
ลูกจ้างส่งเงินสมทบ30ปี รับบำนาญร้อยละ 41.5
เลขาฯสปส.เผย ลูกจ้างส่งเงินสมทบ 30 ปี รับบำนาญร้อยละ 41.5 แต่กองทุนชราฯอายุ18 ปี ลูกจ้างจึงได้รับ ร้อยละ 24.5 ของค่าจ้างก่อนเกษียณเพียง 3,675 บาท
18 ต.ค.60-นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน กล่าวถึงข่าวที่ปรากฏ ทางสื่อมวลชน กรณีกลุ่มแรงงานเตรียมฟ้องศาลปกครอง เรื่องการให้ความคุ้มครองประกันสังคมกรณีชราภาพ ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย เนื่องจากกฎกระทรวงและระเบียบที่เกี่ยวข้องไม่สอดคล้องกับ สภาวะเศรษฐกิจและสังคม โดยรัฐบาลไม่ได้จ่ายเงินสมทบในส่วนนี้ ตลอดจนไม่ได้พิจารณาดัชนีค่าครองชีพ ที่เพิ่มสูงขึ้นตลอดเวลา
ในการคำนวณการจ่ายบำนาญชราภาพนั้น สำนักงานประกันสังคม ขอเรียนชี้แจงว่าพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 กำหนดให้รัฐบาล จ่ายเงินสมทบแน่นอน ซึ่งรัฐบาลปัจจุบันได้จ่ายเงินสมทบกองทุนประกันสังคมมากกว่าทุกชุดที่ผ่านมา และกำหนด ให้นายจ้าง ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ร่วมออกเงินสมทบเข้ากองทุนเพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีสงเคราะห์บุตร และกรณีชราภาพ ตามอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง ซึ่งได้กำหนดให้รัฐบาลออกเงินสมทบเพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีสงเคราะห์บุตร และกรณีชราภาพ ในอัตราร้อยละ 1 นายจ้างและผู้ประกันตนออกเงินสมทบในอัตราร้อยละ 3 ของค่าจ้างของผู้ประกันตน ขณะนี้ยังไม่มีข้อกำหนดในการปรับฐานเงินสมทบตามสภาวะเศรษฐกิจและค่าครองชีพ
นายสุรเดชฯ กล่าวต่อไปว่า ตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ ประการแรก เพื่อให้ผู้รับบำนาญไม่ตกอยู่ในภาวะยากลำบากในการครองชีพหรือต่ำกว่าระดับ ความยากจน และประการที่สอง เพื่อให้ผู้รับบำนาญมีการทดแทนรายได้ประจำต่อเนื่อง ในอัตราที่สอดคล้อง กับรายได้ก่อนเกษียณ
โดยสนธิสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศกำหนดให้ผู้ทำงาน 30 ปี ควรได้รับบำนาญไม่ต่ำกว่าร้อยละ 40 ของค่าจ้างก่อนเกษียณ ในขณะที่สำนักงานประกันสังคม ให้สูงกว่ามาตรฐานดังกล่าว โดยผู้ที่ทำงานส่งเงินสมทบ 30 ปี จะได้รับบำนาญร้อยละ 41.5 ของค่าจ้างก่อนเกษียณ
ทั้งนี้ สำนักงานประกันสังคมได้ศึกษาแนวทางการปฏิรูปบำนาญชราภาพ โดยนำเสนอคณะกรรมการ ประกันสังคมเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2560 มีมติเห็นชอบแนวทางการปฏิรูปบำนาญชราภาพเพื่อประโยชน์ของผู้ประกันตนที่จะเป็นผู้รับบำนาญในอนาคต
รวมทั้งมีการพิจารณาเรื่องสูตรบำนาญชราภาพให้สอดคล้องกับระยะเวลาการทำงานและค่าจ้างในการคำนวณเงินสมทบ ซึ่งปัจจุบันระบบบำนาญชราภาพของประกันสังคม มีอายุเพียง 18 ปี ทำให้ผู้รับบำนาญรุ่นปัจจุบันได้รับบำนาญเพียง ร้อยละ24.5 ของค่าจ้างก่อนเกษียณ
ประกอบกับเพดานค่าจ้างสำหรับการจัดเก็บเงินสมทบถูกรักษาไว้ที่ 15,000 บาทมาตลอด ทำให้ผู้รับบำนาญได้รับบำนาญไม่เกิน 3,675 บาทเท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอ
นอกจากนี้บำนาญขั้นต่ำ ของสำนักงานประกันสังคมยังถูกผูกกับฐานค่าจ้าง ขั้นต่ำของการส่งเงินสมทบ ซึ่งไม่เคยมีการปรับเพิ่มเช่นเดียวกันทำให้ไม่สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน ในเบื้องต้นสำนักงานประกันสังคมได้ดำเนินการแก้ไขเรื่องฐานและเพดานค่าจ้างแล้ว ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากผู้ประกันตนและนายจ้างผ่านการประชาพิจารณ์ให้ขยายฐานค่าจ้างจาก 1,650 บาทเป็น 3,600 บาท และเพดานค่าจ้างจาก 15,000 บาท เป็น 20,000 บาท ซึ่งจะช่วยให้บำนาญขั้นต่ำและบำนาญขั้นสูงเพิ่มขึ้นตามเจตนารมณ์ทั้ง 2 ประการ
เลขาธิการ สปส. เปิดเผยว่า เพื่อให้สอดคล้องกับมติคณะกรรมการประกันสังคม กับแนวทางการปฏิรูปบำนาญชราภาพ ขณะนี้ สำนักงานประกันสังคมอยู่ระหว่างการประชาพิจารณ์การปฏิรูประบบบำนาญชราภาพ รวมถึงเรื่องการปรับสูตรคำนวณค่าจ้างเฉลี่ยจาก 60 เดือนสุดท้ายเป็นตลอดอายุการทำงาน โดยปรับเป็นมูลค่า ณ วันที่ขอรับบำนาญ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกันตนทุกคน รวมถึงมาตรา 39 ได้รับบำนาญที่เป็นธรรมสอดคล้องกับค่าจ้างที่ส่งเงินสมทบและสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ ณ เวลาที่ขอรับบำนาญ ผลการประมาณการชี้ว่าผู้ประกันตน ที่ส่งเงินมาตรา 33 ฐาน 15,000 บาท มาตลอดมากกว่า 10 ปี ก่อนเปลี่ยนมาส่งมาตรา 39 ฐาน 4,800 บาท เพียง 5 ปี จะได้รับบำนาญเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว
นายสุรเดชฯ กล่าวในตอนท้ายว่า สำนักงานประกันสังคมอยู่ระหว่างการศึกษาในด้านอื่น ๆ เช่น 1) การปรับเพิ่มบำนาญตามค่าครองชีพให้แก่ผู้รับบำนาญไปแล้ว เพื่อรักษามาตรฐานการใช้จ่ายของผู้รับบำนาญเมื่ออายุมากขึ้น และค่าเงินเปลี่ยนไป 2) การปรับเพิ่มบำนาญให้กับผู้รับบำนาญรุ่นแรกซึ่งมีระยะเวลาการส่งเงินสมทบน้อยเพราะขาดโอกาส 3) การบูรณาการกับกองทุนบำนาญอื่นๆ ของประเทศเพื่อกำหนดระดับของบำนาญและแผนการจัดเก็บเงินสมทบที่สอดคล้องและเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศ เป็นต้น
นพ.สุรเดช กล่าวอีกว่า ซึ่งหลังจากได้ผลการศึกษาและแนวทางที่คาดว่าจะช่วยแก้ไขปัญหาตามข้อเรียกร้อง ทั้งนี้ สำนักงานประกันสังคมจะมีการ ทำประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นอีกครั้งหนึ่ง สุดท้ายนี้ สำนักงานประกันสังคม ยังคงยึดมั่นในหลักการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลปัจจุบันและกระทรวงแรงงาน
"โดยพลเอกศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ที่ให้ความสำคัญในการวางรากฐานการพัฒนาประเทศ ให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน พร้อมปฏิรูประบบบำนาญชราภาพให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล ตรงตามความต้องการของสมาชิกกองทุนฯ อย่างแท้จริง และยึดประโยชน์สูงสุดของผู้ประกันตนเป็นสำคัญ อันจะส่งผลให้ผู้ประกันตนมีคุณภาพชีวิต ที่ดีขึ้นและได้รับบำนาญชราภาพหลังเกษียณอายุเพียงพอต่อการดำรงชีพต่อไป"นพ.สุรเดช กล่าวในที่สุด



