
"บิ๊กตู่"จี้ประณามคนการเมืองป่วน-อัดทำไม่เหมาะช่วงวันสำคัญ
นายกฯเดือดรุมประณามคนคิดทำสังคมวุ่นวาย ขอสังคมกดดันคนใช้เวลาสำคัญเคลื่อนไหวการเมือง ด้าน “บิ๊กป้อม” บอก ส่งคนไปเตือน “หญิงหน่อย”
เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าขอบคุณทุกภาคส่วน และประชาชนในการร่วมแสดงความโศกเศร้าอาลัยและร่วมชมการฝึกซ้อมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร รวมทั้งเจ้าหน้าที่กองอำนวยการร่วมทุกกองที่ทำงานอย่างเต็มที่ ส่วนการรักษาความปลอดภัยทุกคนต้องช่วยกันอย่าให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาล ตำรวจและทหารเพียงอย่างเดียว แต่ต้องช่วยกันเฝ้าระวัง และหากใครคิดจะทำอะไรเหล่านี้แล้วไปให้ความสำคัญมากๆ และมีคนคิดทำอะไรบางอย่าง คนเหล่านี้ต้องถูกประณาม หากใครทำให้สถานการณ์ไม่สงบเรียบร้อยขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นใครขอประณามไว้ก่อน
“หากทำให้สถานการณ์วุ่นวายในช่วงนี้หรือช่วงต่อๆ ไป ประชาชนที่เป็นเจ้าของประเทศ เป็นเจ้าของทุกเรื่อง และเป็นเจ้าของอำนาจต้องออกมาช่วยผมในการทำงาน เพราะผมใช้อำนาจแทนท่านในตอนนี้ แต่ต้องไม่ทำให้เกิดความสับสนอลหม่านและไม่ออกมาเดินขบวน หากช่วยกันดูสังคมก็เรียบร้อยปลอดภัย ไม่ใช่ไปซ้ายทีขวาทีก็เดินหน้าไม่ได้ รัฐบาลก็แย่ไปด้วย สุดท้ายก็ไม่มีใครทำอะไร หากคาดหวังว่าคนที่จะเข้ามาวันหน้าจะทำให้หรือ ที่ผ่านมาหลายสิบปีก็ไม่ได้ทำอะไรมากนัก ผมไม่ได้ว่าใคร” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
นายกรัฐมนตรียังกล่าวถึงกรณีมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมในการเคลื่อนไหวของนักการเมืองในช่วงนี้ว่า ฝากประชาชนหลายครั้งแล้วเรื่องการเตรียมการเพื่อเข้าสู่พระราชพิธีสำคัญ ดังนั้นใครที่ใช้เวลานี้เคลื่อนไหวถือว่าไม่เหมาะสม สังคมต้องช่วยกันกดดันและช่วยกันคุ้มครอง อย่าให้ใช้กฎหมายมากเกินไป ซึ่งสื่อมวลชนทราบดี จึงขออย่าให้เกิดปัญหาความไม่สงบเรียบร้อยในประเทศขึ้นอีกในช่วงนี้และช่วงต่อไป จะเห็นได้ว่ามีคนอาศัยช่องว่างต่างๆ ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นบทเรียนที่สังคมต้องเรียนรู้ว่าควรจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป
กตต.รับไร้อำนาจสอบหญิงหน่อย
นายศุภชัย สมเจริญ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวแสดงความคิดเห็นกรณีสังคมวิจารณ์เกี่ยวกับการแห่รถทำกิจกรรมปลูกดอกดาวเรือง ซึ่งมีชื่อของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ติดอยู่บริเวณหน้ารถเป็นการทำกิจกรรมแฝงเพื่อหาเสียงหรือไม่ว่า ไม่ใช่หน้าที่ที่กกต.จะเข้าไปตรวจสอบ เนื่องจากยังไม่มีการประกาศพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง อีกทั้งกฎหมายเลือกตั้งส.ส.ก็ยังไม่มีผลบังคับใช้ จึงไม่ทราบว่าเนื้อหาจะกำหนดขอบเขตการหาเสียงไว้อย่างไร การกระทำใดๆ ในขณะนี้หากจะมีความผิดก็น่าจะเป็นเรื่องการขัดคำสั่ง คสช.
