
“คำสัญญา” จากใจลูก ถึง “พ่อ”
“คำสัญญา” จากใจลูก ถึง “พ่อ”
เดินตามรอย ยุคลบาท พระบิดร
เมื่อถึงครา แผ่นดินครวญ ฟ้าหวนไห้
ชลนัย ท่วมถิ่น แผ่นดินสยาม
ยี่สิบหกตุลาคม ตรมทั่ว ทุกเขตคาม
เมื่อถึงยาม เสด็จสวรรค์ นิรันดร
แม้นมิเห็น ธ ดำรง อยู่ตรงหน้า
หากประชา ทำตามแนว ที่ทรงสอน
เดินตามรอย ยุคลบาท พระบิดร
ราษฎร์จะเห็น พระภูธร ทุกวารวัน
ทรงสอนให้ มีความเพียร ความพอดี
รู้ตนเอง รู้หน้าที่ ซื่อสัตย์มั่น
พูดแล้วทำ เมื่อรับแล้ว รู้แบ่งปัน
ฝึกตนนั้น ให้อ่อนโยน ไม่อ่อนแอ
อ่านหนังสือ เพื่อสะสม ความรู้ไว้
เอาชนะ ใจตนเอง ให้แน่วแน่
รู้ชั่วดี รู้เหมาะสม มิผันแปร
ดีจริงแท้ ตามรอยบาท ที่ยาตรา
ขอน้อมนำ พระราชดำรัส ปฏิบัติชอบ
เป็นการตอบ แทนแผ่นดิน ในโลกหล้า
เพื่อรำลึก ถึงองค์ พระราชา
พัฒนา และสืบสาน ปณิธานภูมี
กราบพระบาท อาลัยองค์ บรมนาถ
ด้วยหัวใจ ของปวงราษฎร์ ทุกถิ่นที่
น้อมรำลึก พระกรุณา ด้วยภักดี
ภูบดี สถิตย์ใน ใจนิรันดร์
ข้าพระพุทธเจ้า
อภิชญา วรพันธ์
ด.ช.ธรณ์ วรพันธ์
ด.ช.ธรรศ วรพันธ์
(ภาพโดย ด.ช.ธรณ์ วรพันธ์)
(ภาพโดย ด.ช.ธรรศ วรพันธ์)
++++++
ความทรงจำที่ฉันไม่มีวันลืม
ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ครั้งเมื่อฉันยังเป็นเด็กในความคิดของฉันนั้น ฉันคิดว่าช่างโชคดีที่ได้เกิดมาบนแผ่นดินไทย เกิดมาที่ในประเทศที่มีในหลวงทรงเป็นกษัตริย์ที่ใจดีมาก ๆ จริง ๆ ในความคิดแบบเด็กต่างจังหวัด เพราะแต่ละปีจะมีเสื้อผ้านักเรียนมาแจก มีสมุดดินสอมาแจกตามโรงเรียนให้กับเด็กที่บ้านขาดแคลน ซึ่งตัวฉันเองก็เป็นคนหนึ่งที่เคยได้รับโอกาสนั้น ซึ่งในเวลานั้นฉันก็ได้สัมผัสกับความเมตตากรุณาของท่านในสิ่งที่จับต้องได้เป็นวัตถุสิ่งของในแบบเด็ก ๆ
แต่เมื่อครั้งเติบโตขึ้นมาได้เรียนรู้ถึงสิ่งที่ท่านทำนั้นคือสิ่งที่ทำเพื่อประโยชน์ให้กับประชาชนของท่านทั้งนั้น ทรงทดลองทำก่อนเพื่อให้ได้รู้ผลก่อนที่จะนำไปลงพื้นที่จริง ๆ ทรงลงพื้นที่จริง ๆเพื่อรับรู้ปัญหาของแต่ละพื้นที่และจะได้แก้ปัญหาได้ตรงจุด
ฉันรู้สึกอัศจรรย์ในใจมากจริง ๆที่ฉันอยู่ในช่วงเวลาที่ประเทศอยู่ในความสงบสุขนั้น ซึ่งเวลานั้นเราไม่เคยคิดถึงพระองค์ท่านเลยไม่เคยติดตามการทรงงานของท่านเลย เพราะจะว่าไปก็เป็นนิสัยของมนุษย์ที่เมื่อชีวิตปกติสุขดีก็จะใช้ชีวิตตามสไตล์แต่ตนเอง แต่ถ้ามองย้อนกลับไปจะได้รู้ว่าท่านได้ทรงคิด คิด คิดแต่เรื่องที่จะพัฒนาประเทศแม้แต่เวลาที่ประชวรก็ยังต้องทำงาน ซึ่งดูได้จากโครงการที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่าน ๆ มานั้นช่างมากมายประหนึ่งว่าท่านคิดทุกวัน ทุกเวลาจริง ๆ
ตัวฉันเองเป็นคริสเตียนฉันขอบคุณพระเจ้าที่ได้ให้อยู่ในประเทศที่มีกษัตริย์จิตใจดีให้อิสระในการนับถือตามแต่ความศรัทธาของแต่ละคน ฉันได้แต่อธิษฐานขอพรจากพระจ้าให้ทรงอวยพรท่านให้ปกครองประเทศไปนานแสนนาน ทั้ง ๆ ที่รู้ว่ามันเป็นการฝืนกฏแห่งธรรมชาติของเนื้อหนัง ในหลวงท่านเป็นพระราชาที่เข้ามาอยู่ในใจอย่างแปลกประหลาดมาก ๆ สำหรับคน คนหนึ่งที่ไม่ได้มีความผูกพันอย่างใกล้ชิดแต่รู้สึกรักอย่างกับคนใกล้ชิด คนในครอบครัว
เมื่อถึงวันที่ท่านจากไปในใจวันแรกพูดกับตัวเองอยู่นั่นล่ะว่า จริงหรือ ? นี่คือเรื่องจริงหรือ? ประหนึ่งว่าไม่ยอมรับในสิ่งที่ได้ยินนั้นแต่เมื่อวัน เดือน ผ่านไปจิตใจเริ่มยอมรับสภาพก็คิดในใจว่าต้องหาโอกาสได้เข้ากราบท่านเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตให้ได้ และแล้วก็ได้มาอย่างตั้งใจได้มาเห็นผู้คนมากมายที่มาในจุดหมายเดียวกันทำให้ฉันคิดว่าคน คนหนึ่งที่ทำให้ผู้คนรักได้มากมายขนาดนี้ต้องไม่ใช่ธรรมดาแน่นอน
อีกอย่างถ้าเราแต่ละคนที่มาด้วยใจรักท่านนั้นหันกลับไปยังบ้านท่าน ที่ที่ท่านอยู่พร้อมกับนำคำสอนที่ท่านให้ไว้ไปปฏิบัติเชื่อแน่ว่าประเทศของเราจะเดินไปในทางที่ดีที่เจริญแน่นอน ซึ่งก็เป็นสิ่งที่ในหลวงทรงปรารถนามาตลอดชีวิตที่ทรงงาน ที่ทุ่มเทก็เพื่อประชาชนของท่านนั่นเอง ณ วันนี้ฉันสิ่งที่คิดได้คือฉันช่างโชคดีจริง ๆ ที่ได้เกิดมาในรัชสมัยของพระองค์ ในหลวงรัชกาลที่ ๙
ข้าพระพุทธเจ้า น.ส.ต้องรัก เกิดสิน
อายุ 38 ปี
อาชีพ เกษตรกร
++++++
บูชาคุณถวายความดีแด่พ่อหลวง “ปฏิบัติภาวนา”แนวพุทธะ
การจากไปของพ่อของแผ่นดินสร้างความทุกข์ เศร้า หดหู่ และเงียบเหงาในดวงใจของคนไทยทุกคน
สำหรับฉันแล้ว ในความเศร้านั้น ฉันพบว่า ฉันยอมรับสภาพได้เพียงเพราะฉันรับรู้และติดตามข่าวสารและเห็นในเชิงประจักษ์เสมอมาว่า..พ่อของแผ่นดินที่มีนามว่า “ภูมิพล”นั้นท่านทรงเหน็ดเหนื่อยกับการใช้พระวรกายทำงานอย่างไร พระองค์ท่านทรงเสียสละ อดทน สละความสุขส่วนพระองค์เพื่อประชาชนของพระองค์ท่าน รวมถึง“ตัวฉันด้วย”ที่ได้รับความสุขในการทรงงานของพระองค์ท่าน
เมื่อพระวรกายและพระมายุที่มากขึ้น ประกอบกับขันธ์ทั้งห้าของคนเราก็ต้องเป็นไปตามกฏธรรมชาติ มีเกิด แก่ เจ็บและตาม นี่คือกฏธรรมชาติที่มนุษย์มิอาจจะ“หลีกหนี”ไปได้
ฉันเริ่มเข้าใจในกฏธรรมชาตินี้ยิ่งขึ้นๆ นี่ขนาดพระองค์ท่านมีแพทย์ มียาชั้นดี แต่พระองค์ท่านทรงหลีกหนีกฏธรรมชาตินีไม่ได้
ฉันจึงตัดสินใจปฏิบัติภาวนา เพื่อถวายเป็นพระกุศลให้พระองค์ท่าน ใช้เวลากว่าหนึ่งเดือนอยู่วัดทับทิมแดง “สร้างความสงบให้จิตใจ”
“ตั้งใจเสียสละ” ความสุขตัวเองเพื่อคนอื่น พร้อมไปกับสวดมนต์ ภาวนา ถือศีล ด้วยหัวใจที่เข้มแข็ง และเข้มแข็งเพิ่มขึ้นๆ แม้ว่างานที่วัดจะเป็นงานที่หนัก แต่การบำเพ็ญประโยชน์เพื่อผู้อื่น ส่งผลให้ตัวเอง“ได้รับประโยชน์”ไปด้วย กิจที่วัดต้องตื่นตี3สวดมนต์เช้า นั่งสมาธิ จากนั้นตี5ไปเช็ดถูศาลาอาหาร ปัดกวาดโต๊ะ เก้าอี้ เช็ดถูให้สะอาด และจัดเตรียมอุปกรณ์ ที่ใส่อาหารเพื่อใช้ในกิจของการพิจารณาอาหารของพระ จากนั้นก็มาช่วยงานในครัว ปอกผลไม้ขึ้นโต๊ะ และช่วยงานอื่นๆ รอแยกอาหารที่พระไปบิณฑบาตมา จัดเรียง แยกประเภท อาหารคาวหวานและเตรียมขึ้นโต๊ะ
จากนั้นเมื่อพระทำพิธีสงฆ์ในช่วงเช้าเสร็จ พระพิจารณาอาหาร และแม่ชี รวมถึงผู้มาถือศีล ฉันข้าวเสร็จ ก็ต้องช่วยกันทำความสะอาดภาชนะ เก็บกวาดศาลาอาหาร จากนั้น ก็เดินจงกรม นั่งสมาธิ 2ชั่วโมง ตั้งแต่11.00-13.00น.แล้วมาทำงานที่แม่ชีมอบหมาย อย่างเช่นทำน้ำปานะ ทำยา พอเวลา15.00น.ก็ทำกินกวาดลานวัด กวาดใบไม้ ล้างห้องน้ำ จากนั้นทำกิจส่วนตัว แล้วเตรียมตัวสวดมนต์ เดินจงกรม นั่งสมาธิ จนถึงเวลา20.30น.ถึงจะเข้าที่พักได้ เป็นเช่นนี้ทุกวัน กว่า1เดือน
ฉันได้แรงบันดาลใจ ที่จะ“ปฏิบัติบูชา”เพื่อนำส่งพระองค์ท่าน เพียงเพราะฉันเห็นว่า “บุญ” เท่านั้น ที่จะสื่อถึงพระท่านได้
อีกทั้งยังได้เดินทางไปยังท้องสนามหลวง และได้เห็นภาพวาดพระองค์ท่าน ด้วยฝีมือการวาดของนักศึกษาม.ศิลปากร ภาพวาดภาพนั้นคือ ภาพที่พระองค์ท่านทรงบำเพ็ญความดี ด้วยการบวชเป็นพระ ยิ่งทำให้ฉัน มี “พลัง” ในการปฏิบัติบูชามากขึ้นๆ เกิดแรงบันดาลใจดีงาม เข้าถึงธรรมะมากขึ้น เข้าใจชีวิตอย่างความเป็นจริง
ด้วยความจงรักภักดีและเชื่อมั่นศรัทธาในพระองค์ท่าน จึงขอทำความดี เป็นการปฏิบัติบูชาแด่พระองค์ท่าน
แมนวดี เดชจำนงสุข
ที่ปรึกษาด้านสื่อมวลชน มทร.ล้านนา
+++++
คิดดี ทำดี พูดดี ตามรอย..พ่อ
