
ชงขายข้าวสต็อกรัฐ5แสนตันรอนายกฯชี้ขาดสัปดาห์หน้า
"พรทิวา"ชงนายกฯ พิจารณาแนวทางระบายข้าวในสต็อกรัฐสัปดาห์หน้า กำหนดครั้งละไม่เกิน 5 แสนตัน ป้องกันกระทบราคาตลาดในประเทศ พร้อมวางแนวทางพยุงราคาตลาดต่ำกว่าราคารับประกันตันละ 1,000 บาท โดยอาจเข้าซื้อจากชาวนา หรือจัดตลาดนัดข้าวเปลือก
นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในสัปดาห์หน้าจะหารือกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับแนวทางระบายข้าวในสต็อกของรัฐบาล โดยเบื้องต้นกำหนดระบายครั้งละไม่เกิน 5 แสนตัน เพื่อไม่ให้กระทบราคาตลาดในประเทศ ส่วนวิธีระบายจะเพื่อส่งออกหรือขายในประเทศนั้น จะต้องหารือกับนายกรัฐมนตรีก่อน เมื่อได้ข้อสรุปแล้วจึงจะดำเนินการทันที ซึ่งหลักเกณฑ์ง่ายๆ คือ ต้องไม่ให้กระทบราคาตลาด
ขณะที่คณะอนุกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ได้หารือประเด็นการพยุงราคาข้าวกรณีที่ราคาตลาดต่ำกว่าราคารับประกัน โดยกำหนดราคาตั้งรับไว้ในกรณีราคาตลาดต่ำกว่าราคาประกันตันละ 1,000 บาท อาจจะเข้าแทรกแซงด้วยการเข้าไปรับซื้อข้าวจากเกษตรกร โดยรวมประมาณ 2 ล้านตัน และจัดตลาดนัดข้าวเปลือก
ทั้งนี้ ในการประชุมได้ข้อสรุปเกี่ยวกับแนวทางการดูแลข้าว 3 วิธี จากที่ กขช.ชุดใหญ่ได้อนุมัติแนวทางไว้ 7 วิธี ได้แก่ 1.การเสริมสภาพคล่องให้โรงสีเป็นผู้รับซื้อข้าวจากระบบปริมาณ 2 ล้านตัน โดยรัฐจะสนับสนุนดอกเบี้ยเงินกู้ให้ 3% วิธีการนี้จะทำให้ข้าวออกจากตลาดและส่งผลให้ราคาปรับตัวขึ้น 2.การแทรกแซง โดยการรับซื้อ และ 3.การจัดตลาดนัดข้าวเปลือกใน 29 จังหวัดโดยนำข้าวเปลือกจากเกษตรกรมาขายโดยตรงกับผู้ซื้อกำหนดปริมาณ 2-4 แสนตัน
นายชาญชัย รักษ์ธนานนท์ นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย กล่าวว่า ราคาข้าวจากฤดูกาลผลิตนาปี 2552/2553 จะมีทิศทางดีเนื่องจากปริมาณผลผลิตอาจไม่ได้ตามคาดการณ์เพราะสภาพอากาศแล้ง ไม่เฉพาะแต่ประเทศไทยแต่มีการคาดการณ์ว่าจีนและอินเดียจะได้รับผลกระทบเดียวกันนี้ ทำให้จีนมีแนวโน้มนำเข้าข้าวขณะที่อินเดียมีแนวโน้มไม่ส่งออกข้าวทำให้เชื่อว่าราคาตลาดไม่น่าเป็นห่วง จึงไม่น่าจะเกิดการกดราคารับซื้อข้าว
“โรงสีพร้อมให้ความร่วมมืออยู่แล้ว แต่ถ้ารัฐบาลเสนอที่จะช่วยสภาพคล่อง อัตราดอกเบี้ย 3% ถือว่ารับได้ หากโรงสีกู้เงิน ดอกเบี้ย 6% ก็เท่ากับว่าจะมีภาระดอกเบี้ยเฉลี่ยเดือนละ 50บาทต่อตัน แต่ถ้ารัฐช่วยดอกเบี้ยแค่ 3% ถือว่าเหมาะสม” นายชาญชัยกล่าว



