
ตะลุยข่าว-'โจรไฮโซ' ตีตั๋วขึ้นเครื่องตระเวนทุบรถลักทรัพย์
พบแก๊งโจรไฮโซขึ้นเครื่องจากกรุงเทพฯ ไปอุดรฯ หรือสกลฯ ตระเวนทุบรถลักทรัพย์สิน พบจอดรถหรูไว้ตามสนามบิน ก่อเหตุเสร็จขึ้นเครื่องกลับ ก่อนหวนไปก่อเหตุอีก !?!
คดีทุบรถลักทรัพย์ในกรุงเทพฯ เงียบหายไปนาน นับตั้งแต่ "กฤษณ์ ลิ่มจุฬารัตน์" หรือต่อ วัย 29 ปี ถูกจับไปพร้อมกับเพื่อนวัยเดียวกัน เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2551 หลังจากเกิดเหตุชุกชุมมาได้ระยะหนึ่ง แต่กลับไปโผล่ที่ จ.อุดรธานี และ จ.สกลนคร มีผู้เสียหายได้รับความเดือดร้อนจำนวนมาก พ.ต.ท.ไพโรจน์ แสงอรุณ รอง ผกก.ศสส.ภ.4 พร้อมชุดสืบสวนพยายามเสาะหาพยานหลักฐานต่างๆ จนได้ภาพผู้ต้องสงสัยจากกล้องวงจรปิด ชุดสืบสวน ศสส.ภ.4 พยายามสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลในภาพ ก่อนจะประสานขอความร่วมมือมายัง พ.ต.อ.สมบัติ มิลินทจินดา ผกก.สส.น.5 ซึ่งเคยจับกุมแก๊งทุบรถลักทรัพย์มาแล้ว โดย ร.ต.ท.บริบูรณ์ เติมประยูร และชุดที่เคยพิชิตคดีนี้ได้รับมอบหมายให้ประสานงานกับชุดสืบสวน ศสส.ภ.4 ร่วมกันตรวจสอบภาพวงจรปิดผู้ต้องสงสัย หลังจากพิจารณาดูรูปอยู่ระยะหนึ่ง ชุดสืบสวน กก.สส.น.5 ก็มั่นใจว่าน่าจะเป็นกฤษณ์ที่เคยถูกจับกุมไปก่อนหน้าแล้ว แต่เหตุไฉนจึงไปปรากฏอยู่ในภาพได้ จึงตรวจสอบข้อมูลก็พบว่า ผู้ต้องหารายนี้ยื่นขอประกันตัวชั่วคราวระหว่างต่อสู้คดีในชั้นศาล จึงแจ้งให้ ศสส.ภ.4 เดินทางมาร่วมติดตามตัวที่บ้านพักย่านลาดพร้าว กรุงเทพฯ พบอยู่กับภรรยาจึงนำตัวมาสอบสวน นอกจากนี้ ภายในห้องยังพบคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง เมื่อตรวจสอบหมายเลขเครื่องพบว่าตรงกับของผู้เสียหายที่แจ้งความไว้ เมื่อจำนนต่อหลักฐานกฤษณ์จึงรับสารภาพว่าคนในภาพวงจรปิดคือตัวเขานั่นเอง !?! ระหว่างนี้มีโทรศัพท์เข้ามาที่มือถือของกฤษณ์ ชุดสืบสวนจับใจความที่เขาตอบอ้อมแอ้มกลับไปว่า "ไปทำไม่ได้ ติดรายงานตัวที่ศาลอาญา" จึงสอบถามว่าปลายสายคือใคร ก็ได้รับคำตอบว่า เพื่อนที่เพิ่งรู้จักโทรชวนขึ้นไปภาคอีสาน ตระเวนทุบกระจกรถลักทรัพย์สินภายในรถ "มันชื่อไอ้โน้ตครับ โทรมาชวน ตอนนี้กำลังซื้อตั๋วเครื่องบินอยู่ที่ดอนเมืองไปอุดรฯ มันบอกว่ามีรถกระบะของพี่ชายจอดทิ้งเอาไว้ให้ที่สนามบิน พอก่อเหตุเสร็จก็นั่งเครื่องบินกลับ" เมื่อได้ข้อมูลชุดสืบสวนทั้งสองหน่วยจึงพากฤษณ์ไปที่สนามบินดอนเมือง