
ปาหินโผล่สุราษฏร์ขว้างรถกรมการค้าจนท.เจ็บ
แก๊งปาหินเกิดขึ้นอีกแล้วที่สุราษฎร์คราวนี้ถูกรถตู้กรมการค้าข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ผู้โดยสารรอดตายหวุดหวิด
(26ก.ย.) เมื่อเวลา 18.00 น.ขณะที่รถตู้โตโยต้า สีขาว เลขทะเบียน ฮต 7167 กทม.ซึ่งเป็นรถของกรมการค้าข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินทางจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าไปร่วมงานรณรงค์พันธุ์ข้าวที่ อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช มีนายชัยสัน ชัยบุรินทร์ อายุ 38 ปี เป็นพนักงานขับรถ มีผู้โดยสารทั้งหมด 7 คน เป็นเจ้าหน้าที่ของกรมการค้าข้าวทั้งหมด
ขณะที่ขับรถมาตามถนนสายเอเชีย หรือถนนเพชรเกษม บริเวณระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 144 - 145 ม.3 อ.ท่าฉาง จ.สุราษฎร์ธานี ได้ยินเสียงดังตุ๊บ จากนั้นกระจกรถบริเวณด้านขวาของที่นั่งผู้โดยสารตอนกลางแตกทะลุเป็นรูกว้างประมาณ 10 ซม. เศษกระจกกระจายถูกบริเวณร่างกายของ น.ส.วิลาสิณี ประสิทธิ์สรจักร อายุ 38 ปี ซึ่งนั่งอยู่ริมกระจกรถได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย และภายในรถยังพบก้อนหินทั้งลูกเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 ซม.ตกอยู่ที่พื้นรถจำนวน 1 ก้อน จึงได้เก็บไว้เป็นหลักฐาน
ต่อมาพนักงานขับรถและผู้โดยสารทั้งหมดเข้าแจ้งความเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ สภ.ท่าฉาง ไว้เป็นหลักฐาน ซึ่งจากการสอบถามชาวบ้านผู้เห็นเหตุการณ์ทราบว่าก่อนเกิดเหตุขณะที่รถตู้ของกรมการค้าข้าวผ่านมายังบริเวณจุดเกิดเหตุได้มีรถยนต์กระบะคันหนึ่งจำสีและทะเบียนไม่ได้ วิ่งสวนขึ้นไป จากนั้นเห็นคนในรถทำท่าทางลักษณะเหมือนกับใช้หนังสติ๊กยิงใส่รถตู้ของกรมการค้าข้าว จนได้รับความเสียหายและมีผู้ได้รับบาดเจ็บดังกล่าว
ขณะที่ตำรวจสันนิษฐานว่า น่าเป็นหนังสติ๊กมากกว่าแก๊งปาหินจนทำให้รถตู้ของกรมการค้าข้าวได้รับความเสียหายและมีผู้ได้รับบาดเจ็บ โดยกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจะสืบเสาะหาตัวคนร้ายเพื่อดำเนินคดีต่อไป อย่างไรก็ตามบริเวณเส้นทางสายดังกล่าวมีชาวบ้านให้ข้อมูลว่าก่อนหน้านี้เคยมีเหตุการณ์แก๊งปาหินและใช้หนังสติ๊กยิงใส่รถที่สัญจรไปมาหลายคันแล้ว และเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดขึ้น 2 ครั้ง โดยที่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บจึงไม่ได้แจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่อย่างใด
ขณะที่ พล.ต.ต.เทศา ศิริวาโท ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี ระบุว่า ได้กำชับเจ้าหน้าที่ตำรวจถูกพื้นที่ให้เพิ่มความถี่ในการตรวจสอบและสืบหาข่าวอย่างกระชั้นชิดพร้อมแจ้งข้อหาให้ถึงที่สุด เพราะหากมีการได้รับบาดเจ็บสาหัสให้แจ้งข้อหาพยายามฆ่าได้ทันที
โดยที่ผ่านมาในหลายพื้นที่ทางตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาที่ก่อเหตุและดำเนินคดีไปแล้วหลายราย



