยึดอำนาจ เป็นภาคที่นักปฏิวัติต้องเดินบนถนนประชาธิปไตย

 "การบริหารประเทศหลังจากนั้น (ยึดอำนาจ) 14 วัน ในช่วงที่ 14 วันเรียบร้อยดี ไม่มีอะไร แต่หลังจากนั้นใครเป็นรัฐบาลจะต้องแก้ไขปัญหาสิ่งที่กำลังเกิดให้ประเทศเกิดความสงบเรียบร้อย ไม่ใช่หน้าที่ของ คมช.ที่หมดอำนาจไปแล้ว ทุกรัฐบาลที่รับไม้ต่อจนมาถึงปัจจุบันจะต้องแก้ไข ฉะนั้นปัญหาไม่เกี่ยวกับ คมช. ปัญหาไม่ได้เกิดจาก คมช. ผมอยากถามว่าถ้าไม่มีวันนั้น ป่านนี้ไม่ทราบว่าหลายคนจะอกแตกตายไปแล้วก็ได้ หลังจากนั้นจะเกิดอะไรขึ้นใครจะไปรู้" พล.อ.สนธิ กล่าวเปิดใจในบ้านพักภายในกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ร.11 รอ.) ให้ “คม ชัด ลึก” ได้สัมภาษณ์พิเศษ
หลังจากผ่านเหตุการณ์ปฏิวัติไปแล้วทำไมถึงหันกลับมาเล่นการเมือง ?

 จริงๆ แล้วจะต้องมองว่าปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมเวลานี้เป็นชนวนที่ทำให้ผมให้ความสำคัญกับมัน ด้วยพื้นฐานของชีวิต ผมเป็นคนที่ถูกสอนมาให้เป็นคนที่มีความกตัญญูต่อแผ่นดิน รักแผ่นดินเกิด โดยเฉพาะหลักของศาสนาสอนไว้ว่า "ท่านเกิดที่ประเทศไหน ท่านจะต้องทดแทนบุญคุณของประเทศนั้น” สิ่งเหล่านี้ถือเป็นภาระหน้าที่ของผม ผมมีความรู้สึกว่า จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าไปเกี่ยวข้องในการดูแลชาติบ้านเมืองให้เกิดความเจริญรุ่งเรือง เกิดความรักสามัคคีภายในชาติ สิ่งเหล่านี้ถูกปลุกเร้าอยู่ตลอดเวลาด้วยจิตวิญญาณ

 ปัญหาบ้านเมืองกำลังเกิดภาวะวิกฤติแบบนี้ ถามว่าจะให้ผมทำอะไร จะหนีห่างออกไปจากสิ่งที่เกิดขึ้นหรือ มันคงลำบาก เพราะชีวิตเราสอนด้วยความเป็นทหาร และที่ผ่านมาผมเป็นทหารค่อนข้างจะต้องอยู่ในสนามรบตลอด บาดเจ็บจากการรบมาหลายแผล สิ่งที่เราได้ทำทุกอย่างเพื่อให้เกิดความสำเร็จในภารกิจป้องกันประเทศก็ยังอยู่ในใจ แม้ว่าจะเกษียณไปแล้วก็คงถอดทิ้งไม่ได้ในเรื่องของความห่วงใยบ้านเมือง สิ่งต่างๆ เหล่านี้ผสมผสานกัน เมื่อเกษียณแล้วยังมีกำลัง และความรู้ ความสามารถ นอกจากทางด้านการทหาร สิ่งที่เราเรียนรู้ 2-3 ปีที่ผ่านมาอยู่ติดกับการเมืองจนกระทั่งมาสู่ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ทำให้เรามีประสบการณ์กับการเมืองมาพอสมควร รวมถึงการเรียนคณะรัฐศาสตร์การเมือง ทำให้เห็นว่าควรจะบริหารประเทศชาติอย่างไรเพื่อให้เกิดความเจริญ

ลงเล่นการเมืองหมายถึงภาคต่อจากการปฏิวัติหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาไม่สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ตั้งใจไว้ ?

 ไม่ได้คิดตรงนั้นเลย อย่างที่บอกว่า ถ้าเราคิดแบบนั้นจะต้องแสวงหาอำนาจตั้งแต่สมัยนั้น เพราะเราไม่ต้องการอำนาจใดๆ แต่ต้องการให้ประชาธิปไตยของประเทศไทยเดินต่อ แม้ว่าเราจะทำการปฏิรูปแล้วก็อยากจะให้จบเร็วๆ ถ้ารัฐบาลที่มีลักษณะเหมือนประชาธิปไตยเข้ามาปกครองประเทศ มาบริหารประเทศ ตอนนั้นผมมีอำนาจเพียง 14 วันในการเป็นประธานคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) หลังจากนั้นก็คืนอำนาจให้แก่รัฐบาล นี่คือสิ่งที่ผมบริสุทธิ์ใจกับการรักษาประชาธิปไตยของประเทศ

เป็นเพราะว่าตอนนั้นไม่ได้คิดว่ากำลังของฝ่ายที่ถูกยึดอำนาจ จะยืดเยื้อเรื้อรังมาจนถึงทุกวันนี้ใช่ไหม ?

 อันนั้นอาจจะเป็นเหตุผล แต่ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ทั้งนี้เมื่อมีรัฐบาลขึ้นมาบริหารประเทศแล้ว รัฐบาลมีหน้าที่ในการจัดระเบียบประเทศ ในการพัฒนาประเทศให้สังคมกินดีอยู่ดีมีความสงบเรียบร้อย แต่เมื่อบ้านเมืองไม่เรียบร้อยก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลในการจัดระเบียบในการแก้ไขปัญหาให้ประชาชนเกิดความรักความสามัคคี

จะตัดสินใจอีกนานหรือไม่ที่จะเข้าพรรคมาตุภูมิ ?

 ถามว่า พรรคใดที่ผมอยากเข้า ผมอยากให้พรรคนั้นเป็นพรรคที่มีความสะอาด มีคนมองว่าพรรคนี้มีความซื่อสัตย์สุจริต น่าจะเป็นทางเลือกให้แก่คนที่มีความรู้สึกแบบนี้มากมายให้เป็นที่พึ่งบ้าง ไม่ได้ต้องการให้พรรคนี้เป็นใหญ่ หรือเป็นรัฐบาล แต่ขอให้เป็นที่พึ่งของประชาชน แค่ส่วนหนึ่ง เราอาจจะมีไม่มากนัก แต่เราก็มีสิทธิ์มีเสียงในการทำให้รัฐบาลมองเห็นว่า ท่านกำลังทำให้เกิดความไม่รักสมัครสมานสามัคคี หรือเรื่องไม่ซื่อสัตย์สุจิต จะโกง เราก็สามารถบอกได้

มองอย่างไรกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 50 ?

 ก่อนที่จะมีรัฐธรรมนูญฉบับ 50 ผมได้บอกว่าให้นำรัฐธรรมนูญฉบับ 40 เป็นแม่แบบ แล้วดูว่าฉบับปี 40 อะไรที่เป็นช่องว่าง และเป็นปัญหาต่อการบริหารประเทศ หรือการปกครองประเทศ เอามาปรับปรุงแก้ไขให้เกิดความเหมาะสม และปี 50 ยังเน้นให้สิทธิเสรีภาพแก่สื่อมวลชนให้มากขึ้น และเสรีภาพแก่ประชนชนมากขึ้น สิ่งต่างๆ เหล่านี้ถือว่าเราเพิ่มความเป็นประชาธิปไตยด้วยซ้ำไป
 
 การแก้ไขรัฐธรรมนูญถ้าเป็นผลประโยชน์ของประชาชน ผมเห็นด้วยทันที เพราะในเวลา 2-3 ปี ทำให้มองเห็นแล้วว่ารัฐธรรมนูญฉบับ 50 มีข้อบกพร่องอะไรบ้าง แต่ว่าปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในเวลานี้ไม่เกี่ยวข้องกับประชาชน ก็อยากจะให้ทบทวน

การเดินขบวนอยู่ทุกวันนี้ถือเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ ?

 ภาคประชาชนในระบอบประชาธิปไตยถือเป็นส่วนสำคัญในการนำพาประเทศ ภาคประชาชนคือประชาชนส่วนใหญ่ ดังนั้นการบริหารประเทศตามระบอบประชาธิปไตย นักการเมืองจะต้องฟังประชาชน นี่คือประชาธิปไตยที่แท้จริง

 การปกครองในระบอบประชาธิปไตยมีหลายแบบ แต่แบบที่นิยมกันมากคือ ปกครองโดยคนกลุ่มหนึ่ง ไม่ใช่ปกครองด้วยคนคนหนึ่ง หรือคณะเล็กๆ แต่จะต้องเป็นคนกลุ่มใหญ่ในการบริหารประเทศ ซึ่งคนกลุ่มนี้คือคนภาคประชาชน ส่วนเรื่องของม็อบที่เดินสีแดง สีเหลือง สีเขียว มันเป็นภาคประชาชนแบบหนึ่ง แต่ภาคประชาชนจะต้องมีกติกาว่าอะไรทำได้ หรือไม่ควรทำ ถ้าภาคประชาชนทำอะไรเกินขอบเขต อันนี้ไม่ใช่ประชาธิปไตยแล้ว

 ประเทศเราจะไปได้ 1.ผู้บริหารประเทศจะต้องดี 2.รัฐธรรมนูญ 3.ภาคประชาชนจะต้องควบคุมได้ และ 4.ประชาชนจะต้องมีระเบียบวินัย อยู่ในกรอบกติกา ประเทศที่เจริญแล้วเขาจะเดินขบวนเขาทำเป็นระบบ

ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามสร้างอุดมการณ์ของตัวเองขึ้นเพื่อให้ชาวบ้านเชื่อ แต่ตัวเองได้ประโยชน์ ?

 ได้ยินนักการเมืองบางท่านพูดว่า ไม่อยากให้คนไทยนำไปสู่ความรักชาติจนกลายเป็นการคลั่งชาติ ซึ่งผมไม่รู้ว่าผิดหรือถูก แต่ผมมองว่า ถ้าชาติใดก็ตามหากประชาชนมีอุดมการณ์รักชาติแล้ว และหวงแหนประเทศ มีจิตสำนึกต่อประเทศชาติ ชาตินั้นจะเจริญ

ปัญญา ทิ้วสังวาลย์