นายศุภชัย กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาร่างระเบียบที่ต้องออกตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ว่าขณะนี้ยังพิจารณาไม่แล้วเสร็จ โดยเลื่อนการพิจารณาไปในการประชุม กกต.สัปดาห์หน้า ซึ่งกกต.จะเตรียมร่างระเบียบต่างๆ ไว้ให้พร้อม เมื่อ คสช.ประกาศปลดล็อกพรรคการเมืองให้ทำกิจกรรมได้จึงค่อยประกาศใช้ระเบียบดังกล่าว ทั้งนี้ คาดว่าคสช.คงจะปลดล็อกให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้หลังงานราชพิธีผ่านพ้นไป โดยในส่วนของพรรคการเมืองก็ต้องเตรียมความพร้อมเพื่อดำเนินการตามกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด สิ่งที่สามารถทำได้เลยคือการแจ้งยอดสมาชิกพรรคกับกกต. ให้เสร็จภายใน 90 วัน ตามที่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองกำหนด การเตรียมขั้นตอนไพรมารีโหวตล่วงหน้า ส่วนอะไรที่ต้องมีการเรียกประชุมสมาชิกยังทำไม่ได้ในตอนนี้
จี้คสช.อย่าปลดล็อกพรรคช้า
“หากคสช.ปลดล็อกล่าช้าทำให้พรรคการเมืองไม่สามารถดำเนินการในเรื่องต่างๆ ตามที่กฎหมายกำหนดได้ทันตามกรอบเวลา 180 วัน ก็จะไม่เกิดปัญหา เพราะในกฎหมายเขียนเปิดช่องให้พรรคการเมืองยื่นคำร้องต่อนายทะเบียนพรรคการเมือง คือ เลขาฯ กกต.ขอขยายเวลาดำเนินการได้ ตามกรอบเวลาที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศต่อสาธารณะ คือจะมีการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน 2561 แต่กรอบเวลาที่กฎหมายพรรคการเมืองกำหนดให้พรรคการเมืองต้องทำกิจกรรมภายใน 180 วัน จึงน่าจะดำเนินการได้ทัน” นายศุภชัยกล่าว
นายศุภชัย ยังกล่าวว่า หากพรรคการเมืองเห็นว่าการปลดล็อกที่ล่าช้าจะเป็นอุปสรรคก็ต้องหารือไปยังคสช. กกต.คงไม่เป็นเจ้าภาพดำเนินการ เพราะอาจถูกตำหนิว่าไม่ใช่หน้าที่แล้วจะหน้าแตกเปล่าๆ และไม่อยากให้มีการคาดการณ์ล่วงหน้าในทางร้ายว่ากฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งส.ว.และส.ส.จะมีปัญหาถูกสนช.คว่ำ เนื่องจากสนช.ก็ยืนยันแล้วว่าไม่มีเหตุที่จะทำให้เกิดปัญหาดังกล่าว อีกทั้งนายกฯ ก็ประกาศแล้วว่าจะมีการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายน 2561 ตนจึงมั่นใจว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามโรดแม็พ”
‘บิ๊กป้อม’จัดหนักอัด‘หญิงหน่อย’
เมื่อเวลา 14.50 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีคุณหญิงสุดารัตน์ ออกมาชี้แจงโดนวิจารณ์เรื่องขึ้นรถหาเสียงในงานรวมใจถวายดอกดาวเรือง ว่า “อธิบายแล้วพวกคุณเข้าใจหรือไม่ ก็เขาบอกว่าเขาไม่ได้ไปทำแบบนั้น ส่วนที่บอกว่าผิดพลาด ผิดพลาดอย่างไร ตัวหนังสือตัวเบ้อเร่อ อย่างไรก็ตามก็ได้ไปเตือนเขาแล้ว แต่ไม่ได้ดูว่าร้องไห้หรือไม่ร้องไห้”
แจงปัจจัยยืดลต.ไม่เกี่ยวรัฐบาล
เมื่อเวลา 15.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ระบุหากมีคนยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความกฎหมายลูกส.ส.