
ธ.ก.ส. เผยหนี้เสียพุ่งแตะ 6% หลังราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ
ธ.ก.ส. เผยหนี้เสียพุ่งแตะ 6% หลังราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ
ราคาสินค้าเกษตรที่ปรับลดลงต่อเนื่อง ส่งผลต่อความสามารถการชำระหนี้ของครัวเรือนภาคการเกษตร ทำให้ระดับหนี้เสียของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.) ณ สิ้นเดือนก.ย.2560 ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 5.56% จากสินเชื่อคงค้างทั้งระบบซึ่งอยู่ที่ 1.3 ล้านล้านบาท โดยเพิ่มขึ้นจากสิ้นปีบัญชี ธ.ก.ส. (มี.ค.2560) ที่อยู่ระดับ 4.03%
นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการ ธ.ก.ส. เปิดเผยว่า หนี้เสียของเกษตรกรที่เพิ่มขึ้น เป็นผลจากราคาสินค้าเกษตรหลายประเภทตกต่ำ ขณะเดียวกัน ช่วงที่ผ่านมา ถือเป็นช่วงของการลงทุนปลูกผลผลิตใหม่ ทำให้ลูกหนี้มีรายได้ไม่เพียงพอมาชำระหนี้ ส่งผลต่อการผิดนัดชำระหนี้
ทั้งนี้ หนี้ที่มีการผิดนัดชำระนั้น ส่วนใหญ่เป็นการผิดนัดชำระอัตราดอกเบี้ย ส่วนการชำระเงินต้น ถือว่าอยู่ในช่วงพักชำระเงินต้นตามมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรของรัฐบาลเป็นระยะเวลา 2 ปี ซึ่งจะครบกำหนดในเดือนมี.ค.ปีหน้า
อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัวเชื่อว่า ในช่วงสิ้นปีบัญชี ธ.ก.ส. ซึ่งตรงกับช่วงเดือนมี.ค.ปีหน้า หนี้เสียน่าจะกลับมาอยู่ในระดับเดิม คือ ประมาณ 4% ซึ่งปัจจุบันได้สั่งการให้มีการติดตามการชำระหนี้ พร้อมกับ เปิดโอกาสให้ลูกหนี้สามารถเข้ามาปรับโครงสร้างหนี้ได้ ซึ่งผลของการปรับโครงสร้างหนี้นั้น ทำให้หนี้เสียทยอยปรับลดลง โดยในเดือนก่อนหน้า หนี้เสียปรับขึ้นไปแตะระดับ 6% ของสินเชื่อคงค้าง
สำหรับหนี้เสียที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับเกษตรกรที่ผลิตมันสำปะหลัง ข้าวโพด ยางพารา และ น้ำมันปาล์ม ซึ่งทั้งหมดนี้ราคาผลผลิตไม่ดีนัก ส่วนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวนั้น ไม่มีปัญหาด้านหนี้เสียมากนัก เนื่องจาก ราคาข้าวยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี
ส่วนเกษตรกรผู้ผลิตปาล์มนั้น ได้รับทราบปัญหาจากสมาคมผู้ปลูกปาล์มว่า ขณะนี้ ปริมาณน้ำมันปาล์มในสต็อกเหลืออยู่จำนวนมากถึง 2 แสนตัน จึงได้ขอให้รัฐบาลเข้ามาช่วยเหลือ โดยขอให้กระทรวงพลังงานช่วยนำน้ำมันปาล์มไปใช้ในการผลิตไฟฟ้าแทนน้ำมัน ซึ่งรัฐบาลจะต้องชดเชยราคาส่วนต่างให้แก่โรงไฟฟ้า
นอกจากนี้ สมาคมผู้ปลูกปาล์มยังเห็นว่า กรณีที่มีการนำน้ำมันปาล์มจากมาเลเซียผ่านประเทศไทยเพื่อส่งขายประเทศลาว อาจจะไม่มีการส่งไปถึงประเทศลาวจริง โดยน้ำมันปาล์มอาจจะถูกขายในไทยแทน เนื่องจาก ราคาในไทยแพงกว่าลาว ทำให้สต็อกน้ำมันปาล์มของผู้ผลิตในประเทศจึงเหลือจำนวนมาก จึงเสนอให้มีการยกเลิกการนำเข้าดังกล่าว
นายอภิรมย์ ยังกล่าวถึงกรณีลูกหนี้ที่ผิดนัดชำระหนี้และเข้าสู่กระบวนการในชั้นศาลว่า นับตั้งแต่ ธ.ก.ส. เปิดดำเนินการมามีลูกหนี้ที่เข้าสู่กระบวนการพิจารณาในชั้นศาลประมาณ 4,000 ราย ในจำนวนนี้ มีเพียง 1 ราย ที่ลูกค้ายินดีให้ยึดทรัพย์มาขายทอดตลาด โดยเป็นลูกหนี้ที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดนครนายก ซึ่งธนาคารก็ได้นำพื้นที่ดังกล่าวให้เป็นศูนย์เรียนรู้แก่เกษตรกรอื่นๆ อย่างไรก็ดี กว่าที่ลูกหนี้จะเข้าสู่กระบวนการยึดทรัพย์ขายทอดตลาด ก็ใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 10 ปี
