ข่าว

ยิ่งใกล้วันยิ่งใจหาย ประชาชนเผยความรู้สึก

ยิ่งใกล้วันยิ่งใจหาย ประชาชนเผยความรู้สึก

16 ต.ค. 2560

สำนักพระราชวังเปิดให้ปชช.ถวายดอกไม้เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์วันที่ 6

ยิ่งใกล้วันยิ่งใจหาย ประชาชนเผยความรู้สึก

         วันที่ 16 ตุลาคม 2560  ตามที่ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระราชานุญาต ให้สำนักพระราชวังจัดทำซุ้มประดิษฐาน พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร  บริเวณริมกำแพงพระบรมมหาราชวัง ระหว่างประตูวิเศษไชยศรี และประตูมณีนพรัตน์ สำหรับให้ประชาชนได้ถวายสักการะต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช นั้น

         บรรยากาศในการวางดอกไม้หน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ในวันที่ 6 แม้จะเป็นวันทำงานและมีสภาพอากาศค่อนข้างร้อน แต่ยังคงมีประชาชนทั้งแบบกลุ่ม แบบครอบครัว และแบบเดี่ยวเดินทางมากราบอย่างต่อเนื่อง

ยิ่งใกล้วันยิ่งใจหาย ประชาชนเผยความรู้สึก

แสงเดือน พรมสอน

         น.ส.แสงเดือน พรมสอน เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลธนบุรี 1 วัย 44 ปี ซึ่งมีในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นต้นแบบในเรื่อง “รู้จักหน้าที่ตัวเอง” เผยว่าก่อนหน้านี้เคยมากราบพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 แล้วสองครั้ง เมื่อได้ทราบข่าวว่าสำนักพระราชวังจัดตั้งซุ้มให้ประชาชนกราบสักการะอีกครั้งจึงใช้วันหยุดของตัวเองเดินทางในวันนี้เพื่อเป็นการกราบทูลลาพระองค์เป็นครั้งสุดท้าย ยิ่งใกล้วันพระราชพิธียิ่งใจหาย แต่ก็ตั้งใจว่าในวันงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพนั้น ตัวเองจะไม่มาในพื้นที่ แต่คงไม่ร่วมวางดอกไม้จันทน์ในเขตที่เจ้าหน้าที่จัดเตรียมไว้ให้

          “ในด้านการทำงานพระองค์ท่านทรงเป็นแบบอย่างในเรื่องการรู้จักหน้าที่ของตัวเอง ซึ่งตัวเองเป็นเจ้าหน้าที่พนักงานในโรงพยาบาล คนส่วนใหญ่ที่มาใช้บริการจึงเป็นผู้เจ็บป่วยด้วยความรู้สึกว่าเหมือนเป็นญาติพี่น้องของตัวเอง อีกทั้งยังไม่ยึดติดในเรื่องเวลาปฎิบัติหน้าที่ เพราะบางกรณีอาจมาในภาวะเร่งด่วนเป็นนาทีชีวิตเน้นให้ความช่วยเหลือผู้มาใช้บริการเป็นที่ตั้งก่อน  ส่วนในด้านการดำเนินชีวิต เน้นใช้ชีวิตพอเพียงมีแค่ไหนใช้แค่นั้น ตามกำลังของตัวเอง” นางสาวแสงเดือนกล่าว

ยิ่งใกล้วันยิ่งใจหาย ประชาชนเผยความรู้สึก

นางนงเยาว์ ลิมปวธัญญู

          ด้านนางนงเยาว์ ลิมปวธัญญู แม่บ้านวัย 65 ปี เดินทางมาจากย่านประชาชื่น เล่าว่าก่อนหน้านี้เคยมีโอกาสได้เข้ากราบพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 มาแล้ว 7 ครั้ง นอกจากนี้ยังเคยนำอาหารมาแจกประชาชนตอนครบ 100 วันเสด็จสวรรคตด้วย และเมื่อสำนักพระราชวังจัดซุ้มพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 ให้ประชาชนนำดอกไม้มากราบสักการะอีกครั้ง จึงไม่เดินทางมาในวันนี้

           “ใจหายไม่อยากให้ถึงวันงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพเลย รู้สึกคิดถึงพระองค์ท่านมากๆ แต่ถึงอย่างนั้นในวันที่ 25 ตุลาคม ตัวเองก็ตั้งใจว่าจะต้องมาร่วมถวายความอาลัยต่อพระองค์ท่านเป็นครั้งสุดท้าย ไม่ว่าจะเข้าได้หรือไม่ก็ตาม มาได้แค่ไหนก็แค่นั้น ไม่กลัวด้วยว่าจะต้องเจอกับประชาชนจำนวนมาก เพราะก่อนหน้านี้ตอนมารอกราบพระบรมศพ เคยนั่งรอตั้งแต่เวลา 03.00 น. จนถึง 16.00 น.ก็เคยผ่านมาแล้ว เพื่อพระองค์ท่านแค่ไหนก็ยอมได้ สำหรับในวันนี้ตัวเองตั้งจิตอธิฐานต่อพระองค์ท่านว่า จากนี้ในเรื่องการดำเนินชีวิตนอกจากจะทำหน้าที่แม่บ้านที่ดีแล้ว ยังจะทำหน้าที่แม่ที่ดีของลูก ขณะเดียวกันก็จะเป็นประชาชนที่ดีของพระองค์ด้วยเช่นกัน และแน่นอนว่าต้องอยู่ภายใต้หลักความพอเพียงตามที่พระองค์ท่านทรงสอนไว้” นางนงเยาว์กล่าวด้วยน้ำเสียงมุ่งมั่น

