
ปปช.เปิดผลงานวิจัยรุมยำพฤติกรรมตำรวจเละ
ป.ป.ช.เปิดผลงานวิจัย รุมยำพฤติกรรมตำรวจเละ แฉมีทั้งการซ้อมผู้ต้องหา การเป่าคดี การตั้งตู้แดงเก็บเงิน ชี้ตำรวจจบใหม่มีค่านิยมอยากตามก้นนาย หวังก้าวหน้าเร็วกว่าปกติ ห่วงคนหนีอาชีพตำรวจเพราะเงินเดือนน้อยเบื่อวิ่งเต้น แนะให้มีองค์กรอิสระเลือกผบ.ตร.
เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 25 ก.ย.ที่โรงแรมรอยัล ริเวอร์ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)จัดบรรยายและนำเสนอผลการศึกษาเรื่อง “มาตรการป้องกันเพื่อปรับปรุงกระบวนการใช้อำนาจเกินขอบเขต กรณีเจ้าพนักงานตำรวจใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ” โดยพ.ต.ท.เกษมศานต์ โชติชาครพันธ์ รักษาการรองคณบดีคณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ กล่าวว่า จากการศึกษาวิจัยพบว่า รูปแบบการประพฤติมิชอบของตำรวจ ประกอบด้วย
1.การใช้อำนาจหน้าที่เกินขอบเขต เช่น ซ้อม ทรมาน เพื่อให้ผู้ต้องการรับสารภาพ การวิสามัญฆาตกรรมโดยมิชอบ 2.การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยเฉพาะการไม่รับคำร้องทุกข์ หรือ เป่าคดี เมื่อมีผู้มาแจ้งความร้องทุกข์ ซึ่งมีสาเหตุมาจากปริมาณคดีมาก ไม่สมดุลกับพนักงานสอบสวน การกำหนดยอดคดีในแต่ละปี ทำให้มีการกดตัวเลขคดีไม่ให้เกินเป้าหมายที่กำหนด และความยุ่งยากในการทำสำนวน รวมถึงกรณีที่ตำรวจใช้อำนาจหน้าที่เอื้อประโยชน์ให้บุคคลอื่น เช่น การเรียกรถยก กรณีเกิดอุบัติเหตุ เพื่อรับเปอร์เซ็นต์จากบริษัทรถยก ซึ่งจะมีการเรียกเก็บเงินค่ายกรถจากเจ้าของรถในราคาสูง
พ.ต.ท.เกษมศานต์ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีพฤติกรรมที่ยังคลุมเครือว่า เป็นการทุจริตหรือไม่ เช่น การรับสินน้ำใจจากร้านค้า การรับเงินจากห้างสรรพสินค้าใหญ่ เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการจราจร และการเก็บเงินค่าตู้แดงในจุดเสี่ยงต่อการเกิดอาชญากรรม บางครั้งมีการไปติดตามบ้านบุคคลต่างๆ โรงงาน เพื่อให้ตำรวจเรียกเก็บค่าตู้แดงเป็นรายเดือน แต่ตำรวจส่วนใหญ่มองว่า ไม่ใช่การทุจริตคอรัปชั่น เพราะมีการนำเงินที่ได้ไปใช้ภายในสถานีตำรวจนั้นๆ
พ.ต.ท.เกษมศานต์ กล่าวว่า ส่วนปัจจัยที่เอื้อให้เกิดพฤติกรรมการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบของตำรวจนั้น มีทั้งการที่ตำรวจได้รับเงินเดือนน้อย หาเทียบกับหน่วยงานด้านกระบวนยุติธรรมในระดับเดียวกัน การสมยอมระหว่างตำรวจกับผู้กระทำผิด ในลักษณะที่เรียกว่า “เมื่อมีการเสนอ จึงมีการสนอง” รวมถึงกรณีนโยบายทางการเมืองก็มีส่วนเอื้อให้ตำรวจปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เช่น การประกาศสงครามยาเสพติด นอกจากนี้ยังพบว่า บุคคลที่มีอิทธิพลต่อการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจมี 3 กลุ่มได้แก่ 1.