
บ้วนปากด้วยนโยบายปฏิรูปที่ดิน
เมื่อวันที่ 3 กันยายน ที่ผ่านมา สื่อต่างๆ รายงานข่าวนายกฯ อภิสิทธิ์ แจกสัญญาเช่าที่ดินทำกินให้เกษตรกร 1,182 ราย ที่ อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี พร้อมทั้งลงไปเกี่ยวข้าวโดยมีผ้าขาวม้าคาดพุง คุณอภิสิทธิ์และรัฐบาลของเขาต้องการแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลของเขามีนโยบายปฏิ
แต่ขอโทษเถอะ ข่าวเหล่านี้น่าจะถูกจัดอยู่ในอันดับต้นๆ ของข่าวลวงโลก เพราะนั่นไม่ใช่การเอาที่ดินไปแจกชาวนา แต่เป็นการไปปล้นกรรมสิทธิ์ที่ดินที่พวกเขาพึงมีพึงได้
เรื่องราวของที่ดินทำกินของชาวนาที่หนองเสือและธัญบุรีมีความเป็นมาที่ยาวนาน พวกเขาถือครองและใช้ประโยชน์ที่ดินตั้งแต่ปู่ ย่า ตา ยาย บรรพบุรุษของเขาบุกเบิก ไม่ใช่เกษตรกรรายใหม่ที่รัฐหาที่ดินได้แล้วจึงเข้าไปเช่าทำกิน ดังที่รัฐบาลอ้างบุญคุณ
การขุดคลองรังสิตทำให้ที่ดินซึ่งชาวนาเคยบุกเบิก จับจองที่นากันมาก่อน ต้องกลายเป็นผู้เช่านาจากผู้ที่ได้แสดงกรรมสิทธิ์โดยการออกโฉนดที่นา ใครสนใจเรื่องเหล่านี้สามารถดูได้จากงานของ อาจารย์สุนทรีย์ อาสะไวย
อย่างไรก็ดี มีความขัดแย้งปรากฏอยู่บ้าง ดังในงานของ เดวิด บรูซ จอห์นสตัน ที่มีบันทึกว่า บริษัทขุดคูคลองสยามต้องตั้งปืนกลเพื่อป้องกันโจรชาวนาที่เข้ามาบุกปล้นที่ทำการระหว่างดำเนินการขุดคลอง
ที่ดินเช่าของชาวนาที่หนองเสือและธัญบุรี เข้ามาเกี่ยวข้องกับกองทุนที่ดินฯ และการจัดตั้งสหกรณ์การเช่าซื้อที่ดิน เพราะที่ดินทั้งสองแห่งนี้ผู้เป็นเจ้าของรายใหญ่ก็คือ ที่ดินกองมรดกของ ม.ร.ว.สุวพรรณ สนิทวงศ์ และองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.)
เจ้าของทั้งสองรายนี้ต้องการขาย ชาวนาผู้เช่าที่ดินจึงร้องขอให้รัฐบาลนำเงินกองทุนหมุนเวียนฯ มาซื้อและจัดตั้งเป็นสหกรณ์การเช่าซื้อที่ดิน ซึ่งก็พบว่า สหกรณ์ทั้งสองแห่งมีการดำเนินการเช่าซื้อที่ดินจนชาวบ้านได้กรรมสิทธิ์ไปแล้วส่วนหนึ่ง
การซื้อที่ดินและมาดำเนินการเช่นนี้ เกิดขึ้นในหลายแห่ง ดังเช่น ที่ดินคลองโยง ซึ่งเป็นมรดกของเจ้านายราชวงศ์ดิศกุล ที่ดินของพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นมรุพงษ์ศิริ และต่อมาทายาทผู้รับมรดกได้มอบให้แก่สภากาชาดไทยเมื่อปี 2485 ต่อมาสภากาชาดไทยจะขายที่ดินให้แก่เอกชนรายหนึ่ง ชาวนาผู้เช่าจึงขอยืมเงินกองทุนมาซื้อที่ดินและจัดตั้งเป็นสหกรณ์การเช่าซื้อที่ดินนครปฐม
ที่ดินในโครงการกองทุนเพื่อจัดหาที่ดินให้แก่เกษตรกรเหล่านี้ ดำเนินการภายใต้กรมส่งเสริมสหกรณ์ และส่วนใหญ่ได้นำไปสู่กรรมสิทธิ์ของสมาชิก จนกระทั่งมีมติ ครม. 25 ธันวาคม พ.ศ.2544 ห้ามจำหน่ายจ่ายโอนที่ราชพัสดุให้เป็นกรรมสิทธิ์ของสหกรณ์ จึงมีการโอนที่กลับไปยังกรมธนารักษ์ ซึ่งชาวนาที่เขาอยู่กันมานานต่อสู้เพื่อให้ได้สิทธิ์อันพึงมีพึงได้ที่ไม่ใช่สัญญาเช่า