ยิ่งใกล้วันยิ่งใจหาย ประชาชนเผยความรู้สึก ศรีเพทาย-โอภาส ชุมรุม

          ด้านสองสามีภรรยาวัยเกษียณ นายศรีโอภาส-นางเพทาย ชุมรุม อายุ 69 ปี และ 65 ปี เผยว่าในวันที่เราสูญเสียในหลวงรัชกาลที่ 9 สิ่งที่จะตอบแทนพระองค์ท่านในเรื่องง่ายๆ ก็คือ การมากราบพระบรมศพ และถวายดอกไม้หน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ซึ่งตัวเองเชื่อว่าเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงดูแลประชาชนชาวไทยมาตลอด 70 ปี

          “ผมเป็นอดีตพนักงานการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เคยมีโอกาสถวายงานพระองค์ท่าน จึงมีพระองค์ท่านเป็นต้นแบบในหลายๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการทำงานเพื่อสังคมและการดำรงชีพในแนวทางหลักเศรษฐกิจพอเพียง รวมถึงแนวทางการเลี้ยงดูบุตรและบริวาร ซึ่งผลของการเดินตามรอยพระองค์ท่าน ก็ทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จและความสุขจริงๆ และเนื่องจากไม่ต้องทำงานประจำแล้ว ผมจึงใช้เวลาว่างมาทำงานด้านจิตอาสากับสมาคมนักวิทยุสมัครเล่นในงานพระบรมศพตลอดระยะเวลา 1 ปีเต็ม โดยเฉพาะในวันงานถวายพระเพลิงพระบรมศพ ถือว่าเป็นงานสุดท้าย ผมจะไปประจำอยู่ที่บริเวณพระลานพระราชวังดุสิต และเหตุที่มาทำจิตอาสานี้ ก็เพราะยึดตามแนวของในหลวงรัชกาลที่ 9 คือ การได้ทำอะไรเพื่อคนอื่น ผลตอบแทนคือความสุข แค่นี้ผมก็มีความสุขแล้ว” จิตอาสารุ่นใหญ่เผยความตั้งใจ

ยิ่งใกล้วันยิ่งใจหาย ประชาชนเผยความรู้สึก

พรวดี ธรรมจินดา

          นางสาวพรวดี ธรรมจินดา อายุ 37 ปี ผู้บริหารโรงเรียนเพรพติจูด กรุงเทพฯ นำพวงมาลัยดอกดาวเรืองมาถวายสักการะเป็นครั้งแรก กล่าวว่า ตั้งใจนำพวงมาลัยมาถวายพระองค์ท่านในวันนี้ เพราะคิดว่าเป็นช่วงท้ายๆ แล้วที่จะได้แสดงความอาลัยก่อนจะถึงงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ โดยก่อนหน้านี้ตัวเองเคยมากราบสักการะพระบรมศพที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทมาแล้ว 1 ครั้ง ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นสัญลักษณ์ของคนดี ทำให้ตัวเองยึดเป็นต้นแบบในการพัฒนาตัวเองให้ยึดความดีในการดำเนินชีวิต และทำความดีต่อส่วมรวม โดยเฉพาะเรื่องการส่งเสริมการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนอย่างเต็มกำลังความสามารถ

ยิ่งใกล้วันยิ่งใจหาย ประชาชนเผยความรู้สึก

สุรภา ภิรมย์กิจ

          ด้านนางสุรภา ภิรมย์กิจ อายุ 60 ปี อดีตข้าราชการกรมประชาสงเคราะห์ กล่าวว่า เดินทางมาจากย่านเจริญนคร กรุงเทพฯ ตั้งใจมากราบพระองค์เป็นครั้งสุดท้าย โดยก่อนหน้านี้มีโอกาสมารับเสด็จตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม วันที่เคลื่อนพระบรมศพ หน้าศาลหลักเมือง และได้ขึ้นกราบพระบรมศพบนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ช่วงวันที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมาก็ได้ไปตักบาตรถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระองค์ ในวันนี้แม้จะผ่านมานับปีแล้ว ก็ยังคิดถึงพระองค์สุดหัวใจ ยังรับและซาบซึ้งในสิ่งที่พระองค์ทรงทำเพื่อคนไทย แม้ว่าวันนี้พระองค์สวรรคตแล้ว แต่ก็ยังเหลือมรดกถึง 4700 โครงการให้กับเราคนไทยได้สานต่อ มรดกอันเกิดจากความรักของพระองค์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำ ดิน หรือความรักและสามัคคี สิ่งที่พวกเราทำได้คือน้อมนำคำสอนเรื่องความสามัคคี ซื่อสัตย์ ทำตนให้เป็นประโยชน์แก่สังคม ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ รัก สามัคคีและให้อภัยกัน อันจะเป็นสิ่งที่สามารถทำความดีถวายเป็นพระราชกุศลได้