ข่าว

ชี้เอกชนได้สัมปทานเจาะน้ำมันที่ทับซ้อนไม่ได้

ชี้เอกชนได้สัมปทานเจาะน้ำมันที่ทับซ้อนไม่ได้

25 ก.ย. 2552

หน.ทีมเจรจาไทย-กัมพูชา ยืนยันเกาะกูดเป็นของไทย ชี้เอกชนที่ได้รับสัมปทานจากไทย - กัมพูชา ไม่สามารถขุดเจาะน้ำมันได้

 (25ก.ย.)นายวศิน ธีรเวชญาณ ประธานคณะอนุกรรมการร่วมด้านเทคนิคไทย-กัมพูชา แถลงถึงรายงานข่าวที่อ้างคำสัมภาษณ์ของนายอาง ซุดริด ผู้ช่วยนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ว่ากัมพูชาได้มอบสิทธิสัมปทานให้กับบริษัท เอ็มโอ อีซีโอ ของประเทศญี่ปุ่น ในการขุดเจาะน้ำมันในพื้นที่บล็อก 4 ในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทย – กัมพูชา ที่บริเวณเกาะกูด จ.ตราด ของไทยกับ จ.เกาะกง ของกัมพูชา ว่า ตามข่าวที่บอกว่าพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในบริเวณเกาะกูดนั้น ที่จริงอยู่ห่างจากเกาะกูดไปมาก

 ทั้งนี้ตามกฎหมายระหว่างประเทศ จะมีการใช้สัมปทานเป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งทั้งไทยและกัมพูชาให้สัมปทานแก่บริษัทเอกชนเต็มพื้นที่ ซึ่งเป็นการแสดงสิทธิ์ แต่บริษัทเอกชนนั้น ๆ ก็ยังไม่สามารถเข้าไปขุดเจาะหรือแสวงประโยขน์ในพื้นที่ทับซ้อนได้ นอกจากนี้ การที่กัมพูชาให้สัมปทานกับบริษัทของญี่ปุ่นในที่ดังกล่าวนั้น เป็นการให้สัมปททานแทนที่บริษัทเดิมที่ถอนตัวไปเท่านั้น โดยการที่ไทยและกัมพูชาให้สัมปทานกับบริษัทใดก็ไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ฝ่ายใดทราบอย่างเป็นทางการ เนื่องจากการให้สัมปทานในพื้นที่เป็นการแสดงอำนาจอธิปไตยอย่างหนึ่ง

 นายวศิน กล่าวอีกว่า ยังไม่เคยมีการแอบขุดเจาะน้ำมันมานาน 30-40 ปี และแอบทำไม่ได้ เพราะการติดตั้งแท่นขุดเจาะเป็นเรื่องใหญ่ มีมูลค่าพันล้านบาท และกินพื้นที่บริเวณกว้าง รวมถึงกองทัพเรือของเราก็ดูแลอย่างเต็มที่ ส่วนจะมีการประท้วงกัมพูชาในเรื่องนี้หรือไม่นั้น จะให้เจ้าหน้าที่ของสถานเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงพนมเปญ สอบถามรายละเอียดไปว่ากัมพูชายังยึดถือแนวทางนี้หรือไม่ ปกติของเขามีเงื่อนไขการให้แสวงประโยชน์ แต่ตนยืนยันว่าเกาะกูดเป็นของไทย และไม่มีการโต้แย้งจากฝ่ายกัมพูชา ทั้งนี้เรื่องการแบ่งผลประโยชน์ระหว่าง 2 ประเทศจะทำให้เกิดความยุติธรรมมากที่สุด โดยจะต้องดูพื้นที่ในการแบ่งผลประโยชน์ว่าอยู่ตรงไหนบ้าง สำหรับข้อเสนอที่จะให้มีการพัฒนาพื้นที่ร่วมกันก็มีความเป็นไปได้ แต่ตอนนี้ยังไม่ได้มีการเจรจากัน

 เมื่อถามถึงความคืบหน้าในการเจรจาปักปันเขตแดนทางทะเล นายวศิน กล่าวว่า ยังไม่มีการเริ่มการเจรจาใด เพราะต้องขอกรอบการเจรจาจากรัฐสภาก่อน

 ต่อข้อถามว่าจะชี้แจงเรื่องนี้ต่อประชาชนอย่างไร นายวศิน กล่าวว่า ถ้าจำเป็น จะต้องทำ ซึ่งตนได้เคยชี้แจงไปแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งตนเชื่อว่าคนส่วนใหญ่เข้าใจ ทั้งนี้ ในส่วนของสื่อต่างประเทศอาจมีความเข้าใจดีกว่าเรา อย่างไรก็ตามอาจยังมีคนที่ยังไม่เข้าใจข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง เราจึงต้องทำให้เขาเข้าใจข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง

 ถามว่ากรณีมีกลุ่มคนกล่าวหาว่าทางการไทยปล่อยให้กัมพูชาสร้างถนนเข้าไปในพื้นที่บริเวณปราสาทพระวิหาร นายวศิน กล่าวว่า ตั้งแต่เดือน มี.ค.ปี 2548 ในระดับของกระทรวงการต่างประเทศได้มีการทำหนังสือประท้วงกัมพูชาไปเป็นระยะ ๆ รวมแล้วทั้งหมด 8 ครั้ง โดยพิจารณารอสถานการณ์ทางการเมืองที่เหมาะสมและรอดูพัฒนาการในเรื่องที่เคยประท้วงไปก่อนหน้านี้ อีกทั้งยังมีการประท้วงในระดับท้องถิ่นที่ทำอยู่บ่อยครั้งและทำทันที

 ถามว่าเป็นห่วงเรื่องกระแสคลั่งชาติหรือไม่ นายวศิน กล่าวว่า เราต่างรู้ดีว่ากระแสคลั่งชาติส่งผลดีหรือไม่ดี ซึ่งตนเห็นว่าการรักชาติเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าเลยไปถึงกระแสคลั่งชาติ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

 เมื่อถามต่อรู้สึกกดดันในการทำหน้าที่ประธานการเจรจาดังกล่าวหรือไม่ นายวศิน กล่าวว่า รู้สึกกดดันในการทำหน้าที่นี้