สำหรับภาพรวมสินเชื่อของธนาคารนั้น ในช่วง 6 เดือนแรก สินเชื่อขยายตัวได้ 3.3 หมื่นล้านบาท เป้าหมายสินเชื่อขยายตัวทั้งปีอยู่ที่ 8.6 หมื่นล้านบาท ในจำนวนนี้ เป็นสินเชื่อเพื่อเอสเอ็มอีประมาณ 4.5 หมื่นล้านบาท คาดว่า จะทำได้ตามเป้าหมาย เนื่องจาก ในช่วงปลายปีจะเป็นช่วงที่สินเชื่อขยายตัวได้มาก
นายอภิรมย์ ยังกล่าวถึงยอดการเคลมประกันภัยข้าวนาปีในฤดูกาลผลิตปีนี้ว่า น่าจะมีวงเงินเคลมประกันกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าปีที่แล้วที่อยู่ที่ 819 ล้านบาท เป็นผลจากภัยน้ำท่วมในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะที่จังหวัดสกลนครเพียงจังหวัดเดียว คาดว่า จะมีนาข้าวได้รับความเสียหายประมาณ 9 แสนไร่ แต่ในจำนวนนี้ มีเพียง 40 % ของพื้นที่เสียหายที่ได้ทำประกันภัยผลผลิต
สำหรับปีนี้มีชาวนาที่ปลูกข้าวนาปีที่ได้ลงทะเบียนกับธ.ก.ส.เพื่อทำการประกันภัยนาข้าวแล้ว 1.5 ล้านราย คิดเป็นพื้นที่นาที่ทำประกัน 23.76 ล้านไร่ ซึ่งยังเหลือพื้นที่ภาคใต้ที่ยังไม่เข้าฤดูการปลูกข้าวนาปี ที่ยังไม่เข้าร่วมโครงการ หากเทียบกับปีที่แล้ว มีพื้นที่นาข้าวที่เข้าโครงการประกันภัยนาข้าวถึง 27 ล้านไร่ สาเหตุส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะปีนี้มีที่นาถูกน้ำท่วมและพื้นที่ปลูกข้าวในปีนี้ลดลงเหลือ 53 ล้านไร่ จากปีที่แล้วที่มีพื้นที่ปลูก 56 ล้านไร่
ส่วนยอดการเคลมประกันในปีนี้ จนถึงปัจจุบันมีการเคลมประกันไปแล้ว 224 ล้านบาท เทียบกับการเคลมประกันทั้งปีที่แล้ว ที่เคลม 819 ล้านบาท คิดเป็นพื้นที่นาที่เสียหายและเคลมประกันในปีที่แล้วรวม 7.46 แสนไร่
นายอภิรมย์ กล่าวด้วยว่า ธ.ก.ส.ได้วางแผนที่จะพัฒนาโมเดลของการทำประกันภัยนาข้าว เพื่อให้การประกันภัย สามารถครอบคลุมความเสียหายของชาวนาให้ใกล้เคียงกับต้นทุนการผลิต โดยให้ชาวนาเป็นผู้จ่ายค่าเบี้ยประกัน สำหรับการประกันส่วนที่เพิ่มขึ้นด้วยตัวเอง
ในปัจจุบัน เบี้ยประกันภัยนาข้าว คิดในอัตรา 90 บาท/ไร่ โดยมีสินไหมทดแทนที่ 1,260 บาท/ไร่ อย่างไรก็ตามชาวนา ได้รับการอุดหนุนเบี้ยประกันจากรัฐบาล 54 บาท และอีก 36 บาทนั้น ในกรณีที่เป็นลูกค้า ธกส. ธกส.จะเป็นผู้อุดหนุนให้ เท่ากับชาวนา ไม่ต้องเสียค่าเบี้ยประกันเลย
อย่างไรก็ตาม สินไหมทดแทนที่ 1,260 บาท/ไร่นั้น ก็ยังไม่สามารถครอบคลุมต้นทุนการผลิตของชาวนา ที่เฉลี่ยต่อไร่ ที่ 4,000 บาทได้ แม้ว่า จะรวมเงินอุดหนุนที่รัฐจะจ่ายให้ ในกรณีที่พื้นที่นั้นๆถูกประกาศเป็นเขตภัยพิบัติ อีก 1,111 บาท/ไร่ก็ตาม ดังนั้น แนวคิดการทำประกันส่วนเพิ่มดังกล่าว จึงน่าจะเข้ามาช่วยรับความเสี่ยงแทนชาวนาได้มากขึ้น ทั้งนี้ สศค. มูลนิธิอาจารย์ป๋วยของ ธปท. จุฬาฯ และ ธ.ก.ส. รวมกันศึกษาเพื่อจัดทำโมเดลดังกล่าว
นอกจากการประกันภัยข้าวนาปีแล้ว ธ.ก.ส.ยังได้ศึกษาที่จะขยายการรับประกันผลผลิตอื่น โดยจะนำร่องในเรื่องการทำประกันภัยข้าวโพด ซึ่งมีโมเดลที่คล้ายการประกันภัยข้าวนาปี, การทำประกันภัยโคนม ซึ่งอาจมีหลายรูปแบบ เช่น การประกันผลผลิตน้ำนม หรือ การประกันภัยราคาน้ำนมดิบ เป็นต้น ทั้งนี้ เป็นนโยบายของ รมว.คลัง ที่ต้องการให้ ธ.ก.ส.เร่งจัดทำระบบการประกันภัยผลผลิต ให้ครอบคลุมผลผลิตหลักของประเทศ



