
"อัยการสูงสุด" สะท้อนแก้ กม.เล็งความสำคัญช่วยเหลือ ปชช.
"อัยการสูงสุด" พร้อมผลักดันบทบาทให้คำแนะนำ ก.ม.ปชช.เข้าถึงความยุติธรรม ขณะที่ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม มั่นใจถึงเวลาร่วมมือทำงานรับบทร่วมสอบสวนคดีอาญา
"อัยการสูงสุด" พร้อมผลักดันบทบาทให้คำแนะนำ ก.ม.ปชช.เข้าถึงความยุติธรรม ขณะที่ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม มั่นใจถึงเวลาร่วมมือทำงานรับบทร่วมสอบสวนคดีอาญา
ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถ.แจ้งวัฒนะ วันที่ 24 ต.ค.60 ภายหลังการแถลงนโยบายบริหารสำนักงานอัยการสูงสุด นายเข็มชัย ชุติวงศ์ อัยการสูงสุด ตอบคำถามถึงนโยบายการขจัดความรุนแรงต่อเด็กสตรี และการให้ความช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย เช่นกรณีการประสานงานช่วยเหลือคดีน้องปาล์ม วัย 3 ขวบถูกพนักงานรถราชการด้านสาธารณสุขชนพิการช่วงล่างไร้ความรู้สึกว่า มาตรการขจัดความรุนแรงเด็กและสตรีนั้นอัยการดำเนินการเป็นขั้นตอนนานแล้วโดยให้ตระหนักถึงความสำคัญในการขจัดความรุนแรงต่อเด็กและสตรี พร้อมผลักดันและพยายามประสานงานในเรื่องนี้ และเน้นให้ความรู้ความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ในการดำเนินคดี หรือบางครั้งเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมเองอาจสร้างความรุนแรงจากคำพูดหรือกิริยาในการจับกุมเราก็เน้นให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องนี้ด้วย ส่วนการให้ความช่วยเหลือคนยากจน โดยปกติอัยการมีสำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน (สคช.) ซึ่งอัยการมี สคช.ทั่วประเทศ ดังนั้นก็จะพยายามผลักดันให้บทบาทตรงนี้มีมากขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เมื่อถามย้ำว่าจะสร้างความสมดุลในการทำหน้าที่ของอัยการที่ต้องว่าความคดีให้หน่วยงานของรัฐ กับการที่ประชาชนเองก็ต้องการความช่วยเหลือทางกฎหมายที่อาจตกเป็นผู้เสียหายในคดีนั้นๆ นายเข็มชัย กล่าวอธิบายว่า กฎหมายไม่ได้ให้พนักงานอัยการทำหน้าที่เป็นทนายความให้กับประชาชน เราเป็นทนายความให้กับหน่วยงานของรัฐ เราก็ใช้ช่องทาง สคช.ที่อาศัยทนายความเอกชนเข้ามาทำงานให้อัยการเพื่อจะช่วยเหลือคดีความให้ประชาชน เราเคยพยายามเสนอขอแก้ไขกฎหมายในเรื่องการฟ้องคดีแบบกลุ่ม เพื่อให้พนักงานอัยการสามารถเป็นทนายความคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม แต่เรื่องนั้นก็ถูกตัดออกไป ทำให้อัยการยังเข้าไปไม่ได้ ดังนั้นจึงเป็นประเด็นว่าอัยการยังช่วยไม่ได้เต็มที่
เมื่อถามว่าจะเสนอแก้ไขกฎหมายตามนโยบายที่แถลงจะปฏิรูปกฎหมายให้ประชาชนเข้าถึงความยุติธรรมได้หรือไม่ นายเข็มชัย กล่าวว่า เรื่องนี้มีทางแก้ คือรัฐต้องจัดบริการทางกฎหมายให้ประชาชน มีทนายความซึ่งอาจไม่ใช่อัยการให้คนยากคนจน ส่วนการจะทำให้ออกกฎหมายที่จะเพิ่มอำนาจให้ตัวเอง อัยการไม่สามารถทำได้ เป็นเรื่องนโยบายรัฐบาลว่าจะเลือกทางไหน แต่ข้อสำคัญคือต้องทำให้เห็นถึงความสำคัญของการช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน
ส่วนแนวทางความเป็นไปได้ที่จะเน้นการไกล่เกลี่ยในคดีที่หน่วยงานรัฐกับประชาชนเป็นคู่ความกันเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนหรือค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน นายเข็มชัย กล่าวว่า ก็เป็นไปได้ ซึ่งการไกล่เกลี่ยก็เป็นนโยบายระดับชาติที่กำลังมีหลายหน่วยงานจะเข้าไปช่วยกันทำ และกำลังจะออกเป็นกฎหมายซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา
เมื่อถามถึงยุทธศาสตร์ต้นแบบและการนำหลักนิติธรรมมาใช้ในการพัฒนาที่ยั่งยืนคืออะไร นายเข็มชัย กล่าวว่า ยุทธศาสตร์ต้นแบบเป็นของสหประชาชาติ การออกกฎหมายคุ้มครองเด็กและสตรี ซึ่งเป็นมาตรการสากลที่ไทยนำมาประยุกต์ใช้ ส่วนการส่งเสริมหลักนิติธรรมเป็นแนวคิดใหม่ของสหประชาชาติในการพัฒนาที่ยั่งยืน 17 ประการ การส่งเสริมหลักนิติธรรมเป็นหนึ่งในนั้น ซึ่งที่ผ่านมามักจะผูกติดอยู่กับนักกฎหมาย ไม่กว้างขวาง เช่นในอดีตที่คนตั้งโรงงานโดยไม่คำนึงถึงสภาพแวดล้อมทำให้คนรอบพื้นที่ได้รับผลกระทบ เป็นการพัฒนาที่ไม่ยั่งยืน สหประชาชาติจึงตั้งเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยให้คำนึงถึงหลักนิติธรรมให้ออกไปอยู่ในแนวคิดการพัฒนาทุกวงการ
เมื่อถามถึงการขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน หรือการติดตามผู้ต้องหาที่หลบหนีคดีไปต่างประเทศ นายเข็มชัย กล่าวเพียงว่า เราจะดำเนินการตามกฎหมายและอำนาจหน้าที่ พร้อมยืนยันว่าในการดำเนินคดีอัยการทำงานตามพยานหลักฐานที่มี หากไม่เพียงพอก็จะต้องแสวงหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดความเป็นกลางในการดำเนินคดี และการดำเนินคดีย่อมมีฝ่ายที่ไม่ถูกใจ จึงต้องชี้แจงให้เกิดความเข้าใจ และอัยการจะต้องมีความอดทนในการทำงาน
เมื่อถามถึงการสนับสนุนการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม นายเข็มชัย กล่าวว่า ในคดีอาญาอัยการจะต้องฟ้องผู้กระทำผิดไม่ฟ้องคนบริสุทธิ์ และเข้าถึงพยานหลักฐาน เน้นความร่วมมือกับองค์กรอื่นในกระบวนการยุติธรรม เช่น การสอบสวนคดีอาญา การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมโดยเฉพาะการปฏิรูปตำรวจที่รัฐบาลให้ความสำคัญนั้น ประเทศไทยตำรวจสอบสวนมากว่า 80 ปี อยู่ๆ จะให้อัยการเข้าไปควบคุมคงไม่ได้ เรื่องนี้เราถกเถียงกันมา 40-50 ปีก็ไม่สำเร็จ ต้องเป็นคณะกรรมการที่มาจากคนกลางเข้ามาทำการปฏิรูป ส่วนที่มีคำถามว่าเราพร้อมหรือไม่ ตอบว่าเราพร้อมและพร้อมมานานแล้วด้วย
"เป้าหมายของการสอบสวน คือการแสวงหาพยานหลักฐานกล่าวหาบุคคลว่าได้กระทำผิดหรือไม่ ดังนั้นทางใดก็ตามที่ได้พยานหลักฐานอย่างสมบูรณ์เราควรที่จะกระทำ ที่บอกว่าถ้าอัยการเข้าไปจะไม่ใช่การถ่วงดุลนั้น ไม่อยากใช้คำว่าถ่วงดุลเราต้องร่วมมือกันทำงาน คดีที่มีความซับซ้อนที่ผ่านมาตำรวจจะมาหาเองโดยสมัครใจและคดีที่มีการร่วมมือกันก็จะประสบความสำเร็จเป็นส่วนมาก เช่น คดีค้ามนุษย์ชาวโรฮีนจา ส่วนการปฏิรูปจะออกมาในรูปแบบใดนั้น เราต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายๆ อย่างประกอบ ไม่ใช่เป็นการเอารูปแบบจากต่างประเทศอย่างเดียวเนื่องจากแต่ละประเทศมีประวัติศาสตร์ความเป็นมาต่างกัน" นายเข็มชัย อธิบาย.