นับตั้งแต่ทางสำนักพระราชวังประกาศให้ประชาชนเข้ากราบพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ดิฉันเชื่อว่าทุกดวงใจของพสกนิกร ล้วนมีจุดมุ่งหมายเดียวกันคือ การได้เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ เบื้องหน้าพระบรมโกศสักครั้งในชีวิต
ถึงแม้พื้นที่ท้องสนามหลวงจะคราคร่ำด้วยมหาชนที่ยืนแลสลับนั่ง ต่อแถวยาวรอคอยเป็นระยะเวลานาน ถึงแม้อากาศบริเวณนั้นจะร้อนระอุ หรือในบ้างครั้งจะมีสายฝนที่ตกกระหน่ำ แต่ก็มิอาจทำให้ความมุ่งมั่นตั้งใจของพวกเราที่จะเข้ากราบถวายบังคม พระบรมศพนั้นลดน้อยลง
เพราะดิฉันรู้ว่าความลำบากของพวกเรา มิอาจเทียบได้กับความลำบากของพระองค์ที่ต้องตรากตรำพระวรกายตลอดระยะเวลา 70 ปี ที่เสด็จไปในถิ่นทุรกันดารและทุกพื้นที่ของประเทศไทย หยาดพระเสโทของพระองค์ที่ย้อยหยดรดแผ่นดิน จากแผ่นดินที่แตกระแหง ได้กลับกลายเป็นผืนดินที่อุดมสมบูรณ์ ชุ่มชื้นฉ่ำเย็น พรั่งพรูไปด้วยพืชพันธุ์ธัญญา สร้างความเจริญสถาพรให้แก่ประเทศชาติมาจนถึงทุกวันนี้
ดิฉันเชื่อว่าความปรารถนาของพระองค์นั้น มุ่งหวังให้บ้านเมืองและให้พสกนิกรของพระองค์มีชีวิตอยู่ดีกินดี มีความรัก และความสงบสุข สิ่งที่พระองค์ทรงกระทำให้พวกเราชาวไทย นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ พระองค์ทรงงานหนักดุจดั่ง หนึ่งวันของพระองค์เหมือนไม่มีกลางคืน หนึ่งเดือนของพระองค์เหมือนมีมากกว่าสามสิบวัน
หนึ่งชีวิตของพระองค์บำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ปวงชนชาวไทยมากกว่าหกสิบห้าล้านชีวิต
สิ่งที่ดิฉันพึงกระทำเพื่อถวายความอาลัยแด่พระองค์ด้วยความรัก ด้วยภักดี ด้วยจิตใจและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ คือการดำเนินตามรอยเบื้องพระยุคลบาท ด้วยการคิดดี ทำดี พูดดีและรู้จักความพอเพียงเป็นที่ตั้ง เป็นพลเมืองที่ดี เป็นพลังแห่งแผ่นดิน สนองพระราชปณิธานตราบกาลนิรันดร์
น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้
ข้าพระพุทธเจ้า เหมพัสสิริ หว่างพัน
เลขานุการรองอธิการบดีฝ่ายบริหาร มหาวิทยาลัยสวนดุสิต
+++++
บันทึกประวัติศาสตร์ ‘รัชกาลที่ 9’พระมหากรุณาธิคุณต่อชาวราชมงคล
วันที่ 13 ตุลาคม 2559 เป็นวันที่ปวงชนชาวไทยทั้งประเทศสูญเสีย ‘พ่อของแผ่นดิน’ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ซึ่งความรู้สึกของคนไทยโดยเฉพาะผู้บริหาร คณาจารย์ นักศึกษา ตลอดจนศิษย์เก่า มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี รู้สึกสูญเสียเป็นอย่างยิ่งเพราะพระองค์ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้าฯ พระราชทานนาม “ราชมงคล” นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณสูงสุดต่อมหาวิทยาลัย
ท่านเคยเสด็จพระราชทานปริญญาบัตรให้กับผู้สำเร็จการศึกษาของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ ในการพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล
ในพื้นที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีมีโครงการพระราชดำริ ซึ่งได้ดำเนินการหลายโครงการ และพบว่าเป็นโครงการที่ให้ความช่วยเหลือประชาชนมาโดยตลอด
ล่าสุด มทร.ธัญบุรี ได้รับมอบหมายจาก จ.ปทุมธานี ให้เป็นสถานที่ถวายดอกไม้จันทน์ในวันที่ 26 ต.ค. 2560 ขณะนี้ได้จัดสร้างซุ้มเรียบร้อยแล้วบริเวณด้านหน้าหอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัย และได้รับความร่วมมือจากกรมโยธาธิการและผังเมืองจัดสร้างพระเมรุมาศจำลอง สำหรับใช้เป็นสถานที่เผาดอกไม้จันทน์ ซึ่งจะเปิดให้ประชาชนถวายดอกไม้จันทน์ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป
มทร.ธัญบุรี ยังได้รับการติดต่อจากกรมศิลปากร ให้นำดอกบัวจากพิพิธภัณฑ์บัวของมหาวิทยาลัยใช้ในการประกอบงานภูมิสถาปัตยกรรมในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพฯ บริเวณพลับพลายกท้องสนามหลวง โดยได้นำบัวหลวงจักรีบงกช ดอกสีขาวและสีชมพู บัวผัน ดอกสีเหลือง กว่า 300 ดอก ตกแต่งงานในครั้งนี้ ยังความภาคภูมิใจที่มหาวิทยาลัยได้ถวายงานแด่พระองค์ท่าน
พวกเราชาว “ราชมงคลธัญบุรี” จะขอเป็นข้าราชบริพารและจงรักภักดีต่อพระองค์ตลอดชีวิต และจะน้อมนำ พระราชดำรัสของพระองค์ท่าน มาเป็นวิถีและแนวทางการใช้ชีวิตเพื่อที่จะให้เกิดความสำเร็จของตนเองและความประเทศอย่างยั่งยืนต่อไปเรื่องราวของพระองค์ท่านจะเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ของชาติไทยตลอดไป
“ขอน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้ และกราบสักการะเทิดทูนสถิตในดวงใจ ตราบนิจนิรันดร์”
รองศาสตราจารย์ ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ
อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
+++++
ขอเดินตาม รอยเท้า “พ่อ”
หยาดน้ำตา รินรื้น สะอื้นไห้
เห็นดวงใจ ชาวประชา รวมจิตใส
อดทนรอ ข้ามคืน ด้วยอาลัย
หวังพ่อไท้ สดับรู้ สู่สวรรค์
เหนือมานะ อดทนคือ คนกล้า
สู้ฟันฝ่า ยากลำบาก ตรากใจมั่น