ที่เป็นเช่นนี้เพราะการซื้อที่ดินตามโครงการดังกล่าวนี้ต้องเป็นที่ดินของรัฐก่อน เพราะชาวบ้านต้องดำเนินการผ่อนส่งเงินกองทุนหมุนเวียนฯ ให้ครบเสียก่อนจึงจะได้กรรมสิทธิ์ เมื่อเป็นดังนี้ที่ดินจึงต้องขึ้นทะเบียนเป็นที่ดินราชพัสดุ
มติ ครม.2544 ที่ออกมาโดยรัฐบาลคุณทักษิณ จึงเป็นการปล้นที่ดินไปจากชาวนาที่ต้องได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินทำกินที่ตนเองผ่านโครงการกองทุนที่ดินฯ แต่รัฐบาลคุณอภิสิทธิ์กลับรับซื้อของโจรเอาไปดำเนินการต่ออีก
บทเรียนที่ได้จากปฏิบัติการลวงโลกของคุณอภิสิทธิ์ (ซึ่งคาดว่าท่านคงทำตามสคริปต์ของนักสร้างภาพแบบไม่รู้เรื่องรู้ราว) ก็คือ หากที่ดินเหล่านี้ไม่สามารถเป็นกรรมสิทธิ์ของชาวนาแล้วจะมีที่ดินที่ไหนอีกเล่าที่จะนำมาสู่การกระจายการถือครองที่ดิน
นี่อาจสะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลเองไม่ได้คิดอะไรจริงจังกับนโยบายนี้ คำถามต่อมาคือ รัฐบาลมีความเข้าใจเรื่องโฉนดชุมชนอยู่แค่ไหน อย่างไร ขณะที่พูดถึงโฉนดชุมชนแต่กลับไปแจกสัญญาเช่าแบบรายบุคคล พูดถึงการคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม แต่เอากฎหมายที่ราชพัสดุมาเป็นกรอบดำเนินการ และยังมีมติ ครม.เมื่อ 28 สิงหาคม 2552 ให้กระทรวงการคลังมาแจกที่ดินแทนกระทรวงเกษตรฯ
กฎหมายที่ราชพัสดุและการดำเนินการเช่าโดยธนารักษ์มีปัญหามาก เพราะวิธีคิดแบบหากำไรจากค่าเช่า และอนุญาตให้ใครก็ได้เป็นผู้เช่า เรื่องเช่นนี้เคยมีบทเรียนขบวนการค้าที่ดินที่คลองโยง ซึ่งชาวบ้านเคยเรียนท่านนายกฯ แล้วแต่ไม่ฟัง เหตุการณ์ที่หนองเสือและธัญบุรีก็คงเกิดขึ้นไม่แพ้กัน
เรื่องทั้งหมดนี้ไม่มีใครทำผิดกฎหมาย ชาวบ้านที่ต้องการขายที่ก็ขายได้ จะรอกรรมสิทธิ์ก็ไม่รู้จะได้หรือไม่ เมื่อมีผู้คนช่วยดำเนินการเอาคนมาซื้อ เอาชื่อเข้ามาแทน ทุกฝ่ายล้วนมีความสุข รัฐบาลได้หน้าไปแล้วเมื่อภาพข่าวการลงไปแจกที่ดินและเกี่ยวข้าว
แต่เรื่องแบบนี้มีต้นทุนแน่ๆ เร็ววันนี้เรื่องราวคงจะถูกเปิดเผยออกมา รัฐบาลหาวิธีตอบคำถามเรื่องเอาที่ไปให้นายทุนให้ดีก็แล้วกัน รับมือไม่ดีอาจจะกลายเป็น ส.ป.ก.4-01 ภาคสอง เพราะการดำเนินการเช่นนี้สวนทางกับการรักษาที่ดินเอาไว้ให้เกษตรกรและการคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม
สิ่งที่จะเกิดขึ้นหวังว่าจะเป็นบทเรียนให้รัฐบาลได้ตระหนักว่า จะต้องคิดอย่างจริงจังกับโฉนดชุมชน และมาตรการที่จะนำมาสู่การกระจายการถือครองที่ดิน ซึ่งชาวบ้านเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทยพยายามเสนอตลอดมาในช่วงที่มีการเจรจากับรัฐบาล
ประภาส ปิ่นตบแต่ง



