ข่าว

"คำสัญญา" จากใจลูก ถึง "พ่อ"

"คำสัญญา" จากใจลูก ถึง "พ่อ"

25 ต.ค. 2560

"คำสัญญา" จากใจลูก ถึง "พ่อ" ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันที่ 25 ตุลาคม 2560

 

"คำสัญญา" จากใจลูก ถึง "พ่อ"

ขอสัญญา...จะเดินตามรอยของ “พ่อ”

              ในชีวิตของคนธรรมดาคนหนึ่ง...สิ่งหนึ่งที่ทำให้เกิดความภาคภูมิใจคือ ได้มีโอกาสเข้ารับราชการสนองรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทในแผ่นดินรัชกาลที่ 9

              หลายครั้ง ที่มีโอกาสปฏิบัติงานของมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยของจังหวัดสระบุรี การได้ออกช่วยเหลือประชาชนในฐานะนักสังคมสงเคราะห์ การมอบถุงยังชีพพระราชทาน การมอบทุนพระราชทานเพื่อการศึกษาสงเคราะห์แก่นักเรียนที่หัวหน้าครอบครัวเสียชีวิต เพื่อเป็นการบรรเทาปัญหาความเดือดร้อน

              จะมีกษัตริย์พระองค์ใดในโลก ที่ทุ่มเทพระวรกายและใส่พระราชหฤทัยต่อประชาชนได้เท่ากษัตริย์พระองค์นี้

              ข้าราชการคนนี้ขอน้อมนำหลักการทรงงานที่มีคุณค่าอย่างยิ่งมาใช้ในการปฏิบัติงานเพื่อประชาชนของท่าน และขอสัญญาว่า จะเดินตามรอยของ “พ่อ” เท่าที่ “ลูกคนนี้” จะทำได้

              ในชีวิตของข้าราชการคนหนึ่ง ที่เปรียบเสมือนธุลีที่เล็กจ้อย แต่ได้มีหน้าที่ปฏิบัติงานต่างพระเนตรพระกรรณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เป็นความภาคภูมิใจและความอิ่มเอมอย่างหาที่เปรียบมิได้ เพราะ “ลูกทุกคน” อยู่ในสายตาของ “พ่อ” ตลอดเวลา  

  

"คำสัญญา" จากใจลูก ถึง "พ่อ"

ข้าพระพุทธเจ้า นางจีรยดา ธรรมบุษดี อายุ 45 ปี

อาชีพ นักสังคมสงเคราะห์

+++++

 

ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระบิดาแห่งการพัฒนาพลังงานไทย

              พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร หรือ “ในหลวงรัชกาลที่ 9” กษัตริย์ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระปรีชาสามารถและทรงเป็นผู้เสียสละอย่างมากเพื่อพสกนิกรชาวไทย ภาพที่คนไทยทุกคนเห็นมาโดยตลอดคือพระองค์ท่านทรงงานหนักตลอดระยะเวลากว่า 70 ปี ทรงดูแลพสกนิกร 66 ล้านคน โดยไม่คิดถึงความเหน็ดเหนื่อย พระองค์ท่านจึงเป็นศูนย์รวมจิตใจของพสกนิกรชาวไทย และทรงเป็น “พ่อของแผ่นดิน”

              พระองค์ท่านนั้นเปรียบเสมือนครู อาจารย์ ที่เป็นผู้วางแนวทาง องค์ความรู้ต่างๆ ให้พวกเราชาวไทย พระองค์คือตัวอย่างของนักพัฒนาอย่างแท้จริง ด้วยพระอัจฉริยภาพของพระองค์ ทรงริเริ่มโครงการตามพระราชดำริของพระองค์ท่านกว่า 4,000 โครงการ ทั้งด้านการเกษตร การคมนาคม การรักษาน้ำ หรือแม้แต่การผลิตพลังงานทดแทน ทรงเปลี่ยนผืนแผ่นดินอันแห้งแล้งแตกระแหงให้อุดมสมบูรณ์ ทำภูเขาหัวโล้นให้เป็นยอดเขาอันเขียวขจี เปลี่ยนน้ำ ลม แสงแดด และผลิตผลทางการเกษตรให้เป็นพลังงานที่เราสามารถผลิตใช้เองได้ในประเทศ ทุกสิ่งล้วนไม่ใช่เรื่องง่ายที่ใครก็สามารถทำได้ หากแต่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ของเราสามารถทำได้ นั่นเป็นเพราะพระองค์ทรงศึกษาอย่างหนัก โดยไม่สนพระราชหฤทัยกับความเหน็ดเหนื่อย แต่สิ่งที่พระองค์สนพระราชหฤทัยคือชีวิตที่ดีกว่าของปวงชน  

              ภายใต้ร่มพระบารมี ในฐานะที่ดิฉันทำงานอยู่ในสถาบันการศึกษา สถาบันของเราน้อมนำศาสตร์ของพระองค์ท่านมาปรับใช้ในการดำเนินงาน พระองค์ท่านเป็นแรงบันดาลใจให้ดิฉันคิดจะพัฒนาตนเองและสถาบันการศึกษาให้ดีขึ้น ด้วยความวิริยะ อุตสาหะ เพื่อการพัฒนาเยาวชนให้มีความรู้ ความสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคง เป็นคนดีและมีคุณค่ากับประเทศชาติ   

              ทางสถาบันของเรายังได้มีโอกาสสนับสนุนโครงการฝนหลวงซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการพระราชดำริ และอีกหนึ่งความภาคภูมิใจทางสถาบันของเราได้พัฒนารถพลังงานแสงอาทิตย์ เข้าร่วมการแข่งขัน World Solar Challenge 2017 วันที่เราเข้าเส้นชัยในการแข่งขันตรงกับวันคล้ายวันสวรรคตของพระองค์ท่าน วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามและทีมงานจึงขอถวายรางวัลนี้แด่พระองค์ท่านในฐานะปราชญ์แห่งการพัฒนาพลังงาน พระบิดาแห่งการพัฒนาพลังงานไทย ในวันนั้นทีมงานทุกคนที่ออสเตรเลียได้ก้มลงกราบพระบรมฉายาลักษณ์ ด้วย

"คำสัญญา" จากใจลูก ถึง "พ่อ"

สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้  

อ.อุบลวรรณ สุวรรณ

ผู้ช่วยรองอธิการบดีฝ่ายบริหาร

วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม (STC)  

+++++

 

ดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง   

              13 ตุลาคม 2559 เมื่อได้รับทราบข่าวอย่างเป็นทางการว่าพระองค์ท่านเสด็จสวรรคต ความรู้สึกเศร้าเสียใจมากขนาดไหนนั้น ไม่สามารถบรรยายออกมาได้ จึงตั้งใจไว้ว่าจะต้องเข้าไปกราบถวายบังคมพระบรมศพสักครั้ง และถ้ามีโอกาสทำความดีอย่างอื่นจะเข้าร่วมทำทันที    

              ตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ข้าพเจ้าได้มีโอกาสเข้าไปกราบถวายบังคมพระบรมศพถึง 5 ครั้งด้วยกัน และมีโอกาสเป็นจิตอาสาของหน่วยงานไปบริการประชาชน ณ ท้องสนามหลวง และเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ที่ทำความดีถวายพระองค์ท่าน ตามแต่โอกาสที่มี   

              จาก “คำสอนของพ่อ” ข้าพเจ้าขอน้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิต และพร้อมแบ่งปันสิ่งดีๆ ให้แก่สังคม ข้าพเจ้าภูมิใจที่ได้เกิดมาในรัชกาลที่ 9   

"คำสัญญา" จากใจลูก ถึง "พ่อ"

ข้าพระพุทธเจ้า ด.ต.หญิงสุภาษิต ฉับจันทึก   

อาชีพ รับราชการ

+++++  

 

จะรักษาภาษาไทยไว้ให้ถูกต้อง

              ในวัยเด็ก สิ่งที่เราชอบเล่นเป็นประจำในหมู่เพื่อนฝูง ก็คือการล้อชื่อ ทั้งล้อชื่อพ่อ ชื่อแม่ ชื่อคนในครอบครัว ไม่เว้นแม้แต่ชื่อตัวเอง ไม่รู้ว่าสนุกตรงไหน แต่รู้ว่าเมื่อคุณครูอ่านหนังสือหน้าชั้นเรียน หากมีชื่อที่ตรงกับบุพการีของเพื่อนคนไหน จะเรียกเสียงโห่ฮาลั่นห้องได้ในทันที  

              พอโตขึ้นมาหน่อย ในชั้นเรียนมัธยม เริ่มมีการเรียกกันด้วยชื่อเล่น คงเป็นเพราะความสนิทที่มีมากขึ้น การโห่ล้อชื่อพ่อชื่อแม่ของเพื่อนหายไป ไม่มีการรอให้คุณครูอ่านเจอในหนังสืออีก แต่กลายเป็นการใช้ชื่อบุพการีมาเรียกแทนชื่อเพื่อนตนเองกันอย่างสนุกปาก ส่วนชื่อของเพื่อนตนเองจริงๆ ก็หาคำอื่นมาเรียกแทน หรือไม่ก็ตั้งชื่อจากการผวนคำ ให้เป็นที่สนุกสนานเฮฮากันมากกว่าเดิม