ขอส่งใจ ส่งพลัง ร่วมชีวัน
ผ่านถ้อยคำ ถึงพี่น้อง ท้องทุ่งพระเมรุ
กายเหนื่อยล้า ใจอิ่มเอิบ หาได้หวั่น
แม้ฝนหลั่ง ขาเมื่อย ท้องเริ่มหิว
บอกชิวชิว แค่นี้ใช่ ใจปลาซิว
เราหอบหิ้ว ศรัทธาล้น องค์พระเมตตา
เพียงแค่นี้ ยังน้อย กว่าพ่อนัก
ลูกตระหนัก สำนึก อยู่เสมอ
เจ็ดสิบปี พ่อทรงงาน ค่ำเช้าเจอ
มากล้นเอ่อ พระมหา กรุณาธิคุณ
ลูกขอน้อม ตั้งจิต อธิษฐาน
ขอเดินตาม รอยเท้าพ่อ อย่างสร้างสรรค์
ทำความดี ถวายพ่อ ตราบชีวัน
ขอสานต่อ งานพ่อ อย่างพอเพียง
เพียงเท่านี้ ที่ทุกคน ร่วมตั้งจิต
หนึ่งคน หนึ่งภารกิจ มุ่งมั่นหมาย
หลายสิบล้าน ภารกิจ ล้วนมากมาย
สังคมไทย คงมีสุข วัฒนา
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ
ข้าพระพุทธเจ้า
นางวันเพ็ญ และนายสินิทธิ์ บุญสิทธิ์
+++++
ยึดมั่นตามแนวทาง “พ่อ”
ประมาณปี 2520 พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ นายกรัฐมนตรี นำเอกอัคราชฑูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย และ ประธานสมาคมผู้เลี้ยงโคพันธุ์ลิมูซ่า จากประเทศฝรั่งเศส M. Louis de Neuville เข้าเฝ้าพระองค์ท่านที่พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ เพื่อกราบบังคมทูลเรื่องการส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อในภาคอิสาน
ข้าพเจ้าเป็นร้อยตรีใหม่ๆ เป็นนักวิชาการของศูนย์ส่งเสริมการขยายพันธ์ุสัตว์ กรป.กลาง เข้าเฝ้าพร้อมคุณฟรังซัว (M. Francois DERVAUX ) สามี ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญเกษตร ประจำศูนย์ฯ
พระองค์ท่านมีรับสั่งว่า....
“โครงการใหม่ๆที่จะนำไปส่งเสริมให้ราษฎรนั้น นักวิชาการต้องรู้จริงและมั่นใจว่าจะไม่ทำให้เกิดความเสียหาย จึงค่อยนำไปส่งเสริม”
หลังจากวันนั้นจึงได้เกิดโครงการร่วมมือทางวิชาการระหว่างไทย-ฝรั่งเศส เรื่องการส่งเสริมการเลี้ยงโคขุน ที่สกลนคร และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของสหกรณ์การเลี้ยงปศุสัตว์ กรป.กลาง โพนยางคำ จำกัด ผลิตเนื้อโคขุน ไทย-ฝรั่งเศส หรือ Thai-French Beef จนมาเป็นเนื้อโพนยางคำ ทุกวันนี้
ข้าพเจ้า และคุณฟรังซัว ปลาบปลื้ม และระมัดระวังในการปฏิบัติกับเกษตรกร จนถึงทุกวันนี้ มากกว่า 45 ปี
พันเอกหญิง ดร.มัทนา โอสถหงษ์
ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด
สหกรณ์การเลี้ยงปศุสัตว์ กรป.กลาง โพนยางคำ จำกัด
จังหวัดสกลนคร
++++++