ว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่จะทำให้โรดแม็พการเลือกตั้งเลื่อนไปเดือนกุมภาพันธ์ 62 ว่าข้อบังคับของรัฐธรรมนูญว่าอย่างไรต้องว่าตามนั้น หากมีใครยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ถ้าศาลพิจารณาช้าก็ต้องช้า ซึ่งไม่ทราบว่าจะมีการยื่นหรือไม่ ขออย่ากังวล หากช้าไปก็ต้องทำตามนั้น แต่ยึดตามโรดแม็พ ขณะเดียวกันตามที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มองนั้นคงไม่มีอุปสรรคอะไร ส่วนที่กังวลว่าหากยืดระยะเวลาไปถึงเดือนกุมภาพันธ์ 62 จะช้าเกินไปหรือไม่นั้น ก็ไม่ทราบ ทุกอย่างต้องทำตามโรดแม็พ เพราะไม่ใช่คนยื่น ดังนั้นจึงต้องยึดตามโรดแม็พ และที่นายกฯ ออกมาระบุเกี่ยวกับวันเลือกตั้งชัดเจนแล้วนั้น ท่านมองว่าไม่มีอุปสรรคอะไร ทุกอย่างเป็นตามขั้นตอน แต่ถ้ามีอุปสรรคอะไรขึ้นมาคงต้องยืดไปตามนั้น เพราะไม่ได้เป็นคนทำให้โรดแม็พยืด ซึ่งมองเหมือนนายกฯ ว่าคงไม่มีอุปสรรคอะไร
จองกฐินถก ก.ม.คตง.เพียบ
ที่รัฐสภา นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิปสนช.) แถลงว่า ในการประชุมสนช.วันที่ 19 ตุลาคมนี้ จะพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน ในวาระ 2 และ 3 น่าจะใช้เวลาพิจารณานานพอสมควร ซึ่งมีทั้งหมด 114 มาตรา มีผู้สงวนคำแปรญัตติ 22 มาตรา 28 ประเด็น โดยมีผู้ที่สงวน 3 ฝ่าย คือ 1.คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) 2.กรรมาธิการ (กมธ.) ที่มาจากคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) และ 3.ผู้แปรญัตติของสนช. โดยกรธ.ยืนยันทุกประเด็นในร่างที่เสนอในชั้นรับหลักการ ซึ่งในการพิจารณามีความเห็นแตกต่างกันจนมีการลงมติในหลายมาตรา มีกมธ.ทั้งเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย โดยเฉพาะในมาตรา 7 วรรคท้าย เกี่ยวกับอำนาจผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินในการตรวจสอบเจ้าหน้าที่ป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.) ซึ่งกมธ.ได้พิจารณาอย่างรอบคอบ และเห็นว่าไม่จำเป็นต้องเขียนไว้ เพราะเป็นการใช้อำนาจเกินอำนาจของผู้ว่าการสตง. อีกทั้งกรณีการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ป.ป.ช.ก็มีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ (ป.ป.ท.) ทำหน้าที่ตรวจสอบอยู่แล้ว เช่นเดียวกับองค์กรอิสระอื่น ทั้งนี้ ความเห็นที่แตกต่างเป็นเรื่องความคิดเห็นไม่มีเรื่องการเมืองมาเกี่ยวข้อง
นพ.เจตน์ กล่าวต่อว่า ในร่างพ.ร.ป.ดังกล่าวจะมีบทเฉพาะกาลที่กำหนดให้คตง.ชุดปัจจุบันดำรงตำแหน่งจนครบวาระ รวมทั้งทำหน้าที่สรรหาผู้ว่าการสตง.ด้วย อย่างไรก็ตาม ร่างดังกล่าวจะมีความชัดเจนในการตรวจสอบการใช้งบประมาณท้องถิ่นว่าเป็นอำนาจของใครระหว่างผู้ว่าการสตง. หรือคตง. อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีร่างพ.ร.ป.ค้างพิจารณาอยู่จำนวน 3 ฉบับ คือ 1.ร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยป.ป.ช. ซึ่งคาดว่าจะส่งให้ประธานสนช. หลังงานพระราชพิธี หรือวันที่ 31 ตุลาคมนี้ 2.ร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งส.ว. หากยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงจะยังคงกำหนดเดิม ในวันที่ 21 พฤศจิกายน และ 3.ร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยส.ส. จะส่งในวันที่ 28 พฤศจิกายนนี้ การตั้งกมธ.ร่วม 3 ฝ่ายในร่างพ.ร.ป.ฉบับนี้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับกรธ.ว่ามีประเด็นใดที่ยังเห็นว่าเป็นความขัดหรือแย้งและจะทำหนังสือทักท้วงมา ขอให้สนช.ตั้งกมธ.ร่วมเพื่อทบทวนในประเด็นใดบ้าง โฆษกวิปสนช. กล่าว
บิ๊กตี๋ถกยุทธศาสตร์ความมั่นคง
ที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) ถ.วิภาวดีรังสิต พล.อ.วรพงษ์ สง่าเนตร อดีตผู้บัญชาการทหารสูงสุด (อดีตผบ.ทสส.) ในฐานะประธานคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคงครั้งที่ 2 โดยมีคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง 11 คน และผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง พล.อ.วรพงษ์ กล่าวว่า คณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง มีหน้าที่ดำเนินการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคงให้แล้วเสร็จภายใน 4 เดือนคือช่วงมกราคม 61 จากนั้นส่งต่อให้เลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติและเลขานุการคณะกรรมการจัดทำด้านต่างๆ นำไปรับฟังความคิดเห็นในภาพรวม จากนั้นก็จะปรับแก้ก่อนส่งให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติต่อไปเพื่อขอความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อผ่านความเห็นชอบแล้วจากนั้นนำขึ้นทูลเกล้าฯ ต่อไปเพื่อออกเป็นกฎหมาย ทั้งนี้ คณะกรรมการ ต้องนำสิ่งที่มีการศึกษาเอาไว้แล้ว มาบูรณาการการทำงาน ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงก็เหมือนกับทำทะเลให้สงบ เพื่อให้เรือทุกประเภทออกจากฝั่งไปปฏิบัติภารกิจได้ คือทำประเทศให้สงบเพื่อให้ยุทธศาสตร์ด้านอื่นๆ เดินหน้าต่อไปได้ด้วย
พล.อ.วรพงษ์ กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าทุกเรื่องมีคลื่นอยู่ แต่ทุกมิติเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทั้งสิ้น ไม่เฉพาะการเมือง แม้ทะเลจะมีคลื่นแต่ก็ต้องทำให้เรือเล็กและเรือใหญ่ออกทะเลได้ ส่วนกรอบความชัดเจนของความมั่นคงมองถึงเรื่องงบประมาณการจัดซื้ออาวุธและยุทโธปกรณ์นั้น เราจะเน้นทุกมิติ เพราะยังมีความมั่นคงของมนุษย์ เศรษฐกิจและไซเบอร์ที่ทหารไม่ได้เป็นพระเอก ผู้ที่รับผิดชอบแก้ไขปัญหาไม่ใช่มีแต่ทหารเพียงอย่างเดียว ดังนั้นจะมีการพูดถึงการพัฒนาศักยภาพในยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง ทั้งเรื่องบุคลากร ความสามารถ เครื่องมือแผนและระเบียบปฏิบัติ นโยบายต่างๆ ของทุกส่วนราชการ ต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจนว่ายุทธ์ศาสตร์ด้านความมั่นคงไม่ใช่ยุทธศาสตร์ของกระทรวงกลาโหม แต่ยังมีสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และทุกกระทรวง เราต้องทำทุกอย่างคู่ขนานกัน นอกจากยุทธศาสตร์ชาติยังมีปฏิรูปประเทศ นำมารวมกันเพื่อทำเป็นแนวทางให้สอดคล้องกัน ยืนยันว่าการดำเนินการครั้งนี้ไม่ใช่เฉพาะงานวิชาการ แต่เราจะทำวิชาการให้ปฏิบัติได้จริง
โยนถามผบ.ทบปมอุทยานราชภักดิ์
ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม กล่าวถึงกรณีที่สำนักข่าวอิศราระบุว่าการก่อสร้างห้องน้ำและการก่อสร้างอาคารร้านค้าภายในพื้นที่อุทยานราชภักดิ์ ใช้วงเงินงบประมาณ 15 ล้านบาท ว่า เป็นเรื่องของกองทัพบก เพราะได้มอบหมายความรับผิดชอบให้ไปแล้ว ส่วนการดูแลมูลนิธิอุทยานราชภักดิ์ได้มอบหมายให้พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เป็นประธานมูลนิธิ โดยตำแหน่งแล้ว ซึ่งผบ.ทบ.ในทุกยุคจะดำรงตำแหน่งประธาน และทำหน้าที่รับผิดชอบดูแลมูลนิธิด้วย ขณะเดียวกันเรื่องดังกล่าวจะต้องไปสอบถามรายละเอียดจากผบ.ทบ. แต่โดยหลักการเราอยากให้มีการพัฒนาให้ดีขึ้น เพื่อให้อุทยานเป็นที่เคารพศรัทธาของประชาชน และให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติได้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์ ทั้งนี้ ตนให้คำแนะนำแก่กองทัพบกไป ก็ขึ้นอยู่กับว่าจะสามารถดำเนินการอย่างไรได้บ้าง เพื่อเป็นประโยชน์แก่ประชาชน