กลุ่มพ่อค้าที่มีความสนิทกับตำรวจระดับสูง 2.นักการเมือง 3.เจ้านายหรือผู้บังคับบัญชาเก่า ขณะที่ค่านิยมของตำรวจจบใหม่ทั้งจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจและมหาวิทยาลัย มี 3 อย่างคือ 1.ขอไปอยู่ตำแหน่งที่สามารถหาผลประโยชน์ได้มาก 2.ขอไปติดตามนาย เพราะก้าวหน้าเร็วกว่า และ 3.ประกอบอาชีพอื่นควบคู่ไปกับอาชีพตำรวจ ถือเป็นค่านิยมที่น่าตกใจมาก ทำให้น่ากังวลว่า สตช.จะขาดตำรวจมืออาชีพในอนาคต
“สิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือ เรื่องวัฒนธรรมของตำรวจ จากการทำวิจัยสอบถามความเห็นของตำรวจพบว่า ผู้บังคับบัญชาที่ดีในสายตาตำรวจ ไม่ใช่คนที่ทำงานตรงไปตรงมา ซื่อสัตย์ แต่ต้องเป็นคนที่ใจถึง พึ่งได้ นับเป็นเรื่องน่ากังวลใจมากของ สตช. นอกจากนี้ยังพบว่า ปัจจุบันตำรวจหนีออกจากอาชีพนี้ไปประกอบอาชีพอื่นจำนวนมาก เพราะอาชีพอื่นเติบโตได้เร็วกว่า ไม่ต้องวิ่งเต้น และยังมีเงินเดือนและฐานะทางสังคมดีกว่า นอกจากนั้นยังมีค่านิยมในเรื่องความฟุ้งเฟ้อ หรือการมีเมียน้อยหลายคน ซึ่งเป็นทัศนคติที่น่าเป็นห่วง” พ.ต.ท.เกษมศานต์ กล่าว
พ.ต.ท.เกษมศานต์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับข้อเสนอนั้นต้องปรับทัศนคติของสังคมควบคู่กันไป วัฒนธรรมคอร์รัปชั่นโทษตำรวจฝ่ายเดียวไม่ได้ เรื่องนี้ถือเป็นวัฒนธรรมของสังคมไทยหรือไม่ ทั้งนี้ต้องสร้างวัฒนธรรมที่ดีให้ตำรวจโดยทั้งภาคสังคม สื่อสารมวลชนต้องมีส่วนร่วม มีการปรับนโยบายของรัฐไม่กดดันตำรวจในเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ด้านโครงสร้างควรมีการปรับปรุงโครงสร้างตัดงานไม่เกี่ยวข้องกับตำรวจออกไปกระจายอำนาจออกสู่หน่วยปฏิบัติ มีการนำไอทีมาใช้ในการบริหารงานทั่วไป มีการจ่ายเงินตรงไปยังผู้จับกุมโดยตรงไม่ผ่านใคร ส่งและส่งเสริมความพอเพียง ด้านการบริหารงานบุคคลต้องปรับปรุงที่โรงเรียนนาย ร้อยตำรวจ ควรมีนักวิชาการ และคนที่เป็นอาจารย์จริง มีการมุ่งอบรมเน้นฝึกอบรมหลังการเป็นตำรวจแล้วอย่างต่อเนื่อง มีการสร้างหลักสูตรฝึกอบรมไม่ใช่เรียนเพื่อให้ครบหลักเกณฑ์เลื่อนตำรวจ ทั้งนี้ด้านการแต่งตั้งโยกย้าย ผบ.ตร. ต้องแยกออกจากการเมืองอย่างชัดเจน เราควรมีองค์กรอิสระ ศาลฎีกา หรือป.ป.ช. เข้าไปทำเรื่องแต่งตั้งโยกย้าย จะได้เกิดความอิสระอย่างแท้จริง ที่สำคัญต้องมีหลักเกณฑ์ใช้การสรรหาแทนการแต่งตั้ง มีการปรับปรุงกฎหมาย ปรับปรุงเงินเดือน ค่าเสี่ยงภัยให้ทัดเทียมหน่วยงานอื่นในกระบวนการยุติธรรม มีการสับเปลี่ยนกำลังเพื่อลดอิทธิพลหรือช่องว่างในการทำงานในพื้นที่