              ในเวลานั้น การเล่นผวนคำของฉันลุกลามไปมมากกว่าแค่ชื่อ เริ่มพูดทุกอย่างเป็นคำผวน อาจจะทั้งตั้งใจก็ดี หรือไม่ตั้งใจก็ได้ เพราะเหมือนกลายเป็นความเคยชินกับการใช้ภาษาผิดๆ และเป็นที่สนุกสนานของเพื่อนฝูง ฉันใช้ภาษาผวนได้เป็นอย่างดี จนเข้าใจว่านี่คือพรสวรรค์อย่างหนึ่ง จนเข้าสู่วัยทำงาน ที่นั่นฉันก็ยังติดปากภาษาที่ไม่ถูกต้องอยู่บ่อยครั้ง บางครั้งก็แค่ขำๆ แต่บางครั้งก็เป็นการพูดกับผู้ใหญ่ที่ไม่เหมาะสม ฉันเริ่มไม่สบายใจแต่ยังไม่จริงจังที่จะแก้ไข

              จนวันหนึ่ง ในเวลาที่อินเทอร์เน็ตพาฉันไปพบกับพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในวันที่ 29 กรกฎาคม 2505 ในโอกาสที่เสด็จพระราชดำเนินไปทรงอภิปรายเรื่อง ปัญหาการใช้ภาษาไทย ณ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย “เรามีโชคดีที่มีภาษาของตนเองแต่โบราณกาล จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะรักษาไว้ ปัญหาเฉพาะในด้านรักษาภาษาก็มีหลายประการ อย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในทางออกเสียง คือออกเสียงให้ถูกต้องชัดเจน อีกอย่างหนึ่งต้องรักษาให้บริสุทธิ์ในวิธีใช้ หมายความว่าวิธีใช้คำมาประกอบประโยค นับเป็นปัญหาที่สำคัญ ปัญหาที่สามคือความร่ำรวยในคำของภาษาไทย ซึ่งพวกเรานึกว่าไม่ร่ำรวยพอ จึงต้องมีการบัญญัติศัพท์ใหม่มาใช้ สำหรับคำใหม่ที่ตั้งขึ้นมีความจำเป็นในทางวิชาการไม่น้อย แต่บางคำที่ง่ายๆ ก็ควรจะมี ควรจะใช้คำเก่าๆ ที่เรามีอยู่แล้ว ไม่ควรจะมาตั้งศัพท์ใหม่ให้ยุ่งยาก” และนั่นก็เป็นที่มาที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติกำหนดให้วันที่ 29 กรกฎาคม ของทุกปี เป็นวันภาษาไทยแห่งชาติ

              จากวันที่ฉันอ่านพบข้อความนี้ จึงเกิดความมุ่งมั่นที่จะพยายามเลิกใช้ภาษาที่ผิด หรือการผวนคำที่ใช้เล่นติดปากมาจนเป็นนิสัย การพูดของฉันจึงเริ่มดีขึ้น ถึงแม้จะไม่มีเสียงหัวเราะจากผู้ฟังอีกต่อไปแล้ว แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือความน่าเชื่อถือ และความมั่นใจในตัวเองที่ได้รับการยอมรับจากผู้ฟัง ถึงแม้ว่าเมื่อปีที่แล้ว ฉันจะบังเอิญไปพบข้อความบนเฟซบุ๊กหนึ่ง กล่าวถึงรอยแย้มพระสรวลของในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานปริญญาบัตร ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี 2545 ตอนที่ทรงได้ยินชื่อพี่สาวฉัน “แสงดี สีแดง” ท่านจะหัวเราะ แต่กลั้นไว้แค่รอยยิ้ม เพราะท่านไม่ชอบคนใช้ภาษาสวิง แต่นั่นคือสิ่งที่ทำให้ฉันและครอบครัวปลื้มปีติเป็นที่สุด ถึงแม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาเพียงเสี้ยววินาทีเดียวที่ทำให้พระองค์ท่านแย้มพระสรวลได้   

              ฉันขอให้คำมั่นสัญญา จากนี้จะขอใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้อง ไม่เพียงแต่ภาษาพูดเท่านั้น แต่จะระมัดระวังในการใช้ภาษาเขียนให้ถูกต้องตามหลักภาษาไทย อย่างที่พระองค์มีพระราชดำรัสห่วงใยการใช้ภาษาไทยของพวกเรา...   

   "คำสัญญา" จากใจลูก ถึง "พ่อ"

ข้าพระพุทธเจ้า นางสาวแสงเดือน สีแดง ขอให้คำมั่นสัญญา

+++++

      

จะขอทำหน้าที่...ตามรอยที่ “พ่อ” ทำ  

              นับตั้งแต่ข่าวการสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ที่ผ่านมา ประเทศไทยเหมือนถูกคลุมด้วยหมอกควันแห่งความเศร้าของพสกนิกรที่อยู่ใต้ร่มพระบารมีทุกหนแห่ง... แม้นการเกิดแก่เจ็บตายจะเป็นสัจธรรม แต่คนที่เคยผ่านการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักเท่านั้นจึงจะจำแนกออกว่าความรู้สึกของการพลัดพรากจากบุคคลอันเป็นที่รักกับบุคคลทั่วไปนั้นมีข้อแตกต่างกันที่การกระตุกของหัวใจว่ามีความสลดใจ ตกใจ สะเทือนใจ เสียใจ หรือโศกเศร้าอาดูร เกิดขึ้น เพราะความรักเท่านั้นที่จะทำให้หัวใจเราโศกเศร้าต่อการพลัดพรากได้   

              ความโศกเศร้าของคนทั้งแผ่นดินที่เกิดขึ้นต่อการจากไปของ “พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดช” จึงเป็นตัวอย่างของความรักที่เด่นชัด เพราะแม้ธรรมชาติจะมีกลไกให้เวลาเป็นตัวช่วยเยียวยาความรู้สึกให้บรรเทาลงตามกาลที่ผ่านไป แต่กว่าขวบปีที่ผ่านมากลับพบว่าพลังของกาลเวลายังพ่ายแพ้พลังแห่งความรักและภักดีของพสกนิกรชาวไทยเป็นไหนๆ   

              แน่นอนทีเดียวที่ว่าความรักและภักดีอันมากมายมหาศาลของพสกนิกรที่มีต่อพระองค์นั้นไม่ใช่เกิดขึ้นเพียงเพราะพระบารมี แต่เกิดขึ้นจากการรับรู้ถึงหัวใจ ความตั้งใจและตั้งมั่นของพระองค์จากสิ่งที่พระองค์ทรงทำมาตลอด 70 ปีที่ทรงครองราชย์ ที่ทรงทำให้เห็นว่าตัวอย่างที่ดีมีค่ากว่าคำสอนหรือคำบอกเล่า และการทำหน้าที่ของมนุษย์นั้นนอกจากต้องใช้สติปัญญาความสามารถแล้วยังต้องใช้หัวใจและความเมตตาเป็นที่ตั้งด้วย...   

              เป็นความจริงที่เราไม่สามารถหยุดเวลาและสัจธรรมแห่งการพลัดพรากได้ ขณะเดียวกันก็เป็นความจริงอีกเช่นกันที่เรากลับสามารถบันทึกความทรงจำของชีวิตไว้ได้แบบไม่มีขีดจำกัด...   

ความทรงจำจึงเป็นสิ่งเดียวที่ไม่มีอะไรมากั้นขวางได้ และไม่ต้องท่องจำ ....   

              แม้การเขียนถึงความทรงจำในวันนี้จะพร่าเลือนผ่านม่านน้ำตาไปบ้าง...แต่ภาพทุกภาพ คำทุกคำ ตลอดจนความดีทุกเรื่องราวของ “พ่อ” ยังแจ่มชัดในหัวใจเสมอ   

              ในฐานะพสกนิกรคนหนึ่ง ขอสัญญาว่าจะทำหน้าที่ทุกหน้าที่ บทบาททุกบทบาท ด้วยสติปัญญา ความรักความเข้าใจและความเมตตาอาทรต่อคนรอบข้าง ตามรอยที่ “พ่อ” ทำไปตลอดชีวิตของลูก...   

   "คำสัญญา" จากใจลูก ถึง "พ่อ"

สถิตไว้ในใจตราบนิรันดร์  

ข้าพระพุทธเจ้า นิตยา รุ่งสถิต

+++++

 

พอเพียงตามรอย “พ่อ”

              แม้ว่าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จะจากพวกเราชาวไทยไปแล้ว แต่พระองค์ก็ยังจะอยู่ในใจของพวกเราตลอดไป สิ่งต่างๆ ที่พระองค์ทรงทำให้แก่ปวงชนชาวไทยตลอดรัชกาลมีมากมายเหลือเกิน   

              ในฐานะที่เป็น “ลูก” คนหนึ่ง ขอให้คำมั่นสัญญาว่า จะเป็นคนดีของสังคมตลอดไปและจะยึดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวทางในการใช้ชีวิต ทั้งในตอนนี้และวันต่อๆ ไปจนบั้นปลายชีวิต  

              ย้อนกลับไปเมื่อเย็นวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ที่ผ่านมา วันนั้นเหมือนทุกอย่างหยุดนิ่ง อากาศที่เคยสดใสก็กลับมึนๆ ทึมๆ มีฝนตกลงมาปรอยๆ สื่อให้รู้ถึงคนไทยทั้งประเทศกำลังเศร้าและเสียใจอย่างหนักกับการจากไปของในหลวงรัชกาลที่ 9 สมองที่เคยคิดอะไรได้อย่างโลดแล่นก็กลับมึนๆ อึนๆ คิดอะไรไม่ออก นั่งดูสารคดีเฉลิมพระเกียรติ หรือฟังเพลงพระราชนิพนธ์ อยู่ๆ น้ำตาก็ไหลโดยไม่รู้ตัว   

              ถึงแม้ว่าจะเกิดไม่ทันได้เห็นในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจตามสถานที่ทุรกันดารต่างๆ แต่จากภาพสารคดีที่สถานีโทรทัศน์แต่ละช่องนำมาออกอากาศก็สัมผัสได้ถึงพระเมตตาที่พระองค์ท่านมีต่อปวงชนชาวไทยมากมายเหลือเกิน หากมีโอกาสก็อยากจะเข้ากราบถวายบังคมสักครั้ง    

              แล้วความฝันก็เป็นจริงเมื่อสำนักพระราชวังออกประกาศให้ประชาชนทั่วไปสามารถเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้ เมื่อทราบข้อมูลก็เตรียมตัวเดินทางไปเข้าแถวรอเพื่อกราบถวายบังคมพระบรมศพ ในวันแรกของการเปิดให้เข้ากราบคือวันที่ 28 ตุลาคม 2559 มาถึงจุดเข้าคิวคนก็เยอะสมกับความคาดหมาย แต่อุปสรรคดังกล่าวก็ไม่ได้ทำให้ย่อท้อต่อการรอคอย แม้ว่าจะใช้เวลานานถึง 14 ชั่วโมง จึงจะได้เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ อาการเหนื่อยล้ากับการรอคอยมาตลอดทั้งวันหายเป็นปลิดทิ้งเมื่อได้อยู่เบื้องหน้าพระบรมศพ ความรู้สึกตื้นตันที่มาพร้อมความเศร้าใจเข้ามาแทนที่ ซึ่งบางคนถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่               หลังจากทำครั้งแรกสำเร็จ ก็มีความคิดว่าอยากเข้ากราบให้ได้ 9 ครั้ง ตามอันดับรัชกาลของพระองค์ ซึ่งหลายครั้งที่ไปก็ต้องพบกับความผิดหวัง เนื่องจากจำนวนคนที่มารอเข้ากราบเยอะเหลือเกิน ทำให้ต้องออกจากคิวเพื่อกลับไปทำงาน แต่ปัญหาดังกล่าวก็ไม่ทำให้ย่อท้อ เราไปซ้ำแล้วซ้ำอีก ลองผิดลองถูกกับการเข้าคิวตามจุดคัดกรองต่างๆ ซึ่งความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จก็อยู่ที่นั่นจริงๆ เราทำได้ 9 ครั้งตามอันดับรัชกาลของพระองค์   

              ทุกครั้งที่ได้เข้ากราบมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก พอได้ครบ 9 ครั้งในหัวก็มีความคิดอีกว่าอยากไปให้ครบ 89 ครั้งตามพระชนมายุของพระองค์ท่าน เมื่อตั้งใจแล้วก็ลงมือทำทันที ได้ครบหรือไม่ก็ถือว่าได้ลองทำ และเมื่อมีความพยายามแล้วความสำเร็จก็ตามมาเหมือนเดิม คือ ทำได้ครบ 89 ครั้งในวันที่ 30 กันยายน 2560 และครบ 90 ครั้งในวันที่ 5 ตุลาคม 2560 วันสุดท้ายของการเปิดให้เข้ากราบพระบรมศพ   

              และในวันที่ 26 ตุลาคมนี้ ซึ่งจะเป็นวันส่งเสด็จพระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย เราก็มีความตั้งใจว่าจะไปรอส่งเสด็จพระองค์ท่านสู่สรวงสวรรค์

   "คำสัญญา" จากใจลูก ถึง "พ่อ"

ข้าพระพุทธเจ้า จะเรียม สำรวจ   

อาชีพสื่อสารมวลชน    

  +++++