นายกฯ ใช้บัตรสวัสดิการขึ้นรถเมล์
ผู้สื่อข่าวรายงานการกิจของนายกรัฐมนตรีตั้งแต่ช่วงเช้าวันเดียวกันพบว่าก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์เยี่ยมชมรถโดยสารประจำทางที่ติดตั้งระบบบัตรโดยสารอิเล็กทรอนิกส์ หรืออีทิกเก็ต และระบบจีพีเอส ที่องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก. นำมาที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อรองรับการใช้บริการของประชาชนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรผู้มีรายได้น้อยของกระทรวงการคลังในพื้นที่ 7 จังหวัด กทม.และปริมณฑล จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้ทดลองการใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐกับเครื่องอีทิกเก็ต บนรถโดยสาร ขสมก. โดยแตะที่เครื่องอ่านบัตร พร้อมขอให้ประชาชนทำความเข้าใจเกี่ยวกับระบบดังกล่าวว่า เพื่อความสะดวกรวดเร็ว ไม่ให้เกิดปัญหาการรอคิว ที่อาจส่งผลให้การจราจรติดขัด ซึ่งรถโดยสารขสมก.จะใช้ได้ทั้ง 2 ระบบคือจ่ายเงินและใช้บัตร ซึ่งถือเป็นการช่วยเหลือประชาชนใรระยะแรกซึ่งหลังจากนี้จะพิจารณามาตรการอื่นๆ ต่อไป ขณะเดียวกันขอประชาชนอย่าเชื่อคำบิดเบือน ที่บอกว่าจะให้เงินจำนวนมาก เพราะไม่มีรัฐบาลใดสามารถทำได้จริง เพราะอาจส่งผลต่อการบริหารประเทศ
เตรียมถก“มาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก”
ส่วนความคืบหน้านายมาร์ค ซักเคอร์เบิร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร/ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์เฟซบุ๊ก จะมาเยือนไทยปลายเดือนตุลาคมนี้ และในวันที่ 30 ตุลาคมจะเข้าพบพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีนั้น พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงกรณีเตรียมหารือกับมาร์ก ซัคเกอร์เบิร์ก ว่าเป็นการขอพบเพื่อพูดคุยหารือร่วมกัน เพื่อแสวงหาความร่วมมือในการป้องกันและลดผลกระทบจากอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเชื่อว่าไม่น่าจะมีอะไรทำให้เกิดปัญหา จึงขออย่านำเรื่องนี้ไปยึดโยงกับเรื่องอื่นๆ ซึ่งการพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นกันถือว่าดีกว่าไม่พบกัน
กทม.-ปริมณฑลแห่รับบัตรคนจน
วันเดียวกันกระทรวงการคลัง รายงานยอดการแจกบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้แก่ผู้มีรายได้น้อยเขตพื้นที่ 7 จังหวัด ประกอบด้วย กรุงเทพมหานคร นนทบุรี พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี นครปฐม สมุทรสาคร และสมุทรปราการ โดยวันที่ 17 ตุลาคม ถือเป็นวันแรกเป็นต้นไป รวมอีก 1.3 ล้านรายผ่านทางสาขาธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ และหน่วยงานรับลงทะเบียนที่ตัวเองได้เคยไปลงทะเบียนไว้ เช่นสำนักงานเขต โดยบรรยากาศการรับบัตรใน 7 จังหวัดดังกล่าวเป็นไปอย่างคึกคัก ประชาชนจำนวนมากมารอตรวจสอบสิทธิ์อย่างต่อเนื่อง
นายชัยรัตน์ บุญส่ง ผอ.กลุ่มงานกำกับและพัฒนาธุรกิจการ สนง.พาณิชยจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีผู้ลงทะเบียนทั้งสิ้น 163,699 ราย โดยจังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีร้านค้ามาร่วมโครงการทั้งสิ้น 212 ร้านค้า ใน 16 อำเภอ และมีการติดตั้งเครื่องอีดีซี แล้วจำนวน 17 แห่ง ซึ่งจะทยอยติดไปจบครบ ซึ่งประชาชนที่ได้รับบัตรจะสามารถใช้บริการได้ทันทีที่รับบัตร โดยยอดเงินโอนเข้าจะมี 200 บาท และ 300 บาท แล้วแต่บุคคลตามเกณฑ์ของรายได้ต่อปี ทั้งนี้จะต้องใช้บัตรให้หมดภายใน 1 เดือน ไม่สามารถทบยอดไปเดือนต่อไปได้ โดยรัฐบาลจะโอนเงินเข้าให้อีกครั้ง โดยประชาชนสามารถใช้บริการร้านค้าต่างๆ ที่มีป้าย “ร้านนี้จำหน่ายสินค้าประชารัฐ” ซึ่งจะจำหน่ายข้าวสารอาหารแห้ง น้ำมันพืช ไข่ไก่ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สบู่ ยาสีฟัน และของใช้ในชีวิตประจำวัน ให้แก่ผู้ที่ถือบัตรสวัสดิการของรัฐ
คลังเผย70จว.แจก 5.3ล้านใบแล้ว
ขณะที่นายสุวิทย์ พูลศิลป์ ผู้ช่วยผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. เปิดเผยว่า ได้มอบบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้แก่ผู้มีรายได้น้อยที่ลงทะเบียนผ่านธ.ก.ส. สาขาบางเขน โดยในพื้นที่ 7 จังหวัดมีผู้ที่ผ่านคุณสมบัติที่ลงทะเบียนผู้มีรายได้น้อยไว้กับ ธ.ก.ส. จำนวน 2.05 แสนราย ในจำนวนนี้เป็นบัตรที่แจกในกรุงเทพมหานครจำนวน 4.8 หมื่นราย
อย่างไรก็ตามขณะที่ภาพรวมการแจกบัตรสวัสดิการในพื้นที่ 70 จังหวัดนั้น ขณะนี้แจกไปแล้วกว่า 5.3 ล้านคน คิดเป็น 85% ของผู้มีสิทธิ์ที่ลงทะเบียนกับ ธ.ก.ส.ไว้ 6.2 ล้านคน ซึ่งคาดว่าจะแจกบัตรได้แล้วเสร็จภายในเดือนหน้า ทั้งนี้ จากการสอบถามประชาชนที่เดินทางมารับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เห็นว่าพอใจที่รัฐบาลให้การช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย แต่อยากให้เพิ่มวงเงินในบัตรสวัสดิการ หรือไม่ต้องกำหนดประเภทของการใช้จ่าย เพราะส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้จ่ายในการเดินทาง ขอให้มีการนำยอดเงินที่เหลือจากค่าโดยสารบขส. และรถไฟ มาทบวงเงินซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นได้
“อ๋อย” อัดบัตรคนจนไร้ทิศทาง
วันเดียวกัน นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรีและแกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณีบัตรคนจนว่า อาจเป็นเรื่องใหญ่กว่าที่เป็นอยู่ เรื่องนี้ดำเนินการเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ที่ผ่านมา และกำลังเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์หลากหลาย เริ่มจากข่าวความไม่รัดกุม มีช่องโหว่ โดยผู้มีรายได้น้อยเอาบัตรสวัสดิการไปแลกเป็นเงินกับร้านธงฟ้าประชารัฐในพื้นที่ซึ่งถือว่าผิดเงื่อนไข ความไม่เท่าเทียมของประโยชน์ที่ได้รับ และยังไม่ชัดเจนว่ารัฐจะจ่ายเงินให้นานแค่ไหน ทำให้ไม่ทราบว่าโครงการบัตรคนจนนี้จะใช้เงินงบประมาณรวมทั้งหมดเท่าไร จะเอาเงินมาจากไหนมาอุดหนุน จะขึ้นภาษีหรือไม่ อย่างไร จึงควรวางแผนป้องกันไม่ให้บัตรคนจนกลายเป็นแรงจูงใจให้ผู้ถือบัตรไม่อยากพ้นจากการเป็นคนจน และโครงการนี้จะมีผลต่อเศรษฐกิจและสังคมในอนาคตอย่างไร
นายจาตุรนต์ กล่าวอีกว่า บัตรคนจนอาจกำลังต้องการสร้างระบบรัฐสวัสดิการแบบปุ๊บปั๊บ และปัญหาที่เกิดขึ้นสะท้อนว่าไม่ได้เตรียมการซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ ถามว่าจะไม่ยิ่งเป็นปัญหาใหญ่หรือเพราะประเทศที่มีระบบรัฐสวัสดิการจะเก็บภาษีสูงมาก มากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ขณะที่ประเทศไทยมีรายได้จากภาษีอยู่ที่ประมาณ 15-17 เปอร์เซ็นต์ ถ้าจะใช้ระบบรัฐสวัสดิการจะต้องปรับโครงสร้างภาษีแล้วไทยพร้อมหรือไม่ ในภาวะที่รัฐบาลขาดดุลการคลังปีละจำนวนมากและใช้จ่ายในเรื่องที่ไม่เป็นประโยชน์อยู่เป็นระยะ ดังนั้นการกำหนดนโยบายที่เป็นเรื่องใหญ่ขนาดนี้ไม่ควรทำกันแบบเพิ่มนั่น เติมนี่ไปตามใจชอบ โดยไม่รู้ว่ากำลังจะเดินไปสู่อะไร แต่ควรจะมีกระบวนการวิเคราะห์ สังเคราะห์นโยบายอย่างเป็นระบบที่ต้องเปิดให้มีการแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง ไม่ใช่อย่างที่ทำกันอยู่
ชงความเห็นปฏิรูปตร.ทั่วปท.
นายมานิจ สุขสมจิตร ประธานคณะอนุกรรมการด้านสื่อสารสังคม คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ) เปิดเผยว่า ตามที่ พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ได้เป็นประธานประชุมสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นประชาชน ตำรวจ อัยการ ผู้ทรงคุณวุฒิ สื่อมวลชน ผู้ได้รับผลกระทบจากกระบวนการยุติธรรม 662 คน รวม 4 ภาค เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม (ตำรวจ) นำไปประกอบการพิจารณาปฏิรูปตำรวจ ซึ่งผลการรับฟังความคิดเห็นพบว่าภาพตำรวจที่พึงปรารถนาจากมากไปหาน้อย ดังนี้ 1.ต้องการให้พัฒนาศักยภาพของบุคลากรและการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ 2.อยากให้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างขององค์กร 3.อยากให้พัฒนาการบริหารงานบุคคลขององค์กรตำรวจ 4.อยากให้สร้างเสริมธรรมาภิบาลในองค์กร 5.พัฒนาความเห็นมืออาชีพของบุคลากร 6.เป็นที่พึ่งของประชาชน 7.ให้ปรับแก้ พ.ร.บ.ตำรวจและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 8.ให้ปรับปรุงงานบริการประชาชน 9.บูรณาการการทำงานร่วมกับประชาชนและองค์กรปกครองท้องถิ่น และ 10.ให้สร้างเสริมคุณธรรม จริยธรรมให้บุคลากร
นายมานิจ กล่าวว่า นอกจากนั้นคณะอนุกรรมการยังได้เปิดช่องทางสนทนาเฉพาะกลุ่ม 5 กลุ่ม จำนวน 65 คน และการสัมภาษณ์เชิงลึกจำนวน 14 คน โดยรับฟังความคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้แทนองค์กรอิสระ นักวิชาการสื่อมวลชน องค์กรภาคประชาสังคม องค์กรพัฒนาเอกชน และบุคคลที่เป็นกลุ่มเป้าหมายเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับกระบวนยุติธรรม ซึ่งก็มีความเห็นที่หลากหลาย รวมทั้งการรับฟังความเห็นจากตำรวจทุกระดับ 5,153 คน และแบบสอบถาม 5,302 คนด้วย ทั้งนี้ในส่วนของการรับฟังความคิดเห็นแบบเปิดกว้างและประชาสัมพันธ์ได้มีผู้เข้าชมเว็บไซต์ถึงวันที่ 29 กันยายน ที่ผ่านมา จำนวน 2,683 คน มีผู้กดถูกใจในเฟซบุ๊ก จำนวน 953 คน มีผู้กดติดตาม 986 คน แสดงความคิดเห็น 428 ข้อความ จากการรับฟังโซเชียลมีเดียต่างๆ มีผู้ออกความเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูปตำรวจ 9,773 ข้อความ... อ่านต่อที่ : https://www.dailynews.co.th/politics/604839
จ่อเข้าที่ประชุมใหญ่วันที่ 18 ต.ค.
“สำหรับความเห็นที่ได้จากการรับฟังความคิดเห็นแบบเปิดกว้างโดยใช้โซเชียลมีเดีย การเปิดตู้ ปณ. และจัดให้มีกล่องรับฟังความเห็นในสถานที่ต่างๆ สรุปได้ว่า อันดับ 1 ต้องการให้พัฒนาศักยภาพของบุคลากรและการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ อันดับ 2 ต้องการให้มีการสร้างเสริมธรรมาภิบาลในองค์กร และอันดับ 3 ต้องการให้ปรับปรุงงานบริการประชาชน” นายมานิจกล่าว
ขณะเดียวกันมีรายงานว่า พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม (ตํารวจ) มีคำสั่งเรียกประชุมคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านกระบวนการยุติธรรม (ตํารวจ) ในวันพุธที่ 18 ตุลาคม เวลา 09.00 น. ที่ห้องประชุมกรรมาธิการ 3401 อาคารรัฐสภา 3 ชั้น 4 โดยคณะอนุกรรมการจะเสนอรายงานผลการรับฟังความเห็นในเรื่องการปฏิรูปตำรวจต่อที่ประชุมด้วย
7ผู้ต้องหาขัดคสช.รายงานตัว
เมื่อเวลา 13.30 น. ที่ศาลมณฑลทหารบกที่ 23 (มทบ.23) อ.เมือง จ.ขอนแก่น ผู้สื่อข่าวรายงายว่า พนักงานอัยการศาล มทบ.23 ได้เบิกตัวผู้ต้องหาตามความผิดฐานขัดคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.ที่ 3/2558 จากกรณีการจัดกิจกรรมเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2559 ที่อาคารจตุรมุข คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ซึ่งมี น.ส.นีรนุช เนียมทรัพย์ ผู้ประสานงานศูนย์สิทธิเพื่อมนุษยชนภาคอีสาน น.ส.ณัฐพร อาจหาญ น.ส.ดวงทิพย์ ฆารฤทธิ์ นายภานุพงศ์ ศรีธนานุวัฒน์ นายณรงค์ฤทธิ์ อุปจันทร์ นายชาดไท น้อยอุ่นแสน และนายฉัตรมงคล เจนเชี่ยวชาญ เดินทางมารายงานตัวต่อศาล พร้อมทนายความ ท่ามกลางมาตรการรักษาความปลอดภัยของกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และฝ่ายปกครองกว่า 20 นายโดยรอบศาลทหาร มทบ.23 เพื่อป้องกันเหตุการณ์ความรุนแรงหรือเหตุการณ์ใดๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ ขณะที่คนในครอบครัวของผู้ต้องหาทั้ง 7 คนรวมไปถึงกลุ่มเพื่อนนักศึกษา และสมาชิกกลุ่มดาวดิน ม.ขอนแก่น ได้เดินทางมาให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก
น.ส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายคดี ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ในฐานะทนายความของผู้ต้องหาทั้ง 7 คน กล่าวว่า พนักงานอัยการทหาร มทบ.23 ได้มีคำสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 7 คนในฐานความผิดขัดคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือคสช. โดยได้ส่งสำนวนให้ศาลมทบ.23 ประทับรับฟ้องตามสำนวนที่พนักงานอัยการศาลทหารส่งเรื่องขึ้นไป อย่างไรก็ดีขั้นตอนต่อไปคือการยื่นขอประกันตัวผู้ต้องหาทั้ง 7 คน ซึ่งผู้ต้องหาได้เตรียมเงินสดในการขอประกันตัววงเงินคนละ 10,000 บาท
ทั้งนี้ทันทีที่ทนายความและผู้ต้องหาทั้ง 7 เข้าพบพนักงานอัยการทหารตามขั้นตอนของศาล มทบ.23 ได้มีการส่งตัวเข้าห้องพิจารณาคดีทันทีเพื่อรับฟังผลคดี