พบโน้ต หรือ "นพปฎลก์ ก้าวคงวุฒิ" อายุ 29 ปี กำลังซื้อตั๋วเครื่องบินอยู่ที่เคาน์เตอร์การบินไทย ชุดสืบสวนจึงเชิญตัวมาสอบสวนขยายผล เพื่อสาวไปถึงตัวเพื่อนอีกคน "โชติวรรธน์ กลิ่นเกลี้ยง" หรือเอก วัย 32 ปี อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 174 ซอยลาดพร้าว 81 แขวงและเขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ ชุดสืบสวนจึงขอหมายค้นจากศาลอาญาที่ 166/2552 ลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2552 เข้าตรวจค้น พบยาไอซ์บรรจุอยู่ในถุง 50 กรัม "ผมรู้จักกับเอกไม่กี่เดือน หลังจากได้ทรัพย์สินก็นำมาขายแล้วแบ่งเงินกัน 3 คน" โน้ต สารภาพ สำหรับแผนประทุษกรรมของแก๊งโจรไฮโซนี้เริ่มจาก "เอช" หนึ่งในผู้ต้องหาที่ยังไม่ได้ตัวและเป็นหัวหน้าแก๊ง ใช้รถโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ และเบนซ์ อีคลาส สีดำ ในการก่อเหตุ "เอก" โชติวรรธน์ ใช้รถบีเอ็มดับเบิลยู ซีรีส์ 3 สีดำ "กฤชนันท์ อัครวงศ์วิฑูรย์" หรือต้น ใช้รถเก๋งมาสด้า 3 ถูกจับพร้อมกับ "กฤษณ์ ลิ้มจุฬารัตน์" เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2551 "ปูม" ใช้รถเก๋งนิสสัน เซฟิโร่ "โบส-เอ-ปาล์ม" ตระเวนก่อเหตุทุบรถลักทรัพย์ โดยระยะหลังมานี้จะเน้นไปก่อเหตุตามหัวเมืองภาคอีสาน เช่น จ.อุดรธานี และ จ.สกลนคร ใช้วิธีสุดหรูอลังการด้วยการขึ้นเครื่องบินจากกรุงเทพฯ ไปลงที่จังหวัดเป้าหมาย โดยที่จังหวัดนั้นๆ จะมีรถยนต์จอดรออยู่ที่สนามบิน เอาไว้ใช้ตระเวนก่อเหตุ เมื่อได้ทรัพย์สินแล้วก็นำรถกลับมาจอดทิ้งไว้ แล้วนั่งเครื่องบินกลับ ไม่ต้องเสียเวลาขับรถไกลๆ สิ้นเปลืองทั้งพลังงานร่างกายและพลังงานเชื้อเพลิง จากนั้นจะนำทรัพย์สินไปขายแบ่งเงินกัน แต่ถ้าทรัพย์สินที่ได้เป็นคอมพิวเตอร์ กฤษณ์มีหน้าที่ลบข้อมูลแล้วให้เอชนำไปขายตลาดมืดอีกทอดหนึ่ง ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้คดีทุบรถลักทรัพย์เงียบหายไปจากกรุงเทพฯ แต่กลับไประบาดที่ภาคอีสาน มีชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนหลายราย เพราะการเดินทางไปกลับทำได้ง่ายและรวดเร็ว เมื่อปิดคดีได้ระดับหนึ่งแล้ว ชุดสืบสวน ศสส.ภ.4 จึงควบคุมตัวโน้ตและกฤษณ์กลับไปดำเนินคดีตามหมายจับศาลจังหวัดอุดรธานี ส่วนโชติวรรธน์หรือเอกถูกดำเนินคดีเพิ่มอีกข้อหา ฐานมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย



