ข่าว

"ธงทอง" ถอดหัวใจเขียนความรู้สึก วันสิ้นในหลวง ร.9

"ธงทอง" ถอดหัวใจเขียนความรู้สึก วันสิ้นในหลวง ร.9

13 ต.ค. 2560

'ธงทอง - ป๊อก ปิยธิดา - ณัฏฐา' ร่วมย้อนความรู้สึก...วันนี้ปีที่แล้ว “แลแห่งใดเห็นน้ำ ย่อมน้ำตาคน” 

 

                12 ต.ค.60 - เว็บไซต์ HappeningBKK ได้เผยแพร่ความรู้สึกของผู้คนหลากหลายอาชีพในหัวข้อ "วันนี้ปีที่แล้ว" เพื่อร่วมรำลึกถึงวันที่ยากจะลืมในชีวิตของคนไทย หนึ่งในนั้นคือ ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเป็นอดีตข้าราชการในตำแหน่งระดับสูงอีกหลายตำแหน่ง รวมทั้งยังมีความเชี่ยวชาญในด้านประวัติศาสตร์ ศาสนา และวัฒนธรรม รวมทั้งเรื่องราวประวัติศาสตร์ทางราชสำนัก และพระราชพิธีเป็นอย่างมาก ได้รับเชิญให้มาร่วมบรรยายถ่ายทอดสดในการพระราชพิธีต่างๆ ที่สำคัญมาแล้วหลายวาระ และล่าสุดในปีพ.ศ. 2559 ได้รับเชิญให้มาร่วมบรรยายถ่ายทอดสดในการพระราชพิธีพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

"ธงทอง" ถอดหัวใจเขียนความรู้สึก วันสิ้นในหลวง ร.9

                อาจารย์ธงทอง  เล่าว่า "ตั้งแต่เช้าวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ในใจของผมไม่ได้รู้สึกเป็นสุขเลย ด้วยความเป็นห่วงกังวลยิ่งในพระอาการประชวรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเช่นเดียวกันกับคนไทยทั้งหลาย หลังเที่ยงวันไปแล้วข้อมูลข่าวสารที่แพร่สะพัดอยู่ในแวดวงต่างๆล้วนแต่ทำให้น้ำตาของผมพร้อมจะหยาดลงเต็มทีแล้ว ยิ่งตอนบ่ายได้รับทราบว่าสำนักพระราชวังได้ปิดการลงนามถวายพระพรที่ศาลาสหทัยสมาคมก่อนเวลาปกติ หัวใจก็เหมือนจะขาด แต่ก็ฝืนไปร่วมงานสวดพระพุทธมนต์บทโพชฌงค์ถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวร่วมกับชาวจุฬาฯทั้งหลายที่ศาลาพระเกี้ยวตามประกาศนัดหมายที่ได้ยินมาตั้งแต่เย็นวันก่อน

                รุ่นพี่รุ่นน้องที่เดินเข้ามาในศาลาพระเกี้ยวบ่ายแก่วันนั้นมีน้ำตาคลอหน่วยเข้ามาด้วยกันทั้งสิ้น บางคนเข้ามากอดกันกับผมแล้วร้องไห้สะอึกสะอื้น แต่ไม่มีใครพูดคำว่า "สวรรคต" ออกมาแม้แต่คำเดียว จนกระทั่งใกล้เวลาบ่าย 5 โมง พระสงฆ์จำนวนเก้ารูปจึงมาถึงบริเวณพิธี หลังจากอธิการบดีจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัยแล้ว ผมในหน้าที่อุปนายกสภามหาวิทยาลัย ทำหน้าที่ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายดอกไม้ธูปเทียนแพเบื้องหน้าพระบรมมาฉายาลักษณ์ขนาดใหญ่ที่ประดิษฐานอยู่เบื้องหน้าเวที เสร็จแล้วก็ลงกราบราบกับพื้น ด้วยความรู้สึกที่อัดอั้นเต็มที อยากจะหมอบราบอยู่ตรงนั้นอีกนานแสนนาน อยากจะกราบบังคมทูลพระกรุณาขอให้ท่านอยู่กับเราอีกนานๆ แต่ในชีวิตจริงก็ทำอย่างนั้นไม่ได้ ผมต้องกลับไปนั่งเก้าอี้ จากนั้นทุกอย่างก็ดำเนินต่อเนื่องไปท่ามกลางความโศกตรมของทุกคน เรากำลังพยายามปฏิเสธความจริงและรอฟังแถลงการณ์อย่างเป็นทางการเท่านั้น

                จนกระทั่งสวดมนต์เสร็จ พระกลับไปแล้ว อีกไม่กี่นาทีต่อมา เวลาทุ่มตรงก็มีประกาศของทางราชการเรื่องเสด็จสวรรคต ในศาลาพระเกี้ยวไม่มีโทรทัศน์ แต่โทรศัพท์มือถือของทุกคนก็มีภาพและเรื่องเดียวกัน เป็นภาพและเรื่องที่ชีวิตนี้ไม่อยากได้ยินได้ฟังเลยเป็นอันขาด แต่นั่นแหละ เราก็หนีความจริงไปไม่พ้น เป็นอันว่าเรื่องที่หัวใจของเราปฏิเสธและต่อสู้มาตลอดสองสามวันที่ผ่านมา ก็กลายเป็นจริงขึ้นมาแล้ว ท่านอธิการบดีประกาศกับทุกคนในที่นั้นว่าในวันพรุ่งนี้ซึ่งคงจะมีการเชิญพระบรมศพจากศิริราชพยาบาลไปยังพระบรมมหาราชวัง ชาวจุฬาฯท่านใดปรารถนาจะไปถวายบังคมพระบรมศพขอให้ไปได้เลย ไม่ต้องห่วงกังวลเรื่องอะไร

                ผมรีบร่ำลากับผู้คนทั้งหลายที่เริ่มร้องไห้กันอย่างไม่ต้องปิดบังอีกต่อไป แล้วเดินลงจากศาลาพระเกี้ยวด้วยอาการงงงัน ไม่รู้จะพูดอะไรไม่รู้จะคิดอะไรอีกต่อไป เพียงไม่กี่นาทีผมก็มานั่งอยู่ในรถของตัวเองที่มีพนักงานขับรถพากลับบ้าน จากนั้น ความรู้สึกที่สะกดกลั้นมาตลอดทั้งวันก็ถึงจุดระเบิด ผมร้องไห้เหมือนใจจะขาด ร้องไห้จนตัวโยน รู้สึกเหมือนศูนย์กลางของชีวิตที่เคยมีมาตั้งแต่เล็กจนใหญ่ได้ปลาสนาการไปเสียแล้ว

                กลับถึงบ้านค่ำวันนั้นผมกินอะไรไม่ลง ที่บ้านก็มีแต่คนร้องไห้ วันสุดท้ายในรัชกาลที่เก้าที่ผมเป็นข้าแผ่นดินของท่านมาตั้งแต่แรกเกิดเป็นอย่างนี้นี่เอง ช่างทุกข์ทรมานเหลือเกิน

                “แลแห่งใดเห็นน้ำ ย่อมน้ำตาคน”

 

 

"ธงทอง" ถอดหัวใจเขียนความรู้สึก วันสิ้นในหลวง ร.9

                ชาญณรงค์ พรดิลกรัตน์ ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กร บริษัท ดอยคำผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด เล่าว่า "วันที่ 13 ตุลาคมปีที่แล้ว กำลังเข้าอบรมเรื่อง “Telling Story” โดยคุณจุ้ย ศุ บุญเลี้ยง ที่โรงแรมย่านพระราม 9 พร้อมกับทีมงานสื่อสารองค์กร ดอยคำฯ ซึ่งการอบรมเริ่มบ่ายโมงตรง แต่ผมฟังบ้างไม่ฟังบ้างเพราะไม่มีสมาธิ คอยดูข่าวสารที่ส่งผ่านโซเลชียลมีเดียตลอด ต้องคอยปาดน้ำตาจนไม่กล้ามองหน้าใคร จนกระทั่งเกือบบ่ายสองโมง ผมและทีมงานตัดสินใจกลับออฟฟิศโดยด่วน แม้ว่าจะได้ข่าวคราวไม่สู้ดีมาหลายวันก่อนหน้า แต่วันนั้นก็กลั้นความรู้สึกไม่ได้ ขับรถไปทั้งน้ำตานองหน้า รู้สึกเหมือนใจสลาย
                ในช่วงที่ผมเป็นช่างภาพของเครือเนชั่นกรุ๊ป ผมโชคดีที่ได้ใกล้ชิดและถ่ายรูปพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านหลายครั้ง ความรู้สึกเสียใจมันมากมายเกินกว่าจะถ่ายทอดออกมาได้
                วันนี้ ผมภูมิใจที่ได้มีโอกาสมาทำงานที่ดอยคำ ซึ่งพระองค์มีพระราชกระแสให้สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินกิจการในรูปแบบ ธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) และเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการสร้างสุขให้สังคมด้วยการพัฒนาอย่างสมดุลและยั่งยืน"

 

"ธงทอง" ถอดหัวใจเขียนความรู้สึก วันสิ้นในหลวง ร.9

                ปิยธิดา มิตรธีรโรจน์ นักแสดงและพิธีกร เล่าว่า "วันที่ 13 ตุลาคมปีที่แล้ว ป๊อกกำลังถ่ายละครเรื่องป่ากามเทพอยู่ที่ ม.กรุงเทพ รังสิตค่ะ วันนั้นใจเต้นแรงตลอดวัน คอยเช็คข่าวอยู่ตลอด ภาวนาให้ไม่เป็นจริง ปฏิกิริยาคนในกองถ่ายก็เงียบๆ ซึมๆ กันทุกคน เหมือนจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ไม่ค่อยมีสมาธิทำงานกัน พวกเราถ่ายกันอยู่ใต้ต้นไม้ ในสวน แต่กลับไม่มีลมพัดเลย ทุกอย่างดูเงียบมาก และในตอนค่ำป๊อกกับพี่ตั๊ก (นภัสรัญชน์ มิตรธีรโรจน์) จะต้องไปงานกาล่าละครเวทีลอดลายมังกร ที่น้องแบงค์ แคลช ชวนไว้ แต่ก็ได้รับข่าวมาว่าอาจจะต้องเลื่อนวัน พอถ่ายละครเสร็จก็เลยรีบกลับบ้าน ขับรถน้ำตาเอ่อๆมาตลอด หวังว่าจะเป็นแค่ข่าวลือ

                พอถึงบ้านเจอพี่ตั๊ก ร้องไห้อยู่ที่โต๊ะทำงาน ป๊อกเข้าไปกอด แล้วรีบเปิดดูข่าว พอเห็นหน้าจอทีวีทุกช่องเป็นขาวดำก็ร้องไห้เลย เป็นการยืนยันอย่างชัดเจนว่าทุกอย่างคือเรื่องจริง เรานั่งร้องไห้กันเงียบๆสองคนหน้าทีวี ไลน์กลุ่มหรือข้อความใดๆเงียบสงัด ไม่มีใครพูดหรือส่งอะไรกันเลย …

                จนถึงตอนนี้เวลาขับรถผ่านท้องสนามหลวงหรือเห็นสะพานพระปิ่นเกล้าฝั่งเข้าพระนคร ภาพรถตู้พระที่นั่งครั้งสุดท้ายจะขึ้นมาตลอด และร้องไห้ทุกครั้ง มีครั้งนึงเคยร้องไห้ตอนรถติดตรงแยกปิ่นเกล้า-อรุณอัมรินทร์ แล้วคนขับรถเมล์คันข้างๆหันมาเห็นเพราะรถป๊อกค่อนข้างสูง เค้าก็ผงกหัวให้ป๊อกครั้งนึงเหมือนเข้าใจความรู้สึก ป๊อกเลยร้องหนักกว่าเดิมอีก เป็นการสูญเสียร่วมกันครั้งใหญ่มากจริงๆ”

 

"ธงทอง" ถอดหัวใจเขียนความรู้สึก วันสิ้นในหลวง ร.9

                ดร.ณัฏฐา โกมลวาทิน บรรณาธิการข่าว/ผู้ดำเนินรายการ "ที่นี่ไทยพีบีเอส" เล่าว่า "คงจะคล้ายๆกับคนไทยจำนวนมาก ที่ได้รับรู้ถึงกระแสข่าวที่ออกมาอย่างต่อเนื่องมาระยะหนึ่ง แต่ในใจได้แต่คิดว่ายังไม่ใช่ ยังไม่จริง วันนี้ปีที่แล้วเป็นวันที่ปฏิบัติหน้าที่ทำข่าวตามปกติ และคอยติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง อยู่ในสถานี

                พอช่วงบ่ายๆ ดิฉันเริ่มได้เห็นโพสต์ facebook ของบางคน เริ่มรู้สึกว่าความจริงที่ไม่อยากให้เกิดใกล้เข้ามามากแล้ว หลังจากนั้นไม่นาน ทีมข่าวต่างส่งข้อความถึงกันว่ากำลังจะมีประกาศสำนักพระราชวังอย่างเป็นทางการ และเป็นเช่นนั้นจริงๆ

                เมื่อสัญญาณโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจปรากฏ สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่หน้าจอโทรทัศน์ นิ่ง ฟังทุกคำ เงียบ เสียงสะอื้น ดังขึ้นรอบๆตัว ดิฉันจำได้ว่าน้ำตาไหลอย่างช้าๆ เกิดความรู้สึกสูญเสียที่ไม่มีวันกลับ โหวงเหวงภายในใจ ความรู้สึกชาๆ สบตากับเพื่อนร่วมงานแบ่งปันความรู้สึกร่วมกัน ไม่มีคำพูดใดอธิบายได้หมด รู้แต่ว่าจากนี้ไปไม่มีท่านอีกแล้ว

                คืนนั้นดิฉันและเพื่อนร่วมงานเดินทางไปที่โรงพยาบาลศิริราช พวกเราคิดเพียงว่าต้องรีบไปก่อนที่จะไม่ทันการ เมื่อไปถึงเต็มไปด้วยผู้คนมากมาย ที่ต่างไปยืนรวมตัวอย่างสงบ ดิฉันคิดว่าทุกคนไปด้วยความรู้สึกที่ใกล้เคียงกันมากว่าอยากจะซึมซับและใกล้ชิดกับพระองค์ท่านให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

                จำได้ว่าความเศร้า ความอาลัย รายล้อมอยู่รอบตัว ความมืด ถนนหนทางที่แม้จะมีรถวิ่งแต่กลับเวิ้งว้าง และความเงียบงันในบทสนทนา...จากนี้ไปไม่มีพระองค์ท่านอีกแล้ว"

 

"ธงทอง" ถอดหัวใจเขียนความรู้สึก วันสิ้นในหลวง ร.9

                อลงกต เอื้อไพบูลย์ ผู้กำกับ เล่าว่า "วันนั้นทำงานปกติมิกซ์เสียงงานโฆษณา บ่ายๆ ได้ข่าวไม่รู้ว่าจริงหรือเท็จ เลยขออนุญาตเลิกงาน รีบขี่รถมาศิริราชแบบไม่รู้ความเร็วแต่รู้ว่าเร็วมาก มาถึงรถวังเต็มไปหมดแต่ที่โรงพยาบาลปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยหาที่ว่างสวดมนต์มองไปที่ชั้นที่ในหลวงประทับ ภาวนาให้ปาฏิหาริย์เกิด คนไทยทุกคนสวดมนต์ขอพรให้ในหลวงอยู่กับพวกเรานานกว่านี้ จนถึงเวลาประกาศเวลาที่ทุกคนไม่อยากได้ยิน ทุกคนร้องไห้ไม่อายกัน เราเดินออกมาจากรพ.แบบหมดแรง ที่ยึดเหนี่ยวทางใจตั้งแต่เกิดไม่มีแล้ว นอนไม่หลับ นอนร้องไห้ทั้งคืน พยายามคิดว่าในหลวงไปสบายแล้วแต่ความเห็นแก่ตัวก็ไม่อยากให้ท่านจากไป จนถึงวันนี้อาการคืนวันนั้นยังไม่หายไป ความรักเป็นแบบนี้นี่เอง ในหลวงจะอยู่ในใจเราตลอดไป"

 

ขอบคุณข้อมูล HappeningBKK อ่านเพิ่มเติมคลิกที่นี่

ภาพปก : วสันต์ วณิชชากร